"หึ... นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะเป็นแก..."
คินน์เอ่ยชื่อคนทรุดตัวคุกเข่าอยู่ด้านหลังมือปืนด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราวดาบอาบยาพิษ "คนที่ฉันไว้ใจที่สุด... กลับขายข้อมูลให้พวกสวะพวกนี้ในราคาที่ถูกเหลือเชื่อ"
ปลายกระบอกปืนสีดำสนิทของลูกน้องมือปืนยังคงจดจ่ออยู่ที่ขมับของผม ขณะที่กลิ่นคาวเลือดและดินปืนลอยคละคลุ้งจนแสบจมูก รณกรกะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่หยาดเหงื่อที่ไหลเข้าตา สมองอันปราดเปรียวของสถาปนิกหนุ่มไม่ได้หยุดนิ่ง แม้สถานการณ์ตรงหน้าจะแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย
ไอ้คนทรยศที่คินน์พูดถึงไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น 'กรณ์' ผู้ช่วยมือขวาที่เพิ่งช่วยผมตรวจแบบแปลนโครงสร้างเซฟเฮาส์หลังนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของผมโดยอัตโนมัติ เป็นความซวยระดับแจ็กพ็อตที่ต่อให้ออกแบบตึกสูงร้อยชั้นก็คำนวณความเลวของมนุษย์ไม่ถึงจริงๆ
"มองอะไรวะไอ้สถาปนิกหน้าโง่ อยากตายก่อนเพื่อนหรือไง" มือปืนฉายเดี่ยวคำรามลั่น มันดันกระบอกปืนเข้ามาแนบชิดขมับผมมากขึ้นจนผิวเนื้อเจ็บแปลบ
"ถ้าฉันตาย... แกจะไม่มีทางได้เห็นทางหนีทีไล่ของตึกนี้หรอกนะ" ผมสวนกลับทันควัน น้ำเสียงแม้จะแหบพร่าแต่แฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งและมั่นอกมั่นใจอย่างถึงที่สุด ดวงตาสีเข้มจ้องมองตรงไปยังไอ้มือปืนอย่างไม่เกรงกลัว "แกคิดว่าตัวเองคุมเกมอยู่เหรอ? ดูรอบตัวสิ... นี่มันบ้านที่ฉันออกแบบเองกับมือ"
คินน์เหลือบสายตาคมกริบมามองผมชั่วขณะ ในแววตานั้นมีความระอาปนกับความทึ่งวาบผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว แม้ในยามที่ความตายอยู่ห่างแค่เอื้อม ปากเรี่ยวปากแรงของรณกรก็ยังทำงานได้ดีเยี่ยมไม่เคยเปลี่ยน
"หุบปากไปเลยคุณสถาปนิก!" มือปืนหน้าตาเหี้ยมเกรียมตวาดลั่น มันเหนี่ยวไกเตรียมจะปลิดชีพผมเพื่อตัดปัญหาความยุ่งยาก
แต่รณกรเร็วกว่า นิ้วมือที่สั่นเทาเล็กน้อยควักม้วนกระดาษพิมพ์เขียวขนาดใหญ่ที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ตออกมาอย่างไร้ความลังเล ก่อนจะสะบัดมันกางออกตรงหน้าด้วยแรงทั้งหมดที่มี แผนผังโครงสร้างสถาปัตยกรรมลายเส้นสีขาวบนพื้นกระดาษสีน้ำเงินเข้มสะท้อนเข้ากับแสงไฟฉุกเฉินที่กะพริบไหว
"มองซะนี่คือแผนผังโครงสร้างรับน้ำหนักของห้องนี้!" ผมตะโกนเสียงดังฟังชัด บังคับให้พวกมันต้องมองตามสัญชาตญาณ "เสาหลักตรงมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือไม่ได้มีไว้แค่ค้ำยันหลังคา แต่มันคือท่อระบายน้ำแรงดันสูงที่ฉันจงใจออกแบบซ่อนไว้ หากยิงพลาดไปโดนวาล์วหลักตรงนั้น แรงดันน้ำจะพุ่งทะลักอัดใส่พวกแกจนกระดูกแหลกเป็นผุยผงภายในสามวินาที!"
มือปืนชะงัก มันกะพริบตาปริบๆ มองตามนิ้วเรียวยาวที่ชี้ไปยังจุดสีแดงบนแบบแปลนสถาปัตยกรรม แม้ว่าเรื่องท่อแรงดันน้ำจะเป็นสิ่งที่ผมเพิ่งก섬กุมขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ เพื่อเอาตัวรอด แต่ด้วยความน่าเชื่อถือในน้ำเสียงและรายละเอียดทางวิศวกรรมที่ผมพ่นออกมาอย่างคล่องแคล่ว ก็ทำให้ไอ้โง่สองคนนั้นลังเลจนชะะงักมือไปชั่วขณะ
"จริงเหรอวะ..." ลูกน้องมือปืนอีกคนหันไปกระซิบกับหัวหน้าด้วยความหวาดระแวง
"อย่าไปฟังมันพูดเพ้อเจ้อ! มันก็แค่สถาปนิกกระจอกๆ คนหนึ่ง!" มือปืนหัวหน้าคำรามกลบเกลื่อนความกลัวในแววตา แต่มือที่ถือปืนกลับสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด
นี่แหละ... ช่องว่างแห่งความกลัวที่ผมรอคอย
ในจังหวะนั้นเอง คินน์ที่ไม่เคยปล่อยให้โอกาสหลุดลอย ขยับตัวราวกับเสือชีตาห์ที่ซุ่มรอจังหวะตะครุบเหยื่อ ขายาวเตะกวาดเข้าที่ข้อพับของไอ้ทรยศกรณ์จนมันล้มคว่ำคะมำ ก่อนที่มือหนาจะพุ่งไปคว้าข้อมือของมือปืนที่จ่อหัวผมอยู่แล้วบิดสุดแรงเกิดจนเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ!
"อ๊ากกก!" เสียงร้องโหยหวนดังลั่นห้องตามมาด้วยเสียงปืนลั่นกระสุนเฉียดหัวไหล่ผมไปฝังเข้ากับผนังปูนฉาบอย่างเฉียดฉิว
ฝุ่นปูนฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ รณกรไม่รอช้าที่จะเป็นภาระให้คินน์ ผมอาศัยจังหวะชุลมุนพับม้วนแบบแปลนกลับเข้าที่เดิม แล้วพุ่งตัวเข้ากระแทกศอกใส่ลิ้นปี่ของไอ้ลูกน้องที่เพิ่งลุกขึ้นมาอย่างเต็มแรง เสียงลมหายใจเฮือกใหญ่ถูกพ่นออกจากปากมันก่อนที่ร่างนั้นจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นหมดสติ
ภายในเวลาไม่ถึงสี่สิบวินาที ห้องรับแขกหรูหราก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจรดรินของผมและคินน์ที่ยืนประจันหน้ากันท่ามกลางซากความวุ่นวาย
คินน์ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าของตัวเองอย่างไม่ยี่หล่า ราวกับเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่เป็นเพียงแค่การดูหนังรอบดึก เขาปรายตาลงมองศกรณ์ที่นอนกุมขาตัวเองร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะหันมามองผมที่ยืนพิงผนังห้องด้วยความเหนื่อยอ่อน
"เก่งไม่เบานี่..." คินน์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ รอยยิ้มเจ้าเลื้อยปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก "นอกจากปากจะเก่งแล้ว สมองตอนเอาตัวรอดนี่ใช้ได้เลยทีเดียว ถึงเมื่อกี้จะแต่งเรื่องหลอกเด็กไปหน่อยก็เถอะ"
"ถ้าฉันไม่แต่งเรื่อง พวกเราคงกลายเป็นรังผึ้งพรุนไปแล้วครับคุณคินน์" ผมเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผากด้วยหลังมือ เชิดหน้าขึ้นเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ว่าหัวใจจะเต้นรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอกก็ตาม "แล้วก็... ช่วยขอบคุณสถาปนิกคนนี้ด้วยการเลิกทำหน้ากวนประสาทใส่ผมสักทีจะได้ไหม"
คินน์ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวผมอย่างรวดเร็ว ชนิดที่ผมยังไม่ทันได้ถอยหลังหนี แผ่นหลังของผมก็แนบชิดติดกับผนังเย็นเฉียบ ขณะที่ร่างสูงใหญ่ของนักธุรกิจหนุ่มก้มลงมาโน้มใบหน้าเข้าใกล้จนปลายจมูกของเราแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าที่ข้างแก้มจนผมต้องกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ
"ถ้าฉันไม่ช่วยบล็อกกระสุนให้เมื่อกี้ ป่านนี้แบบแปลนของนายคงได้เปื้อนเลือดสถาปนิกปากจัดไปแล้วนะ..." คินน์กระซิบเสียงพร่า แววตาคมกริบทอดมองริมฝีปากที่ยังคงขยับเถียงเขาไม่หยุดด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยคำ
ผมเบือนหน้าหนีความร้อนผ่าวที่ลามเลียไปทั่วใบหน้า มือเรียวยกขึ้นดันแผงอกกว้างของเขาให้ออกห่าง แต่คินน์กลับยิ่งรวบเอวผมเข้ามาแนบชิดจนแทบไม่มีช่องว่าง
"ปล่อยเลยนะ คุณคินน์ นี่มันสถานการณ์วิกฤตินะครับ ไม่ใช่เวลามา..."
"ชูส์..." คินน์ใช้นิ้วชี้แตะเบาๆ ที่ริมฝีปากของผมเพื่อห้ามคำพูดตัดพ้อ "เรื่องไอ้หนอนกระบือตัวนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง แต่ตอนนี้..."
เขายังพูดไม่ทันจบประโยค เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นก้องโถงทางเดินด้านนอก พร้อมกับเสียงพังประตูกระจกแตกกระจายดังสนั่นหวั่นไหว
แสงไฟฉายสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาภายในห้อง พร้อมกับร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวเท้าเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันมาโดยตลอดนะครับ
เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริง นายสถาปนิกอย่าเพิ่งรีบตาย•ตอนที่ 10
ไหวพริบสถาปนิกช่วยชีวิต
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริง นายสถาปนิกอย่าเพิ่งรีบตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!