คราบน้ำตาบนกระดาษสาเนื้อดีแห้งกรังไปนานแล้ว เหลือเพียงกลิ่นอายอับชื้นของตำหนักสูงที่อบอวลไปด้วยควันธูปกำยานกลิ่นจันทน์เทศ กลิ่นหอมอันสงบเยือกเย็นนี้ช่างตัดกับบรรยากาศความตื่นตระหนกที่แผ่ซ่านอยู่เบื้องล่างจนแทบหายใจไม่ออก
"ทูล... ทูลท่านอ๋อง พระราชโองการด่วนจากห้องบรรทม... ฮ่องเต้ทรง... ฮ่องเต้ทรงสวรรคตแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงรายงานของขันทีเฒ่าสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ เขาทรุดกายลงกราบจนหน้าผากแนบกับพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ เนื้อตัวสั่นเทายิ่งกว่าใบไม้ต้องลมเหมันต์ ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ชินอ๋องเฟยหลง ในอาภรณ์คลุมสีนิลปักดิ้นลายมังกรห้าเล็บ
เสิ่นจินหลิงยืนอยู่เคียงข้างร่างสูงสง่านั้น สติปัญญาอันปราดเปรื่องของนางหมุนวนรวดเร็วยิ่งกว่ากระแสธารเชี่ยวชาญ นางกวาดสายตาคมกริบมองสำรวจบรรยากาศรอบกาย เงาของทหารราชองครักษ์เสื้อแพรที่เคลื่อนไหวอยู่หลังม่านโปร่งแสงด้านนอกนั้นบ่งบอกชัดเจนว่า ความโกลาหลในวังหลวงครั้งนี้ มิได้เกิดขึ้นจากความเศร้าโศกต่อการสูญเสียพระองค์ หากแต่เป็นความหวาดผวาต่ออำนาจที่กำลังจะผลัดแผ่นดิน
ความเงียบงันปกคลุมอยู่ชั่วลมหายใจยาวนาน เป็นความเงียบที่กดดันจนขันทีตัวน้อยแทบกระอักเลือด
"สวรรคต..." เสียงทุ้มต่ำของชินอ๋องเอ่ยขึ้น ราวกับกำลังทวนคำพูดนั้นเพื่อชั่งน้ำหนักในใจ "ช่างประจวบเหมาะเสียจริง อาการประชวรของเสด็จพี่เรื้อรังมาหลายปี ไฉนจึงมาสิ้นพระชนม์ลงในคืนที่กองกำลังพิทักษ์นครหลวงเคลื่อนพลพอดีเล่า"
แม้จะเป็นประโยคที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้ระลอกคลื่น ทว่าทุกคำกลับหนักอึ้งราวกับภูเขาทั้งลูกกดทับลงบนบ่าของทุกคนในที่นั้น
จินหลิงลอบสูดลมหายใจเข้าลึก นางขยับแขนเสื้อกว้างเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวเรียงร้อยความคิดในหัวอย่างเป็นระบบ พระราชโองการฉบับสุดท้ายที่ประกาศการสวรรคตถูกส่งต่อมายังมือของเฟยหลงอย่างเร่งรีบ ทว่าในความเร่งรีบนั้นกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการจัดฉาก ฮ่องเต้หมิงเต๋อผู้ทรงระแวงแคลงใจในพระอนุชามาตลอดรัชกาล จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายก็ยังไม่ยอมปล่อยวาง ถึงกับทรงทิ้ง "เงื่อนงำ" บางอย่างไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ เพื่อผูกมัดคอของชินอ๋องผู้เรืองอำนาจเอาไว้ชั่วนิรันดร์
"ท่านอ๋อง" จินหลิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มั่นคงกังวานก้องตำหนัก "ฝ่าบาททรงจากไปกะทันหันเช่นนี้ ย่อมสั่นคลอนรากฐานของราชสำนัก สิ่งที่น่ากลัวที่สุดมิใช่ความเศร้าโศกของเหล่าขุนนาง หากแต่เป็นความหวาดระแวงที่พระองค์ทรงปลูกฝังไว้ในใจของทุกคนตลอดหลายปีที่ผ่านมาเพคะ"
เฟยหลงหันมามองสตรีข้างกาย สายตาคมกราบดุดันคู่นั้นอ่อนแสงลงวูบหนึ่งเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่งามที่เต็มไปด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของนางไว้โดยไม่สนใจสายตาของผู้ใด ความอบอุ่นที่ส่งผ่านฝ่ามือหนานั้นคือเครื่องยืนยันความมั่นคงท่ามกลางพายุใหญ่ที่กำลังโหมกระหน่ำ
"เจ้าคิดว่าพวกเขาจะทำเช่นไร" เฟยหลงถามเสียงพร่า
"พวกเขากลัวเพคะ..." จินหลิงแค่นยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก รอยยิ้มที่งดงามแต่งดงามหยาดเยิ้มจนน่าสะพรึงกลัว "ฮ่องเต้ทรงหวาดกลัวพระองค์มาตลอดพระชนม์ชีพ กลัวว่าอำนาจทหารในมือของท่านอ๋องจะสั่นคลอนบัลลังก์มังกร ก่อนสิ้นพระชนม์ พระองค์ย่อมต้องทิ้งพระราชโองการลับ หรือไม่ก็ราชสาส์นสั่งเสียที่กล่าวหาว่าท่านอ๋องคิดกบฏเอาไว้แน่เพคะ"
คำพูดของจินหลิงราวกับศรปักเข้ากลางใจความจริง ทันทีที่สิ้นเสียงของนาง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังขึ้นจากด้านนอกตำหนัก ตามมาด้วยเสียงตะโกนก้องกังวาน
"ราชองครักษ์พิทักษ์นครหลวงมาถึงแล้ว! พระราชโองการฉบับสุดท้ายของฝ่าบาท... ขอให้ชินอ๋องและกุนซือเสิ่นรับพระราชโองการ!"
ม่านมุกถูกกระชากออกอย่างแรง เผยให้เห็นร่างของแม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังพิทักษ์นครหลวง "หลี่จงเหิง" ผู้กุมกำลังทหารรักษาพระองค์ครึ่งหนึ่งในเมืองหลวง เขายืนถือม้วนพระราชโองการสีทองอร่าม ใบหน้าเคร่งเครียดตึงเครียด ดวงตาเต็มไปด้วยความลังเลระคนหวาดระแวงอย่างเห็นได้ชัด
เฟยหลงไม่แม้แต่จะขยับกาย เขายังคงยืนกุมมือของจินหลิงไว้นิ่ง ราวกับพญาอินทรีที่มองดูเหยื่อดิ้นรน
"หลี่จงเหิง เจ้ากล้าอาจหาญถึงขนาดบุกเข้ามาในตำหนักบรรทมยามวิกาลเชียวหรือ" เฟยหลงเอ่ยถาม เสียงนั้นมิได้ดัง แต่กลับทรงพลังกดดันให้แม่ทัพใหญ่ถึงกับผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว
"กระหม่อม... กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ!" หลี่จงเหิงคุกเข่าลงอย่างจำยอม ทว่ามือที่ถือม้วนพระราชโองการยังคงสั่นเทา "แต่พระราชโองการฉบับนี้เป็นพระราชดำรัสสุดท้ายก่อนเสด็จสวรรคตของฝ่าบาท ฝ่าบาททรงมีรับสั่ง... มีรับสั่งว่า..."
"ว่าอย่างไร? พูดมาให้ชัดเจน" จินหลิงเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและเฉียบคม นางก้าวออกมายืนบังหน้าเฟยหลงเล็กน้อย ท่าทีองอาจสง่างามราวกับแม่ทัพหญิงผู้คุมกองพัน "หรือในพระราชโองการนั้นระบุว่า ชินอ๋องเฟยหลงคือผู้ต้องสงสัยในการสวรรคตของฮ่องเต้?"
สีหน้าของหลี่จงเหิงเปลี่ยนเป็นซีดเผือด นั่นคือคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด
ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครา ทว่าครานี้มันอัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายของคมดาบที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิตได้ทุกเมื่อ ฮ่องเต้ผู้ล่วงลับทรงใช้ความหวาดระแวงของพระองค์เป็นเครื่องมือชิ้นสุดท้าย แม้จะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ก็ยังทรงต้องการให้แผ่นดินนี้ลุกเป็นไฟเพื่อทำลายบุรุษผู้แข็งแกร่งที่สุดของราชวงศ์
จินหลิงหันกลับไปสบตาพญามังกรผู้เยือกเย็นข้างกาย นางเห็นประกายไฟแห่งความเด็ดเดี่ยวในดวงตาคู่นั้น ศึกแย่งชิงบัลลังก์ที่ซ่อนเร้นมานานนับปี บัดนี้ได้ถูกกระชากหน้ากากออกกลางกองเพลิงแห่งความตายเสียแล้ว
"ท่านอ๋อง..." จินหลิงกระซิบแผ่วเบา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนเรียวปาก ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดใจ "ในเมื่อพวกเขาอยากให้ท่านเป็นกบฏนัก เราก็ควรแสดงให้พวกเขาเห็นมิใช่หรือเพคะ ว่าอำนาจที่แท้จริงภายใต้ท้องฟ้าแห่งนี้... อยู่ในมือของผู้ใดกันแน่"
เฟยหลงยิ้มรับ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดุดันและลุ่มลึก เขากระชับมือของนางแน่นขึ้น ก่อนจะก้าวเท้าทรงพลังเดินผ่านหน้าแม่ทัพหลี่จงเหิงไปอย่างไม่แยแสต่อม้วนพระราชโองการในมืออีกฝ่าย
ทว่า ในขณะที่เท้าก้าวพ้นธรณีประตูตำหนัก เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงกonเหล็กกระทบกันก็ดังสนั่นมาจากระเบียงทางเดินด้านนอก
แสงคบเพลิงสว่างจ้าจนแผดเผาความมืดมิดให้มลายหายไป ร่างของราชองครักษ์นับพันชีวิตในชุดเกราะเหล็กวาววับกำลังเคลื่อนพลเข้าปิดล้อมตำหนักบรรทมไว้ทุกด้านอย่างแน่นหนา และผู้นำทัพที่ก้าวออกมาเบื้องหน้า หาใช่ใครอื่น—หากแต่เป็นองค์ชายรอง "เฟยอวี้" ผู้ที่ควรจะเก็บตัวเงียบอยู่ในตำหนักมาโดยตลอด
รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้าขององค์ชายรอง ดวงตาคมกริบจ้องมองมาที่เฟยหลงและจินหลิงด้วยความกระหายอำนาจที่ปิดไม่มิด
"เสด็จอา..." องค์ชายรองเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเยาะ "ดูเหมือนพระราชโองการฉบับนี้ จะระบุชื่อผู้สังหารฝ่าบาทไว้อย่างชัดเจนเสียแล้วกระมัง?"
จินหลิงหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นตัว เกมนี้หาใช่แค่การเมืองวังหลัง แต่มันคือเดิมพันด้วยชีวิตของพวกเขาทั้งสองคน!
เฟยหลงหยุดเดิน เขามิได้หันกลับไปมองหลานชายผู้กำเริบเสิบสานทันที นิ้วมือเรียวยาวของเขายังคงกุมมือของจินหลิงไว้มั่น ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยออกอย่างช้าๆ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เยือกเย็นจนกระดูกสันหลังวาบหวิว
"อวี้เอ๋อร์... เจ้าคิดว่ากระบี่ในมือของเจ้า คมพอที่จะตัดหัวอ๋องเช่นข้าได้จริงหรือ"
สิ้นคำพูดนั้น เฟยหลงก็สะบัดชายเสื้อคลุม ดึงกระบี่ประจำกายออกจากฝัก เสียงเหล็กกระทบฝักดังกังวานบาดแก้วหู พร้อมกับจิตสังหารอันรุนแรงแผ่ซ่ายกดทับจนเหล่าทหารองครักษ์นับพันถึงกับหน้าถอดสีถอยร่นไปคนละก้าว
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ นั้นเอง ขันทีผู้ดูแลพระคลังลับที่หมอบอยู่มุมห้อง กลับกรีดร้องสุดเสียงพร้อมกับโยนกล่องไม้หอมสลักลายหงส์พ่นไฟตกลงแทบเท้าของจินหลิง ฝากล่องเปิดออกเผยให้เห็นเอกสารลับแผ่นหนึ่งที่เปื้อนคราบโลหิตแห้งกรัง
ดวงตาของจินหลิงกวาดมองข้อความบนกระดาษแผ่นนั้นแวบเดียว ลมหายใจของนางก็สะดุดกึกทันที
มันไม่ใช่พระราชโองการใส่ร้ายเฟยหลง... แต่มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่เปิดเผยว่า การสวรรคตของฮ่องเต้ในคืนนี้ ไม่ใช่ความตายจากอาการประชวร... แต่เป็นฝีมือของการ "วางยาพิษ" โดยองค์ชายรองเฟยอวี้เอง!
และก่อนที่จินหลิงจะได้ทันเอ่ยปากเตือนเฟยหลง เสียงหัวเราะเยือกเย็นขององค์ชายรองก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
"เสด็จอา... ท่านคิดว่าข้ากล้าลงมือโดยไม่มีแผนสำรองหรอกหรือ? ดูข้างหลังท่านเสียก่อนสิ..."
เฟยหลงและจินหลิงชะงัก ค่อยๆ หันกลับไปมองตามเสียงนั้น และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้ดวงตาของพญามังกรผู้เยือกเย็นเบิกกว้างขึ้นเป็นครั้งแรกในชีวิต!
***
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคลื่นลมแห่งอำนาจและห้วงอารมณ์อันลึกซึ้งนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา•ตอนที่ 25
ความกลัวของฮ่องเต้
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!