เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริง นายสถาปนิกอย่าเพิ่งรีบตาย•ตอนที่ 12

คำสารภาพที่ไม่มีใครเชื่อ

ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
"เงียบ..." เสียงกระซิบแหบพร่าลอยปะปนมากับลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ข้างใบหู ขนอ่อนทั่วร่างของรณกรลุกชันขึ้นพร้อมกันโดยไม่ต้องนัดหมาย ปลายจมูกโด่งรั้นของเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมสะอาดเจือกลิ่นอายความเย็นเยียบของค่ำคืนอันตราย ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจสถาปนิกหนุ่มเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ไม่ใช่ความมืดสลัวของทางเดินโครงสร้างคอนกรีตเปลือยเปล่าเบื้องหน้า แต่เป็นฝ่ามือหนาที่คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเขา ลากจูงให้ก้าวถอยหลังเข้าไปในซอกเสาเข็มต้นใหญ่เพื่อหลบพ้นจากลำแสงไฟฉายที่กวาดผ่านไปเมื่อเสี้ยววินาทีก่อน "คุณคินน์... ปล่อยผมได้แล้ว ผมเดินเองได้" รณกรเค้นเสียงกระซิบลอดไรฟัน ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนคนตัวสูงกว่าที่ฉวยโอกาสใช้สภาวะคับขันรวบเอวเขาไว้เสียแน่น แผ่นอกกว้างแนบชิดกับแผ่นหลังของเขาจนรับรู้ได้ถึงจังหวะหัวใจที่มั่นคงและหนักหน่วงผิดกับสถานการณ์รอบตัว "ถ้าผมปล่อย คุณอาจจะกลายเป็นงานประติมากรรมชิ้นแรกที่ประดับตึกนี้ในฐานะศพคนแรกนะครับ รณกร" คินน์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ไร้ความตระหนก แต่แววตาคมกริบภายใต้เงาของหมวกแก๊ปกลับกวาดมองไปรอบทิศทางอย่างระแวดระวัง มืออีกข้างยังคงกุมมือเรียวของรณกรไว้แน่น ไม่ยอมคลายออกแม้แต่นิ้วเดียว ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว จุดเชื่อมโยงจากคำเตือนสติระทึกขวัญยังคงติดตรึงอยู่ในโสตประสาท *“มีคนมาต้อนรับเราเร็กว่าที่คิด...”* คินน์กระซิบข้างหู น้ำเสียงนิ่งสนิทแต่แฝงไปด้วยความอันตรายสุดขีด *“อยู่ใกล้ผมไว้ รณกร... อย่าปล่อยมือจากผมเด็ดขาด”* และเขาก็ทำตามนั้น... ไม่ใช่เพราะเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์หน้าเลือดนี่หรอกนะ แต่เป็นเพราะทางเดินมืดๆ ของไซต์งานก่อสร้างร้างตอนตีสอง มันไม่ใช่สถานที่ที่สถาปนิกผู้รักความสะอาดอย่างเขาควรจะมาเดินทอดน่องสำรวจโครงสร้างสถาปัตยกรรมเล่นๆ เสียหน่อย แสงไฟฉายจากบุคคลปริศนาวับแวมอยู่ตรงมุมตึกห่างไปราวสิบเมตร เสียงรองเท้าคอมแบตกระทบพื้นปูนดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าผู้มาเยือนไม่ได้มาดี และมีมากกว่าหนึ่งคน รณกรกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความกลัวตีตื้นขึ้นมาจนรู้สึกชาที่ปลายนิ้ว แต่กระนั้น นิสัยปากกล้าไม่ยอมคนก็ยังคงทำงานตามสัญชาตญาณ "รู้แบบนี้ ผมน่าจะนอนดูซีรีส์อยู่ห้องกับเมษา มากกว่าจะมาวิ่งเล่นซ่อนหากับมาเฟียตกอับอย่างคุณนะเนี่ย..." รณกรแกล้งกระซิบแซะเพื่อกลบเกลื่อนความตึงเครียด สายตาจ้องมองใบหน้าด้านข้างของคินน์ที่สันจมูกโด่งเป็นสันรับกับกรามคมคายในความมืด คินน์เหลือบสายตากลับมามองคนตัวเล็กที่ยังมายังไม่เลิกกวนประสาท มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกขัน "ปากเก่งแบบนี้ เวลาอยู่บนเตียง... หมายถึงเวลาคับขันแบบนี้ ก็น่ารักไปอีกแบบนะครับ" "ใครน่ารัก! คุณนี่มัน..." รณกรเกือบจะหลุดเสียงดังใส่ หากฝ่ามือหนาจะไม่พุ่งมาปิดปากเขาไว้เสียก่อน สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือที่แนบลงบนริมฝีปากทำให้ร่างบางชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อคินน์ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจปะทะกัน ระยะห่างระหว่างกันแทบเป็นศูนย์ เงียบ... มีเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นแข่งกับเสียงฝีปากของผู้บุกรุกที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป เมื่อเสียงฝีปากเงียบสนิทลง คินน์จึงค่อยๆ เลื่อนมือออก แต่ยังคงตรึงร่างของรณกรไว้ระหว่างแขนทั้งสองข้างที่ยันกับผนังปูน เป็นการกักตัวโดยสมบูรณ์แบบที่ทำเอาสถาปนิกหนุ่มรู้สึกเหมือนถูกตีกรอบให้จนมุม ทั้งด้วยโครงสร้างตึก... และด้วยสายตาคู่คมที่กำลังจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเขา "หมดเสียงคนแล้วครับ จะต่อว่าผมเรื่องอะไรเชิญได้เลย" คินน์เอ่ยเสียงนุ่ม แววตาพราวระยับระทั่งในความมืดสลัว "ถอยไปเลยนะ คุณคินน์!" รณกรดันอกแกร่งเบาๆ แต่เจ้าตัวกลับยืนปักหลักนิ่งสนิทราวกับภูเขาหิน "พาผมมาเสี่ยงอันตรายบ้าๆ นี่ แล้วยังจะมาทำระรื่นอีกเหรอครับ? เซฟเฮาส์อะไรของคุณเนี่ย มีคนตามรอยมาเร็วกว่าสั่งพิซซ่าเดลิเวอรีเสียอีก!" "นั่นก็แปลว่า... มีหนอนบ่อนไส้ในบริษัทของผม หรือไม่ก็มีคนอยากได้ตัวคุณมากจนยอมทุ่มทุนสร้าง" คินน์พูดเสียงเรียบ แต่ประกายตาที่ทอดมองรณกรกลับเปลี่ยนเป็นความจริงจังวับวาม "และนั่นคือเหตุผลที่ผมต้องพาคุณออกมา... เพราะผมไม่อันตรายกับคุณเท่ากับคนพวกนั้นหรอก รณกร" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่จริงจังจนผิดวิสัยทำให้รณกรชะงักไป คำพูดประชดประชันที่เตรียมไว้ติดอยู่ที่ริมฝีปาก ดวงตากลมโตมองสำรวจใบหน้าของอีกฝ่าย พยายามค้นหาความล้อเล่นหรือการเสแสร้ง แต่สิ่งที่เขาเห็นในแววตาคู่นั้นมีเพียงความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็น ซึ่งมัน... อันตรายต่อหัวใจของเขาเสียยิ่งกว่ากระสุนปืนของผู้บุกรุกเสียอีก "คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย" รณกรเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้น หัวใจเจ้ากรรมเต้นผิดจังหวะจนควบคุมไม่ได้ "อย่ามาใช้มุกพระเอกลิเกกับผมนะ ผมไม่หลงกลหรอก" "ผมไม่ได้เล่นละคร" คินน์ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนไหล่บางชนเข้ากับแผ่นอกของเขา ปลายนิ้วอุ่นจัดเอื้อมขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากมนของสถาปนิกหนุ่มออกอย่างเบามือ สัมผัสที่อ่อนโยนขัดกับภาพลักษณ์มาเฟียผู้ทรงอิทธิพลโดยสิ้นเชิง "รณกร... คุณไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าตัวเองดึงดูดปัญหาขนาดไหน ตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณก้าวเข้ามาในโปรเจกต์นี้" "ผมแค่ทำงานของผม!" "แต่ความสนใจของผม... มันไม่ได้อยู่แค่ที่งานสถาปัตยกรรมของคุณแล้วล่ะครับ" รณกรนิ่งงัน ลลมหายใจสะดุดกึก ดวงตากลมโตหันกลับมาสบตาตรงๆ ความเงียบโรยตัวปกคลุมรอบกาย มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองที่ดังชัดเจนในความมืด คินน์สบตานิ่ง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวแก้ม น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาทีละคำ ชัดเจน หนักแน่น และจริงจังจนสถาปนิกฝีปากกล้าถึงกับหาเสียงตัวเองไม่เจอ **"ผมสนใจคุณจริงๆ... รณกร"** คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของมาเฟียหนุ่มผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร ทำให้โลกทั้งใบของรณกรหยุดหมุนไปชั่วขณะ มันไม่ใช่คำหยอกล้อ ไม่ใช่การหว่านเสน่ห์เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่แววตาคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของเขาอย่างชัดเจน เต็มไปด้วยความรู้สึกดิบเถื่อนและจริงใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มเจ้าเล่ห์มาตลอด สมองของรณกรขาวโพลน คำตอบโต้ที่เตรียมไว้เป็นร้อยประโยคพลันมลายหายสิ้น เขากลืนน้ำลายฝืดคอ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบทะลุออกจากอก ความรู้สึกประหม่า พ่ายแพ้ และหวั่นไหวตีรวนขึ้นมาพร้อมกันจนพูดไม่ออก ใบงดงามขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิดแม้ในความมืด นี่มันบ้าชัดๆ... มาเฟียสารภาพรักกลางไซต์งานก่อสร้างร้างตอนตีสองเนี่ยนะ! รณกรอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ กำมือแน่นเข้าหากันเพื่อเรียกสติ "คุณ... คุณพูดบ้าอะไรเนี่ย เมาฝุ่นปูนหรือไง ถึงได้เพ้อเจ้อ..." "ผมไม่ได้เมา และผมก็มีสติครบถ้วนดีที่สุดในชีวิต" คินน์ยิ้มมุมปาก ยิ่งเห็นอาการตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูกของคนตรงหน้า เขากยิ่งนึกเอ็นดูจนอยากจะรวบเข้ามาฟัดให้หายหมั่นเขี้ยว "คุณอาจจะคิดว่าผมบ้า แต่เชื่อเถอะว่า... ผมไม่เคยจริงจังกับอะไรเท่านี้มาก่อนในชีวิตเลย รณกร" บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่เต็มไปด้วยกระแสความหวานปนความตึงเครียดที่ทำเอาคนอ่านจิกหมอนแทบขาด รณกรเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจพองโตจนคับอกแต่ก็ยังมีความดื้อรั้นหลงเหลืออยู่ เขากำลังจะอ้าปากเถียงกลับเพื่อรักษาฟอร์มสถาปนิกผู้ไม่เคยยอมสยบให้ใคร ทว่า... *กริ๊ก!* เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ จากด้านหลังเสาเข็มต้นถัดไป พร้อมกับลำแสงไฟฉายที่สาดวาบเข้ามาจนสว่างจ้า แทรกกลางระหว่างคนทั้งสองทันที "เจอตัวจนได้... ท่านประธานคินน์ กับคุณสถาปนิกคนสวย" เสียงทุ้มต่ำน่าขนลุกดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างของชายแปลกหน้าสามคนก้าวออกมาจากความมืด ปลายกระบอกปืนติดเก็บเสียงในมือชี้ตรงมาที่พวกเขาโดยไม่มีลังเล คินน์หรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงทันที เขาดึงรณกรหลบมาไว้ด้านหลังด้วยความรวดเร็วราวกับสัญชาตญาณดิบ พร้อมกับมือขวาที่เอื้อมไปหยิบอาวุธปืนพกสั้นที่ซ่อนไว้ใต้สูทอย่างคล่องแคล่ว "หึ... มาเร็วกว่าที่คิดจริงๆ ด้วยสินะ" คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ สายตาดุดันจ้องมองผู้มาเยือนอย่างเหี้ยมเกรียม "แต่พวกแกคิดผิดแล้วล่ะ ที่เลือกเวลาตายในเขตก่อสร้างของฉัน" รณกรที่ถูกดึงมาหลบอยู่ด้านหลัง หัวใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม แม้จะกลัวจนตัวสั่น แต่ปลายนิ้วที่กำชายเสื้อสูทของคินน์ไว้แน่นกลับสะท้อนความรู้สึกบางอย่างที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ก่อนที่สถานการณ์จะระเบิดเป็นความรุนแรง เสียงฝีปากหนักๆ และเสียงตะโกนก้องจากทางเข้าตึกก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะวิกฤตเสียก่อน "เฮ้ย! พวกมึงทำอะไรเพื่อนกูวะ! ถอยไปนะเว้ย ไอ้พวกโจรป่าส้วมแตก!" เสียงตะโกนแหลมสูงอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับแสงแฟลชโทรศัพท์มือถือที่สาดส่องสว่างวาบไปทั่วบริเวณ ทำเอาผู้บุกรุกถึงกับชะงักหันขวับ รณกรเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างของเพื่อนสนิทถือไม้หน้าสามวิ่งหน้าตั้งเข้ามาในดงกระสุน พร้อมกับตะโกนไล่หลังมาเสียงดังลั่น "เมษา!? แกเข้ามาทำบ้าอะไรเนี่ย!" มหายุทธ์ไร้เทียมทาน --- *ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและส่งกำลังใจให้กันมาตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!*
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริง นายสถาปนิกอย่าเพิ่งรีบตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%