นิติมานุษยวิทยากับรอยสักที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 5

รอยแยกของความเชื่อ

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
กลิ่นอายความชื้นของดินและคราบเลือดเก่าที่แห้งกรังคละคลุ้งอยู่ในห้องเก็บวัตถุพยานชั่วคราว แสงไฟนีออนกะพริบถี่ๆ ส่งเสียงฮัมต่ำในความเงียบราวกับจะเยาะเย้ยความพยายามของมนุษย์ในการค้นหาความจริง รินลดาใช้ปลายคีมสแตนเลสคีบชิ้นส่วนผิวหนังมนุษย์ที่ถูกลอกออกและลงอักขระโบราณขึ้นมาพินิจอย่างละเอียด ดวงตาสีเข้มภายใต้กรอบแว่นไร้ขอบฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง ขณะที่ศิลายืนกอดอกพิงกรอบประตู สายตาคมกริบกวาดมองไปทั่วห้องก่อนจะหยุดอยู่ที่ร่างเพรียวบางของนักมานุษยวิทยากายภาพผู้ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น "คุณยังเชื่อว่ารอยสักพวกนี้เป็นแค่รสนิยมความเจ็บป่วยทางจิตของพวกคลั่งลัทธิอยู่อีกหรือคะ, สารวัตร" เสียงหวานทุบทำลายความเงียบขึ้นอย่างราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความท้าทายที่คมกริบ รินลดาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา เธอยังคงจดจ่ออยู่กับรอยเข็มที่ฝังลึกใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งโครงสร้างทางชีววิทยาบอกเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดที่เหยื่อต้องเผชิญ ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุบทำลายบรรยากาศอึมครึมลงครึ่งหนึ่ง เขาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานจนระยะห่างระหว่างเขากับรินลดาลดลงเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ "วิทยาศาสตร์บอกเราว่ารอยหมึกพวกนั้นผสมด้วยชาดและปรอท แต่มันไม่ได้บอกหรอกนะรินลดา ว่าทำไมเหยื่อทุกรายถึงมีรอยกรีดรูปดวงตาที่สามบนหน้าผากในตำแหน่งเดียวกันเป๊ะๆ ทั้งที่เวลาตายห่างกันเป็นเดือน... อย่าเอาหลักการทางนมานุษยวิทยามาอุดรอยรั่วของคดีฆาตกรรมเลย" รินลดาวางคีมลงกระทบถาดสลักเสียงดังคมกริบ เธอยืดตัวขึ้นช้าๆ หันมาเผชิญหน้ากับนายตำรวจหนุ่มผู้เชื่อมั่นในตรรกะดิบเถื่อน ดวงตาของทั้งคู่ปะทะกันราวกับมีประกายไฟพะเนียง สัญชาตญาณดิบเถื่อนของศิลาปะทะกับความเย็นชาเยือกแข็งของรินลดาอย่างไม่มีใครยอมใคร "คุณต่างหากที่กำลังมองข้ามรากเหง้าของมนุษยชาติ, ศิลา" รินลดาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นกายสะอาดเจือจางของเธอลอยปะปนกับกลิ่นฝน "สิ่งที่คุณเรียกว่า 'ไสยศาสตร์' หรือความงมงาย ในมุมมองของมานุษยวิทยา มันคือ 'ระบบระเบียบทางสังคม' ที่เก่าแก่ที่สุด มนุษย์เราสร้างความเชื่อขึ้นมาเพื่อควบคุมความกลัวต่อความตาย... ฆาตกรไม่ได้แค่ฆ่า เขาไม่ได้ทำตามสัญชาตญาณดิบแบบที่คุณเข้าใจ เขาทำตาม 'พิธีกรรม' ที่มีชุดคำสั่งซับซ้อนกว่ากฎหมายที่คุณใช้เสียอีก" ศิลาหรี่ตาลง มองริมฝีปากที่ขยับกล่าวถ้อยคำเย่อหยิ่งทว่าน่าหลงใหลนั้น ความโกรธเจือความปรารถนาบางอย่างวาดผ่านแววตาสีเทาของเขา เขาเอื้อมมือไปแตะขอบโต๊ะกักตัวเธอไว้ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างเขากับชั้นวางแฟ้มคดี ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในระยะประชิด "ถ้ามันคือพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์จริง ทำไมศพแรกถึงถูกพบที่กองขยะหลังโรงงานร้างล่ะ?" ศิลาโน้มใบหน้าลงกระซิบชิดริมหูของเธอ น้ำเสียงทุบต่ำพร่าเลือนจนหัวใจของนักมานุษยวิทยาผู้เยือกเย็นกระตุกวูบ "พิธีบ้าอะไรที่ทำกันในส้วมสาธารณะ... อย่าเอาความโรแมนติกทางประวัติศาสตร์มาบังตาความจริงที่ว่า ไอตัณหาและความเคียดแค้นต่างหากที่ขับเคลื่อนไอ้ฆาตกรโรคจิตนี่ ไม่ใช่เทพเจ้าองค์ไหนทั้งนั้น" รินลดาชะงักไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความใกล้ชิดที่ทำให้ลมหายใจสะดุด แต่เพราะคำพูดของศิลาไปสะกิดบางสิ่งในจิตใต้สำนึก ภาพเหตุการณ์ในอดีตวัยเด็กที่เธอพยายามฝังกลบไว้ผุดวาบขึ้นมาในหัว—คราบเลือด อักษรโบราณบนฝาผนัง และกลิ่นธูปที่คละคลุ้งในคืนวันที่ครอบครัวของเธอถูกฆ่ายกครัว... นั่นไม่ใช่การฆชิงทรัพย์ แต่มันคือพิธีกรรม! "คุณไม่เข้าใจ..." รินลดาพึมพำเสียงแผ่ว ดวงตาไหววับชั่วขณะก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเกราะป้องกันอันเย็นชาอีกครั้ง เธอดันอกแกร่งของเขาออกเบาๆ "คุณมองเห็นแค่รอยแผลเป็นบนศพ แต่ฉันมองเห็น 'เจตจำนง' ที่ส่งต่อผ่านกาลเวลา ฆาตกรคนนี้ไม่ได้เลือกเหยื่อสุ่มสี่สุ่มห้า เขากำลังคัดเลือก... เหมือนกับที่บรรพบุรุษของคุณเคยทำในพิธีบูชายاني" ศิลาขมวดคิ้วมุ่น ความดื้อรั้นในแววตาของเธอทำให้เขาหงุดหงิดแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันดึงดูดใจอย่างประหลาด ก่อนที่เขาจะได้โต้แย้งอะไรกลับไป เสียงวิทยุสื่อสารบนโต๊ะทำงานของศิลาก็ส่งเสียงซ่าแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ "สารวัตรครับ! ทีมพิสูจน์หลักฐานประจำจุดเกิดเหตุที่สามรายงานเข้ามา... เราเจอสิ่งผิดปกติใต้รอยสักของเหยื่อรายล่าสุดครับ" ศิลาผละออกจากรินลดาอย่างไม่เต็มใจนัก เขากดรับวิทยุด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ว่ามา มีอะไร?" "มันไม่ใช่แค่รอยหมึกครับสารวัตร... ใต้ชั้นผิวหนังบริเวณแผ่นหลังของศพ มีการฝังวัตถุบางอย่างที่เป็นโลหะผสมรูปทรงเรขาคณิต และ... และมันกำลังส่งสัญญาณความถี่ต่ำออกมาครับ!" รินลดาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลัง โลหะผสม? ในพิธีกรรมโบราณเนี่ยนะ? เธอก้าวตามศิลาที่พุ่งตัวออกจากห้องไปทันที สัญชาตญาณบอกเธอว่าคดีนี้ก้าวข้ามขอบเขตของฆาตกรรมต่อเนื่องธรรมดาไปไกลโขแล้ว มันไม่ใช่แค่เรื่องของวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ แต่มันคือการผสมผสานอันบิดเบี้ยวที่น่าสะพรึงกลัว ทั้งคู่ก้าวมาถึงห้องปฏิบัติการหลักซึ่งเต็มไปด้วยหน้าจอคอมพิวเตอร์และเจ้าหน้าที่ที่กำลังวิ่งวุ่น ศิลายืนจ้องมองภาพเอกซเรย์ดิจิทัลที่ฉายอยู่บนจอใหญ่ ร่างของเหยื่อรายที่สามปรากฏโครงกระดูกชัดเจน แต่สิ่งที่น่าตกใจคือบริเวณกระดูกสันหลังมีวัตถุประหลาดฝังอยู่ ลักษณะของมันคล้ายคลึงกับกลไกนาฬิกาโบราณ แต่เชื่อมต่อด้วยแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ รินลดาเดินเข้าไปใกล้หน้าจอ นิ้วเรียวแตะที่กระจกเบาๆ เมื่อสังเกตเห็นสัญลักษณ์ที่สลักอยู่บนวัตถุชิ้นนั้น หัวใจของเธอกระตุกวูบจนแทบหยุดเต้น "นั่นมัน..." เสียงของเธอกลืนหายไปในลำคอเมื่อตระหนักได้ว่า สัญลักษณ์บนโลหะชิ้นนั้นไม่ใช่ทั้งอักษรโบราณและไม่ใช่โค้ดคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ แต่มันคือตราประทับประจำตระกูล... ตระกูลที่ควรจะสูญสลายไปพร้อมกับเหตุการณ์เพลิงไหม้ปริศนาเมื่อยี่สิบปีก่อน ตระกูลเดียวกับที่พรากครอบครัวของเธอไปตลอดกาล ศิลาหันมามองรินลดาที่หน้าซีดเผือดเป็นกระดาษ เขารวบต้นแขนเรียวไว้มั่น สัมผัสจากฝ่ามือของเขาอุ่นจัดตัดกับความหนาวเหน็บในกายเธอ "รินลดา... คุณรู้จักสัญลักษณ์นั้นใช่ไหม? มันคืออะไร?" ยังไม่ทันที่รินลดาจะได้เอ่ยปากตอบ ประตูห้องปฏิบัติการก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้เสียง ไฟฟ้าภายในตึกดับวูบลงพร้อมกันทุกดวง เหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานที่สาดส่องลงมาอาบไล้ใบหน้าของทุกคนให้กลายเป็นสีเลือด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสเภดังขึ้นจากทางเดินมืดมิดด้านนอก—ไม่ใช่เสียงของตำรวจ แต่เป็นเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาเป็นจังหวะจะโคนราวกับพิธีกรรม... และประตูกลางห้องก็ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดมิด พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงาฮู้ด ขอขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ความมืดมิดไปกับเงาจันทราลี้ลับนะคะ
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติมานุษยวิทยากับรอยสักที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%