รอยยิ้มเย็นเยียบบนตึกเรียนร้างฝั่งตะวันตกจางหายไปในสายหมอกราวกับภาพลวงตา ทว่าร่องรอยความหนةเหน็บที่ทิ้งไว้ในอากาศยังคงกรีดกรายลงบนผิวหนังของผมอย่างชัดเจน
"มันไม่ได้มาเพื่อท้าทาย..." ผมพึมพำกับตัวเองขณะดึงม่านสีทึบลงมาขวางกั้นทัศนียภาพภายนอก "แต่มันกำลังตั้งค่าเงื่อนไขเวลาให้เราต่างหาก"
สารวัตรเอยขยับตัวเข้ามาใกล้ แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟบนโต๊ะทำงานสาดกระทบใบด้านข้างของเธอ เผยให้เห็นแววตาที่ฉายความเคร่งเครียดอย่างปิดไม่มิด นิ้วเรียวของเธอกำด้ามปืนพกประจำกายแน่นโดยสัญชาตญาณ "นายหมายความว่ายังไง รินทร์? เงานั่นไม่ใช่แค่การขู่ขวัญเหรอ"
"ไม่ใช่ครับสารวัตร" ผมหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนสะท้อนเป็นไอจางๆ ในห้องที่อุณหภูมิลดฮวบลงอย่างผิดปกติ "มันคือสัญญาณเตือนว่า 'ห้องทดลอง' ที่พวกมันใช้สร้างอาชญากรรมเมื่อสามปีก่อน กำลังจะถูกทำลายหลักฐานขั้นสุดท้าย... และถ้าเราไม่ชิงลงมือถอดรหัสเสียก่อน ทุกอย่างจะถูกรีเซ็ตจนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก"
สิ้นเสียงของผม ห้วงมิติในหัวก็เกิดอาการสั่นไหวอย่างรุนแรง หน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าใสของระบบพลันเด้งขึ้นมากลางอากาศโดยไม่ต้องออกคำสั่ง เสียงแจ้งเตือนระรัวดังขึ้นในโสตประสาท
[ ตรวจพบสถานการณ์วิกฤต: ผู้ใช้งานเผชิญหน้ากับความกดดันระดับสูง ]
[ ระบบเริ่มทำงาน: เปิดใช้งานฟังก์ชัน "วิเคราะห์ความเป็นไปได้ระดับพระเจ้า" (God-Tier Probability Analysis) ]
[ เงื่อนไขการกระตุ้น: ใช้ข้อมูลดิบ 100% จากจุดเกิดเหตุ ผสานกับจิตวิทยาอาชญากรเพื่อจำลองเหตุการณ์จำลองภาพจำลองอาชญากร ]
[ คำเตือน: พลังงานสมองจะถูกดึงไปใช้ถึง 87% โปรดเตรียมพร้อมรับมืออาการข้างเคียง ]
ความรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งพล่านผ่านเส้นประสาททุกเส้น ร่างกายของผมเซเล็กน้อยจนสารวัตรเอยต้องยื่นมือเข้ามาประคองข้อศอกไว้ด้วยความตกใจ
"รินทร์! นายไหวไหม หน้าซีดเป็นไก่ต้มแล้วนะ" น้ำเสียงที่เคยราบเรียบและเย็นชาของเธอบัดนี้เจือปนไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"ผม... ไม่เป็นไรครับ" ผมกัดฟันแน่น ฝืนส่งยิ้มบางๆ ให้เธอคลายความกังวล "แค่วิซาร์ดในหัวมันกำลังประมวลผลข้อมูลหนักหน่วงนิดหน่อย... ช่วยถอยหลังไปสองก้าว แล้วอย่าให้ใครรบกวนผมในอีกสามนาทีนี้เด็ดขาด"
เอยมองหน้าผมด้วยแววตาลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่ความเด็ดขาดในฐานะตำรวจมืออาชีพจะเข้ามาแทนที่ เธอพยักหน้ารับช้าๆ ถอยร่นไปยังมุมห้องพร้อมกับชักปืนขึ้นเตรียมระวังภัยรอบด้านอย่างรวดเร็ว
ผมหลับตาลง ปล่อยให้สติสัมปชัญญะทั้งหมดดำดิ่งลงสู่ห้วงลึกของระบบ
ในความมืดมิดอันเวิ้งว้าง ภาพความทรงจำทั้งหมดที่ผมและเอยร่วมกันเก็บกวาดมาตลอดหลายสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นคราบเลือดจางๆ บนพื้นกระเบื้อง เศษกระดาษชำระที่ถูกเผาไหม้ไม่หมด หรือแม้แต่กลิ่นอายของสารเคมีแปลกปลอม ทั้งหมดถูกดึงเข้ามาหมุนวนอยู่ในศูนย์กลางการประมวลผลราวกับพายุทอร์นาโด
[ กำลังสังเคราะห์ข้อมูล... 10%... 45%... 80%... 100% ]
[ บรรลุเงื่อนไขสมบูรณ์: จำลองภาพจำลองอาชญากร (Criminal Holographic Simulation) เริ่มต้นขึ้น ]
วูบ!
ความมืดมิดรอบตัวพลันแตกสลาย กลายเป็นห้องเรียนร้างฝั่งตะวันตกในอดีตเมื่อสามปีก่อน ภาพจำลองสามมิติความละเอียดสูงปรากฏขึ้นตรงหน้าผมราวกับผมกำลังยืนอยู่กลางเหตุการณ์จริง กลิ่นอับชื้นของฝุ่นละอองและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยเข้าจมูกอย่างสมจริงจนน่าสะพรึงกลัว
ที่ตรงกลางห้อง... ร่างของชายสวมฮู้ดสีดำคนหนึ่งกำลังยืนหันหลังให้ผม เขากำลังลงมือจัดฉากการฆาตกรรมอำพรางอย่างใจเย็น ทุกการเคลื่อนไหวของเขาราับการคำนวณมาอย่างดี ไม่มีแม้แต่ความลังเล
"แกเป็นใคร..." ผมก้าวเข้าไปใกล้ร่างจำลองนั้น พยายามมองข้ามฮู้ดเพื่อสืบหาใบหน้าที่แท้จริง
ทว่าระบบกลับส่งเสียงเตือนสีแดงฉานขึ้นมาขัดจังหวะ
[ คำเตือน: ตัวตนของอาชญากรถูกเข้ารหัสระดับสูง ไม่สามารถเปิดเผยใบหน้าได้โดยตรง ]
[ ทางเลือก: ใช้ 'ตรรกะย้อนกลับ' เพื่อถอดรหัสพฤติกรรมและรูปแบบการเคลื่อนไหว (Behavioral Signature) ]
"ฉลาดแกมโกงดีนี่..." ผมแค่น้ำเสียงลอดไรฟัน ดวงตาหรี่ลงจ้องมองทุกรายละเอียดของการขยับนิ้วมือ การทิ้งน้ำหนักตัว และจังหวะการหายใจของเงาลึกลับนั้น
ในฐานะอดีตตำรวจมือฉมัง ผมรู้ดีว่ามนุษย์เราต่อให้พยายามปกปิดร่องรอยแค่ไหน แต่ 'ความคุ้นเคย' และ 'ความเคยชินทางกายภาพ' (Habitual Movement) เป็นสิ่งที่ไม่สามารถลบเลือนได้ง่ายๆ ร่างกายมักจะมีกล้ามเนื้อจำที่ทำซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว
ผมกวาดสายตามองการเคลื่อนไหวจำลองนั้นเป็นรอบที่สอง คราวนี้ผมไม่ได้มองแค่สิ่งที่มันทำ แต่มองลึกลงไปถึง *เหตุผล* ที่มันเลือกทำแบบนั้น
ทำไมต้องจัดฉากให้เป็นการฆ่าตัวตาย? ทำไมต้องทิ้งร่องรอยไว้ให้ตามสืบเหมือนเกมแมวไล่จับหนู? และทำไม... สัญลักษณ์รูปดอกไม้สีดำถึงถูกวางไว้ที่จุดเกิดเหตุเสมอ?
ภาพจำลองเหตุการณ์เร่งความเร็วขึ้น ร่างนั้นหันกลับมามองผมผ่านม่านหมอกจำลอง ริมฝีปากภายใต้ฮู้ดขยับเป็นคำพูดที่ไม่มีเสียงออกมา แต่ทว่าอ่านปากได้ชัดเจนว่า—
*"นายมาช้าไปก้าวหนึ่งเสมอ, สารวัตร"*
ปึง!
แรงกระแทกทางจิตวิญญาณทำให้ผมสะดุ้งเฮือก ลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมกับหอบหายใจเข้าปอดอย่างแรง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผากและแผ่นหลังจนเสื้อเชิ้ตชุ่มโชก ร่างกายเซถอยหลังไปชนกับชั้นหนังสือจนข้าวของส่งเสียงดังระเนระนาด
"รินทร์!" เสียงของสารวัตรเอยดังขึ้นพร้อมกับร่างเพรียวที่พุ่งเข้ามาประคองไหล่ผมไว้ทัน "นายไหวไหม เกิดอะไรขึ้นในหัวของนายกันแน่?"
ผมยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ข้างขมับ ดวงตายังคงเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงกับสิ่งที่เพิ่งประจักษ์ต่อหน้าต่อตา ข้อมูลมหาศาลไหลทะลักเข้ามาอัดแน่นอยู่ในสมองจนแทบจะระเบิด
"ผม... เห็นมันแล้วครับ" ผมพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ลมหายใจยังคงหอบกระชั้น "ไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตา... แต่ผมรู้แล้วว่ามันใช้ตรรกะอะไรในการซ่อนตัว"
เอยขมวดคิ้วแน่น มือเรียวบีบหัวไหล่ผมแน่นขึ้นราวกับต้องการเรียกสติ "มันคือใคร? พรรคพวกของสารวัตรกรดหรือว่าคนอื่น?"
"ลึกซึ้งกว่านั้นมากครับสารวัตร" ผมหันไปสบตาเธอ แววตาฉายประกายความเฉียบคมที่ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น "คนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ไม่ใช่คนนอกที่ไหน... แต่เป็นคนที่เคยนั่งอยู่ในห้องสอบสวนกับเราเมื่อสัปดาห์ก่อนต่างหาก"
บรรยากาศภายในห้องเงียบงันลงทันที เอยชะงักค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจระคนไม่เชื่อหูตัวเอง
ก่อนที่ผมจะได้เอ่ยชื่อนั้นออกมา เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของสารวัตรเอยก็แผดเสียงกรีดร้องดังลั่นทำลายความเงียบขึ้นมาเสียก่อน
*กริ๊งงงงง!*
เอยสะดุ้งเล็กน้อย เธอหันไปมองเครื่องมือสื่อสารที่สั่นระรัวบนโต๊ะสลับกับใบหน้าของผมที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
ผมพยักพเยิดหน้าให้เธอรับสาย ช้าๆ เวยเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู โดยที่สายตายังคงจ้องมองผมไม่กะพริบ
"สารวัตรเอยพูด... ครับ? อะไรนะ!" สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากความตกใจกลายเป็นซีดเผือดในพริบตา ดวงตาฉายแววตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน "เกิดเรื่องที่ไหน... ตึกไหนนะ!"
ผมหรี่ตาลงทันing สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ที่พุ่งพล่านถึงขีดสุด
เอยลดโทรศัพท์ลงช้าๆ มือของเธอสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อวางเครื่องลงบนโต๊ะ เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผมด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
"หน่วยพิสูจน์หลักฐาน... แจ้งเข้ามาเมื่อกี้..." เอยพูดด้วยเสียงกระซิบที่แทบไม่ได้ยิน "ห้องเก็บพยานหลักฐานลับชั้นใต้ดินของกรมตำรวจ ถูกบุกรุก... และหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดในคดีนี้... *ถูกสลับตัวไปแล้ว*"
ติ๊ด!
เสียงแจ้งเตือนจากระบบในหัวของผมดังขึ้นอีกครั้งอย่างเฉียบพลัน ทว่าคราวนี้ไม่ใช่เสียงสีฟ้าปกติ แต่มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานกระพริบถี่รัว พร้อมกับข้อความขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นกลางโฮโลแกรม
[ แจ้งเตือนภัยคุกคามระดับ SSS: ตรวจพบการแทรกแซงระบบฐานข้อมูลหลัก ]
[ ภารกิจฉุกเฉินถูกบังคับเปิดใช้งาน: "ล่าข้ามมิติ: เผชิญหน้าเงาสลัวในความมืด" ]
[ เงื่อนไขความล้มเหลว: สูญเสียหลักฐานทั้งหมด / ผู้ใช้งานถูกตราหน้าว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ]
[ เวลาที่เหลือในการแก้ไขสถานการณ์: 15 นาที... 14 นาที 59 วินาที... ]
ในวินาทีนั้นเอง แสงไฟนีออนบนเพดานห้องก็กะพริบติดๆ ดับๆ ส องสามครั้งก่อนจะดับสนิทลง เหลือเพียงความมืดมิดที่เข้าปกคลุมทั่วบริเวณ พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่กำลังก้าวขึ้นมาตามบันไดไม้ทีละก้าว... ทีละก้าว... อย่างจงใจให้ได้ยิน
_________________________________
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไขปมลับและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครทุกท่านนะครับ
ดีท็อกซ์คดีปริศนา: ระบบไขปมลับฉบับตัวตึง•ตอนที่ 11
วิเคราะห์ความเป็นไปได้ระดับพระเจ้า
ผลงานโดย แฟ้มคดีลับ007
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แฟ้มคดีลับ007)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีท็อกซ์คดีปริศนา: ระบบไขปมลับฉบับตัวตึง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!