กระดาษสาแผ่นบางยับยู่ยี่ด้วยแรงกำจนเล็บจิกฝังลงไปในเนื้อเยื่อกระดาษ หมึกสีชาดที่เขียนอักษรหวัดๆ ด้วยความเร่งร้อนยังคงส่งกลิ่นฉุนจางๆ เจือมากับกลิ่นอายความอับชื้นยามค่ำคืน ภายในห้องหนังสือลับของจวนชินอ๋อง ปราศจากแสงโคมระยิบระยับ มีเพียงเปลวไฟสีส้มจากตะเกียงสำริดรูปหงส์ที่ไหววูบตามแรงลมลอดช่องหน้าต่างแกะสลัก
เสิ่นจินหลิงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเขียนหนังสือไม้ฮวาหลี ปลายนิ้วเรียวยาวที่สวมปลอกเล็บทองคำขาวสลักลายดอกบัวสั่นน้อยๆ มิใช่เพราะความหวาดกลัว หากแต่เป็นเพราะน้ำหนักของข่าวกรองที่เพิ่งถูกส่งผ่านม้าเร็วห้าร้อยลี้จากชายแดนบูรพา
"ทัพม้าเหล็กของเผ่าตงหูเคลื่อนพลข้ามแม่น้ำหลิ่วสุ่ยแล้ว..."
เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งกระทบกันดังขึ้นจากความมืดมุมห้อง ชินอ๋องเฟยหลงก้าวออกมาจากเงาอับของเสาไม้จันทน์ อาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นลายพยัคฆ์ทมิฬกลกลืนไปกับความมืด ทว่าดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีกลับเปล่งประกายคมปลาบจนแทบจะบาดเฉือนอากาศ
จินหลิงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความตระหนก นางตวัดสายตาขึ้นสบกับบุรุษผู้เป็นทั้งนายแห่งยุทธปัจจัยและดวงใจ นางแค่นยิ้มหยันออกมาเล็กน้อย รอยยิ้มที่งดงามทว่าเย็นเยียบถึงขั้วหัวใจ
"รวดเร็วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ถึงสามเดือน... ดูท่าทางฮ่องเต้หมิงเต๋อคงจะทรงพระสำราญยิ่งนัก ในยามที่พยัคฆ์ชายแดนกำลังจะถูกถอดเขี้ยวเล็บ เสือร้ายนอกด่านกลับเลือกเวลานี้ในการคำรามก้อง"
เฟยหลงไม่กล่าววาจาใด เขาเดินเข้ามาใกล้จนกลิ่นกายบุรุษอันคุ้นเคยและกลิ่นอายสงครามจางๆ โอบล้อมร่างระหงของนางไว้ มือหนาเอื้อมออกไปฉวยแผ่นกระดาษยับยู่ยี่นั้นมาไว้ในกำมือ ดวงตาคมกริบกวาดมองข้อความในจดหมายลับเพียงชั่วพริบตาเดียว ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่น่ากลัวที่สุด
"พวกมันคิดว่าเป็ฯโอกาสทองในการบดขยี้เรา..." เฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ หาใช่ศึกสงครามที่จะเผาผลาญชีวิตคนนับแสน "แต่พวกมันลืมไปว่า... หุบเขาบูรพาแห่งนี้ มิใช่ที่ที่สุนัขป้าจะเข้ามากัดกินได้ตามใจชอบ"
"แต่มันไม่ง่ายเช่นนั้นเพคะท่านอ๋อง" จินหลิงเอ่ยแทรกขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่เต็มไปด้วยเหตุผลที่เฉียบคม นางก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างอันเหมาะสม ทว่าเฟยหลงกลับเป็นฝ่ายก้าวตาม รุกคืบจนแผ่นหลังบางแนบชิดติดกับชั้นตำรา "ในราชสำนัก... ราชครูหลี่กำลังเร่งรัดฎีกาถอดถอนอำนาจการควบคุมกองทัพของท่าน หากเรายกพลออกต้านศึกนอกด่านอย่างเต็มกำลัง ราชสำนักที่เมืองหลวงอาจจะฉวยโอกาสนี้ตัดเสบียง หรือแม้กระทั่ง... ประกาศให้ท่านเป็นกบฏ"
นิ้วเรียวหนาของชินอ๋องเอื้อมขึ้นเกลี่ยปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนใสของนางอย่างถือวิสาสะ สัมผัสอุ่นร้อนที่ตัดกับความเยือกเย็นรอบกายทำให้จินหลิงต้องชะงักลมหายใจ
"เจ้ากลัวหรือ... จินหลิง" เขากระซิบชิดริมหู น้ำเสียงทุ้มพร่าแฝงความเย้ายวนอันตราย "เจ้ากลัวว่าข้าจะกลายเป็นกบฏ หรือกลัวว่าข้าจะไม่มีชีวิตกลับมาปกป้องเจ้ากันแน่"
จินหลิงไม่หลบสายตา นางเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับเขาตรงๆ แม้หัวใจในอกจะเต้นระรัวดั่งกลองศึก "หม่อมฉันมิเคยหวาดกลัวความตาย... และมิได้หวาดหวั่นอำนาจมืดใดๆ สิ่งเดียวที่หม่อมฉันกังวล คือหมากตานี้ของฮ่องเต้และราชครูหลี่ เป็นแผนการที่ถูกวางไว้เพื่อบีบให้ท่านต้องเลือก ระหว่างการปกป้องแผ่นดินชายแดนด้วยการเป็นกบฏ... หรือการยอมจำนนต่อราชสำนักแล้วถูกประหารอย่างอยุติธรรม"
เฟยหลงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงวูบหนึ่ง เขาโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่บนพวงแก้ม
"ถ้าเช่นนั้น... ทำไมเราไม่เล่นตามเกมของพวกมันเล่า"
จินหลิงขมวดคิ้วมุ่น "ท่านหมายความว่าอย่างไร"
"ปล่อยให้ราชสำนักส่งราชโองการปลดฟ้าผ่าลงมา... ปล่อยให้พวกมันคิดว่าเรากำลังจนมุม" เฟยหลงยิ้มเหี้ยมเกรียม ดวงตาคู่นั้นทอประกายแห่งความอำมหิตที่ซ่อนเร้นมานานปี "ในเมื่อพวกมันอยากเห็นข้าพ่ายแพ้ ข้าก็จะแสดงละครฉากใหญ่ให้พวกมันดู แต่ในขณะเดียวกัน... ทัพม้าเหล็กตงหูที่บุกเข้ามา ข้าจะต้อนมันลงสู่หุบผากลืนวิญญาณด้วยมือของข้าเอง"
คำว่า 'หุบผากลืนวิญญาณ' ทำให้จินหลิงต้องสูดหายใจเข้าด้วยความตกตะลึง นั่นคือสุสานทหารที่ไม่มีวันได้กลับออกมา!
"ท่านจะใช้แผนป้อนเหยื่อเข้าปากเสือหรือ? มันเสี่ยงเกินไป หากทัพหน้าตงหูทะลวงแนวป้องกันมาได้แม้แต่ลี้เดียว..."
"ข้าไม่เคยเล่นเกมที่ตัวเองต้องพ่ายแพ้" เฟยหลงตัดบท น้ำเสียงเด็ดขาดไร้ซึ่งความลังเล "แต่... สิ่งที่ข้าเป็นห่วงยิ่งกว่าศึกนอกด่าน คือความปลอดภัยของเจ้าที่จวนแห่งนี้ จินหลิง... เจ้าต้องออกจากเมืองหลวงไปก่อน ก่อนที่ราชโองการฉบับนั้นจะมาถึง"
"ไม่!" จินหลิงปฏิเสธทันควัน น้ำเสียงของนางแข็งกร้าวไม่แพ้กัน "หม่อมฉันจะไม่ไปไหนทั้งสิ้น! ในยามที่พายุโหมกระหน่ำ กุนซือเช่นหม่อมฉันจะละทิ้งสนามรบและนายเหนือหัวได้อย่างไร ท่านดูถูกสติปัญญาของหม่อมฉันเกินไปแล้วท่านอ๋อง"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องหนังสือชั่วขณะ ทั้งสองฝ่ายต่างจ้องมองกันราวกับจะอ่านความคิดของอีกฝ่ายให้ทะลุปรุโปร่ง ไม่มีใครยอมลดราวาศอกให้ใคร เคมีอันเข้มข้นระหว่างความเยือกเย็นดุดันของท่านอ๋องกับความปราดเปรื่องเด็ดเดี่ยวของกุนซือหญิงหลอมรวมกันจนบรรยากาศรอบกายแทบลุกเป็นไฟ
ในวินาทีที่เฟยหลงกำลังจะโน้มตัวลงมาเอ่ยคำพูดบางอย่างเพื่อโน้มน้าวสตรีตรงหน้า เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูรั้วด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำลายความเงียบงันยามราตรีลงทันที
"ท่านอ๋อง! กุนซือเสิ่น!"
เสียงขององครักษ์เงาคนสนิทดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก น้ำเสียงนั้นหอบเหนื่อยและสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด
"มีม้าเร็วหลวงถือพระราชโองการด่วนพิเศษจากในวังหลวง ควบตะบึงฝ่าความมืดมาถึงหน้าจวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ! พวกมันมาเร็วกว่ากำหนดถึงสองวัน!"
เฟยหลงและจินหลิงสบตากันนิ่ง
รอยยิ้มของท่านอ๋องจางหายไป เหลือเพียงความเยียบเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลก ในขณะที่ปลายนิ้วของจินหลิงกำชายเสื้อแน่นจนยับยู่ยี่
ศึกที่พวกเขารอคอย... หรือความตายที่ถูกลิขิตไว้... กำลังก้าวผ่านประตูจวนเข้ามาแล้ว
---
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคลื่นลมแห่งอำนาจนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา•ตอนที่ 26
คำเตือนจากท่านแม่ทัพ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!