“ถ้าคุณยังเอาหน้าเข้ามาใกล้ผมอีกแค่เซนติเมตรเดียว ผมจะถือว่าคุณฉวยโอกาสในเคหสถานของผม... และผมจะฟ้องข้อหาอนาจาร”
รณกรพ่นคำพูดเหล่านั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามอย่างยิ่งยวดในการควบคุมความมั่นคง แต่ปลายนิ้วที่กำขอบโต๊ะทำงานจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีดกลับทรยศความจริงทุกอย่าง ใบหน้าคมคายของสถาปนิกหนุ่มอยู่ห่างจากอกแกร่งของอีกฝ่ายเพียงแค่คืบ กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ของคินน์กำลังทำลายสมาธิที่เขาสสะสมมาค่อนโลก
คินน์ไม่ถอย ร่างสูงใหญ่ในสูทสั่งตัดราคาแพงกลับโน้มตัวลงมาอีก ปลายจมูกโด่งคมแทบจะเฉียดแก้วด้านซ้ายของรณกรอยู่รอมร่อ ดวงตาคมปลาบพราวระยับด้วยประกายความขบขันระคนเอ็นดู ซึ่งเป็นสายตาแบบที่รณกรเกลียดที่สุด... เพราะมันทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่แมวตัวน้อยที่กำลังพองขนขู่เสือโคร่ง
“ฟ้องข้อหาอนาจารเหรอครับสถาปนิก?” เสียงทุ้มต่ำรื่นหูดังชิดริมหูจนขนอ่อนลุกชัน “ลองดูสิครับ เผื่อศาลท่านจะเมตตาตัดสินให้จำคุกผมไว้ในเซฟเฮาส์ของคุณตลอดชีวิต... ผมยินดีรับโทษนะ”
“ไอ้บ้า คินน์!” รณกรผลักไหล่กว้างออกไปสุดแรง สติที่กระเจิดกระเจิงทำให้เขาต้องรีบถอยหลังจนสะโพกไปชนกับขอบชั้นวางแบบแปลน ร่างเพรียวหอบหายใจถี่กระชั้น ใบหน้าร้อนผ่าวจนลามไปถึงใบหู “อย่ามาพูดจาเลอะเทอะแถวนี้ ออกไปจากห้องผมได้แล้ว งานการไม่มีทำหรือไง ถึงได้มาเดินป้วนเปี้ยนคอยกวนประสาทชาวบ้านเขาอยู่ได้”
“งานมีครับ แต่งานดูแลความปลอดภัยของคุณ... สำคัญกว่า” คินน์ยืนเต็มความสูง สายตากวาดมองใบหน้าเนียนที่พยายามหลบตาอย่างรู้ทัน รอยยิ้มมุมปากของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลไม่ได้ลดความเจ้าเล่ห์ลงเลยแม้แต่น้อย “เมื่อคืนคุณก็เพิ่งบอกผมเองไม่ใช่เหรอครับว่าขาดผมไม่ได้... ปากแข็งเก่งจริงนะเราเนี่ย”
“เฮอะ! มโนเก่งเบอร์นี้ ไม่ทราบว่าต้องไปรับถ้วยรางวัลที่ไหนครับ?” รณกรเชิดหน้าขึ้น สลัดความประหม่าทิ้งแล้วเปลี่ยนเป็นโหมดฝีปากกล้าทันควัน “ผมพูดตอนไหนไม่ทราบว่าขาดคุณ? หูเพี้ยนหรือสมองเสื่อมตั้งแต่ตอนไหนครับคุณคินน์ ถ้าว่างมากนักก็เชิญกลับไปบริหารตึกหรูของคุณโน่น อย่ามาทำรกหูรกตาแถวนี้”
“ปากเก่งจังนะครับ... เวลาเขิน” คินน์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความท้าทายที่ทำเอารณกรแทบสำลักน้ำลายตัวเอง
“ใครเขิน! อย่ามามโนให้มากนะครับคุณคินน์!” รณกรตวาดแว้ด ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนวงใหญ่จนแทบจะคว่ำใส่หน้าอีกฝ่าย “ผมแค่รำคาญ! รำคาญเสียงทุบโต๊ะ รำคาญสายตา และรำคาญความหน้ามึนของคุณเข้าใจไหม? ออกไปเลยนะ ไม่อย่างนั้นผมจะโทรแจ้ง รปภ. มาลากตัวคุณออกไปจริงๆ ด้วย”
รณกรผลักไสความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังตีตื้นขึ้นมาในอก ความอบอุ่นวาบหวามยามที่ถูกโอบกอดเมื่อคืน... อ้อมแขนแข็งแกร่งที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาดในย่านที่ไม่มีใครไว้ใจได้ ทุกอย่างมันคือความผิดพลาด เป็นปฏิกิริยาชั่วคราวของร่างกายในภาวะวิกฤตเท่านั้น รณกรบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าเขาเป็นสถาปนิกผู้มองโลกตามความเป็นจริง เขาจะไม่มีวันหลงกลคารมของมาเฟียเจ้าเล่ห์หน้าหล่อคนนี้เด็ดขาด
คินน์หรี่ตามองคนปากแข็งที่กำลังยืนกอดอกทำหน้ายักษ์ใส่ ใบหน้าคมคายฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้ง แววตาที่เคยพราวระยับเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความจริงจังขึ้นมาวูบหนึ่ง จนรณกรเผลอชะงักไป
“คุณกำลังกลัวอะไรอยู่รณกร”
น้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นราบเรียบและจริงจังทำเอารณกรสะดุ้ง ปลายลิ้นดันกระพุ้งแก้มขณะเบือนหน้าหนีไปมองหน้าต่างกระจก
“ผมไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น”
“โกหก” คินน์ก้าวเข้ามาประชิดตัวอีกครั้งอย่างรวดเร็วโดยที่รณกรไม่ทันตั้งตัว ฝ่ามือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวไว้ไม่ให้ถอยหนี “คุณกำลังกลัวว่าตัวเองจะเผลอใจให้ผม... กลัวว่าเซฟเฮาส์ในหัวใจของคุณที่ปิดตายมาตลอด มันจะมีช่องว่างให้ผมเดินเข้าไปได้จริง ๆ”
“ปล่อยนะ!” รณกรสะบัดข้อมือออกสุดแรง หัวใจกระหน่ำเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความจี้จุดตรงกลางใจทำให้เขาต้องใช้วิธีเดิม... ใช้ความเกรี้ยวกราดกลบเกลื่อนความสั่นไหว “อย่ามาทำเป็นพูดจาจิตวิทยาตื้นๆ กับผม คุณไม่ใช่หมอนวดแผนโบราณและไม่ใช่จิตแพทย์ เลิกวิเคราะห์ผมสักที!”
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่นไปด้วยแรงปะทะทางอารมณ์ เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของรณกรก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ สถาปนิกหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนจะเหลือบมองหน้าจอแล้วพบว่าเป็นเบอร์ของเมษา เพื่อนสนิทตัวดี
รณกรกดรับสายทันทีเพื่อหาทางหนีทีไล่จากสถานการณ์ชวนใจสั่นนี้ “ว่าไงเมษา มีอะไรด่วน?”
*(“กร! แกดูข่าวออนไลน์ตอนนี้ยังวะ! งานเข้าพวกเราแล้ว!”)* เสียงปลายสายของเมษาร้อนรนจนแทบฟังไม่เป็นศัพท์
“ข่าวอะไร? ใจเย็นๆ แล้วพูดช้าๆ” รณกรขมวดคิ้วมุ่น
*(“มีเพจใต้ดินปล่อยภาพร่างแบบโปรเจกต์ลับของแกออกมาแล้วแถมยังบิดเบือนข้อมูลหาว่าพวกเราทุจริตพื้นที่สาธารณะ! ตอนนี้ทัวร์กำลังลงเพจบริษัทแกแบบถล่มทลาย แถม... แถมมีคนคอมเมนต์ขู่จะตามเก็บแกถึงออฟฟิศแล้วด้วย!”)*
ดวงตาของรณกรเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความเย็นวาบแล่นพล่านจากปลายนิ้วขึ้นมาถึงสันหลัง คินน์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของร่างโปร่งได้ทันที ร่างสูงขยับเข้าไปใกล้พร้อมกับส่งสายตาเชิงคำถาม
รณกรยังไม่ทันได้ตอบโต้อะไร ประตูห้องทำงานกระจกฝ้าก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงด้วยฝีมือของใครบางคน ร่างของพนักงานฝึกงานหน้าซีดเผือดวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก
“พี่กรคะ! แย่แล้วค่ะ! มี... มีแขกไม่ได้รับเชิญกลุ่มใหญ่พังประตูล่างขึ้นมาแล้วค่ะ พวกเขาบอกว่าพี่เป็นคนโกงชาติ!”
คินน์หันขวับไปมองที่ประตูทันที ดวงตาคมกริบฉายแววอันตรายวับวาด ร่างสูงก้าวมาบังหน้ารณกรโดยอัตโนมัติราวกับสัญชาตญาณนักล่าที่พร้อมปกป้องอาณาเขตของตัวเอง
“ล็อคประตูกระจกซะ” คินน์สั่งเสียงต่ำทรงอำนาจ ก่อนจะหันมามองสถาปนิกหนุ่มที่กำลังยืนนิ่งอึ้งกับสถานการณ์ที่พลิกผันอย่างรวดเร็ว “ส่วนคุณ... อยู่ข้างหลังผม ห้ามขยับไปไหนเด็ดขาด”
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันเสมอมานะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริง นายสถาปนิกอย่าเพิ่งรีบตาย•ตอนที่ 13
อย่ามโนให้มาก
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริง นายสถาปนิกอย่าเพิ่งรีบตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!