“หยุดมือของคุณเดี๋ยวนี้ รินลดา”
เสียงทุ้มต่ำของศิลาก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันในหอสมุดลับใต้ดินชั้นใต้สุดของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กลิ่นกระดาษเก่าเกรียมและละอองฝุ่นที่เกาะตัวหนาจนแทบจะกลายเป็นตะกอนแห่งกาลเวลาไม่ได้ทำให้เขาหวั่นไหวเท่ากับภาพที่เห็น รินลดากำลังใช้นิ้วเรียวยาวสวมถุงมือยางกรีดผ่านสันปกหนังสือหนังแท้สีดำสนิทที่ไม่มีชื่อระบุไว้บนสันปก ดวงตาของเธอฉายแววความกระหายในความจริงที่รุนแรงจนน่าใจหาย
“ถ้าคุณยังคิดจะห้ามฉันด้วยคำพูดเดิมๆ ก็ถอยไปเถอะค่ะศิลา” รินลดาสวนกลับโดยไม่หันไปมอง เธอหยิบสมุดบันทึกที่ดูเหมือนจะหลุดออกมาจากช่องลับหลังชั้นหนังสือหนา “ความจริงที่ฉันตามหามาทั้งชีวิตกำลังอยู่ในกำมือนี้ แล้วคุณจะให้ฉันวางมันลงเพียงเพราะความกลัวงมงายที่คุณมีต่ออดีตงั้นหรือคะ?”
“ผมไม่ได้กลัวอดีต” ศิลาสาวเท้าเข้ามาใกล้จนแผ่นหลังของรินลดาปะทะเข้ากับอกกว้างของเขา กลิ่นบุหรี่จางๆ และกลิ่นอายของดินปืนที่ติดตัวเขามาตลอดเวลาทำให้บรรยากาศในห้องใต้ดินที่หนาวเหน็บดูร้อนรุ่มขึ้นมาถนัดตา “ผมแค่กลัวว่าความจริงที่พบ จะทำให้คุณไม่มีวันได้กลับมาเป็นคนเดิมอีก”
รินลดาสะดุดลมหายใจ กลิ่นกายของเขาที่ปะทะกับประสาทสัมผัสทำให้เธอเสียสมาธิไปเพียงชั่วครู่ แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เธอนิ่งงันไป เธอหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ระยะห่างที่ใกล้จนปลายจมูกแทบจะสัมผัสกันทำให้เห็นประกายสีเทาในดวงตาคมกริบของเขาที่กำลังจ้องมองเธอด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
“ถ้าฉันต้องแตกสลายเพื่อแลกกับความจริงที่ครอบครัวฉันต้องสูญเสียไป... ฉันก็เต็มใจค่ะ” เธอตอบเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความร้าวรานที่สั่นคลอนหัวใจ
ศิลาไม่ตอบ เขายื่นมือหนาไปคว้าสมุดบันทึกเล่มนั้นมาเปิดออกดู นิ้วโป้งของเขาไล้ไปตามขอบกระดาษที่กรอบจนแทบจะร่วงหล่น ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เบิกกว้างเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน—ลายเส้นยึกยือที่ดูเหมือนอักขระโบราณ ผสานกับภาพสเก็ตช์รอยสักที่น่าสยดสยองบนผิวหนังมนุษย์ ซึ่งรินลดาคุ้นตาเป็นอย่างดี
“นี่มันรอยสักบนศพที่สาม...” ศิลาพึมพำ น้ำเสียงของเขาสั่นเครือผิดกับบุคลิกที่เคยแข็งกร้าว “รินลดา ดูนี่ นี่คือตราประทับของตระกูลคุณ”
รินลดารีบก้มลงมอง ภาพวาดลายเส้นที่ดูบิดเบี้ยวแสดงให้เห็นถึงตราประจำตระกูลของเธอ ซึ่งถูกดัดแปลงให้กลายเป็นโครงสร้างของพิธีกรรมบางอย่าง มันไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางวงศ์ตระกูล แต่มันคือ ‘พิมพ์เขียว’ ของการทำพันธสัญญาที่แลกมาด้วยชีวิต
“มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ...” เธอพึมพำ ความเย็นเยียบแล่นผ่านกระดูกสันหลัง “ครอบครัวฉันไม่ได้แค่ถูกฆ่า แต่พวกเขาคือ ‘ผู้ถูกเลือก’ ให้เป็นภาชนะรองรับคำสาปนี้”
“ฟังนะ” ศิลาคว้าไหล่เธอไว้แน่น แรงบีบนั้นบอกถึงความกังวลที่เขามีต่อเธอมากกว่าคดีความ “ถ้าบันทึกนี้เป็นของจริง นั่นหมายความว่าใครก็ตามที่ถือครองมันจะกลายเป็นเป้าหมายรายต่อไปขององค์กรลับที่พวกเราตามล่าอยู่ และคนที่คุณเรียกว่า 'คุณปู่' ในภาพถ่ายใบนั้น... อาจจะไม่ใช่เหยื่ออย่างที่คุณเข้าใจ”
รินลดาเงยหน้าขึ้น สบตากับเขา ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มสั่นคลอนเมื่อเห็นภาพถ่ายสีซีดที่ร่วงหล่นออกมาจากหน้าสุดท้ายของสมุด มันเป็นภาพกลุ่มคนที่ยืนล้อมวงในความมืด และหนึ่งในนั้นคือคุณปู่ของเธอที่กำลังถือมีดอาคมจ่อที่คอของเด็กหญิงตัวน้อย... ซึ่งเด็กคนนั้นก็คือตัวเธอเองในวัยห้าขวบ
ทว่า ในวินาทีที่ความจริงเริ่มกระจ่าง แสงไฟสลัวในหอสมุดก็วูบดับลงพร้อมกับเสียงกลไกเหล็กที่ดังลั่นไปทั่วห้อง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนเริ่มดังขึ้นจากเบื้องบน พร้อมกับเสียงของใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าห้องลับ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่เธอเชื่อใจมากที่สุดในหน่วยสืบสวน
“ดูเหมือนว่าหนูจะเจอของที่แม่ไม่ควรจะเห็นแล้วสินะ รินลดา”
เสียงหัวเราะเย็นเยียบของผู้บังคับบัญชาของเธอดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดที่เข้าปกคลุม ทุกอย่างเงียบลงเหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวของคนทั้งสอง
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ความมืดมิดไปกับเงาจันทราลี้ลับนะคะ
นิติมานุษยวิทยากับรอยสักที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 10
บันทึกหน้าเก่า
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติมานุษยวิทยากับรอยสักที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!