"รอยเลือดบนใบดาบ... มักมีความงดงามที่น่าเวทนาเสมอ ท่านว่าจริงหรือไม่ แม่ทัพหลี่"
ปลายพู่กันขนกระต่ายป่าชุ่มหมึกสีชาดหยุดนิ่งอยู่เหนือกระดาษฟางแผ่นบาง เสิ่นจินหลิงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา อาภรณ์สีขาวปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินของนางยับย่นเล็กน้อยจากการเดินทางข้ามวันข้ามคืน รถม้าพระราชทานที่ควรจะนำความสะดวกสบายมาให้ กลับกลายเป็นกรงขังเคลื่อนที่ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายตั้งแต่ก้าวพ้นเขตชายแดนบูรพา
แม่ทัพหลี่หย่ง ขุนศึกผู้ได้รับคำสั่งลับจากเมืองหลวงให้มาอารักขา (หรือจะเรียกว่าคุมเชิง) สะดุ้งเฮือกเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงทุ้มนุ่มที่แฝงความเยียบเย็นเสียดกระดูกของกุนซือหญิงผู้นี้ เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พลางเหลือบมองซากเกวียนสินค้าที่ถูกไฟไหม้เกรียมเป็นจุลอยู่เบื้องนอกหน้าต่างรถม้า ควันสีดำยังคงพวยพุ่งผสมกลิ่นไหม้ของเนื้อหนังมนุษย์และกลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาตามสายลมหนาวเหน็บ
ด่านตรวจผาอัสดง... ด่านสุดท้ายก่อนเข้าสู่เขตรอยต่อมณฑลหลวง สถานที่ที่ฮ่องเต้หมิงเต๋อทรงตั้งพระทัยใช้เป็น "สุสาน" ฝังร่างของพวกเขาทั้งเป็น
"กุนซือเสิ่น... เบื้องหน้านั้นคือด่านตรวจใหญ่ มีทหารประจำการนับพัน ข้าเกรงว่าหากพวกเรายังดึงดันเดินทางด้วยเส้นทางหลัก เกรงว่าจะ..." หลี่หย่งอึกอัก สีหน้าซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย
"เกรงว่าจะไม่ทันได้เห็นพระพักตร์ฝ่าบาท จึงอยากส่งพวกเราไปเฝ้ายมบาลเสียก่อนกระนั้นหรือ"
เสียงทุ้มต่ำอีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นจากมุมมืดของรถม้า ชินอ๋องเฟยหลงผู้ประทับนั่งไขว่ห้างอยู่บนแท่นไม้บุนวมหนา ปลดเปลื้องความเหนื่อยล้าด้วยท่าทีสงบนิ่งดั่งขุนเขา ทว่านัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวพญาคุกรุ่นด้วยประกายสังหารที่น่าสะพรึงกลัว พระองค์ทรงหมุนหยกมันสำปะหลังในพระหัตถ์ช้าๆ ทุกจังหวะของการเคลื่อนไหวสร้างแรงกดดันมหาศาลจนแม่ทัพหลี่ต้องทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นรถด้วยความหวาดกลัว
"ท่านอ๋องโปรดทรงพระเมตตา! กระหม่อม... กระหม่อมเพียงแต่ทำตามหน้าที่..."
"หน้าที่ของเจ้า คือการนำทางพวกเรากลับถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัย มิใช่การพาพวกเราเดินเข้าสู่ค่ายกลสังหารที่พวกมันจัดเตรียมไว้รอต้อนรับ" เสิ่นจินหลิงปรายตาลงมองขุนศึกผู้ต่ำต้อย แววตาของนางว่างเปล่า ทว่าเฉียบคมดั่งคมมีดที่ซ่อนอยู่ในปลอกแพรไหม "ลุกขึ้นเสียเถอะเพคะแม่ทัพหลี่ การแสดงงิ้วฉากนี้... เล่นต่อหน้าเราสองคนก็รังแต่จะเปลืองแรงเปล่าๆ"
บรรยากาศภายในรถม้าพลันเงียบงันลงทันที เสียงล้อรถบด
ขยี้ไปบนพื้นกรวดและเสียงลมหายใจอันติดขัดของทหารอารักขาภายนอกคือสรรพเสียงเดียวที่เหลืออยู่ เสิ่นจินหลิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ชาปู๋เอ่อร์ที่ผ่านการหมักบ่มมาอย่างดีช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บในกาย ทว่าไม่สามารถละลายความตึงเครียดที่แผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศได้เลย
ย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน ภายหลังจากที่ชินอ๋องเฟยหลงทรงกวาดล้างกบฏในกองทัพชายแดนบูรพาสำเร็จ ราชโองการฉบับด่วนที่สุดก็ถูกส่งตรงมาจากเมืองหลวง เนื้อความระบุให้ชินอ๋องและกุนซือคู่ใจเดินทางกลับมารายงานตัวโดยด่วน พร้อมด้วยกำลังพลอารักขาเพียงแค่หนึ่งร้อยนาย เป็นกลอุบายตื้นเขินที่แม้แต่เด็กเลี้ยงวัวยังมองออก ว่าฮ่องเต้หมิงเต๋อทรงต้องการ "ตัดกำลัง" และ "เก็บกวาด" เสี้ยนหนามให้สิ้นซากในคราเดียว
และ "ด่านตรวจผาอัสดง" แห่งนี้ ก็คือสถานที่ที่ถูกกำหนดไว้เป็นจุดจบ
"จินหลิง..." สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกแผ่วเบา ขณะที่พระหัตถ์ใหญ่เอื้อมมากุมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบของนางไว้ ความอบอุ่นจากฝ่าพระหัตถ์แผ่ซ่านเข้ามาในใจ ทว่าแววตาของชินอ๋องกลับมิได้มีความอ่อนโยนอยู่เลย มีเพียงความดุดันดั่งพญาเสือที่พร้อมฉีกกระชากเหยื่อ "เจ้าคิดว่าสุนัขรับใช้ตัวใดในราชสำนักที่เป็นคนจัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับเราในครั้งนี้"
เสิ่นจินหลิงแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกบัวขาวกลางบึงน้ำแข็ง แต่นัยน์ตากลับทอประกายเย้ยหยัน "จะมีผู้ใดกล้าหาญถึงเพียงนี้ นอกจากเสนาบดีซ่งผู้พี่และองค์ชายรองผู้ทะเยอทะยานเพคะ พวกเขาคงคิดว่า เมื่อข้าซึ่งเป็นมันสมองของท่านอ๋องถูกกำจัด และท่านถูกบีบให้สละอำนาจทหาร บัลลังก์มังกรย่อมตกอยู่ในกำมือของพวกเขาอย่างง่ายดาย"
"น่าเสียดาย..." ชินอ๋องแค่นหัวเราะในลำคออย่างเยียบเย็น "พวกมันคงลืมไปว่า เหยี่ยวต่อให้ถูกตัดปีก ก็ยังคงเป็นเหยี่ยวที่สามารถควักลูกตาพรานป่าได้เสมอ"
ตึง!
ทันใดนั้น รถม้าก็หยุดกะทันหัน แรงกระแทกทำให้ถ้วยชาบนโต๊ะกระเด็นตกลงมาแตกละเอียด น้ำชาสีชาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนชายอาภรณ์สีขาวราวกับหยดเลือด เสียงโห่ร้องคำรามดังสนั่นหวั่นไหวมาจากเบื้องนอก พร้อมกับเสียงเหล็กกระทบกันระงมและเสียงกรีดร้องของทหารอารักขา
การซุ่มโจมตีเริ่มต้นขึ้นแล้ว
"ท่านอ๋อง..." แม่ทัพหลี่หน้าถอดสี ละล่ำละลักด้วยความตื่นตระหนก "ทะ... ทหารฝ่ายกบฏ! พวกมันมาจากไหนกันนับพันนาย!"
เสิ่นจินหลิงมิได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางค่อยๆ วางพู่กันลงในแท่นหมึกอย่างใจเย็น ขยับรอยยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ราวกับทุกสิ่งเป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้ทุกประการ นางเอื้อมมือไปหยิบหน้ากากเงินลายจิ้งจอกขึ้นมาสวมทับใบหน้าครึ่งบน เผยให้เห็นเพียงริมฝีปากอิบอิ่มและดวงตาคู่คมที่สะท้อนแสงประกายไฟจากภายนอก
"ไม่ต้องตกใจไปหรอกเพคะแม่ทัพ... เพราะพวกมันไม่ได้มาเพื่อสังหารเราทั้งหมด" นางกล่าวเสียงเรียบ นัยน์ตาคู่นั้นกวาดมองผ่านม่านมู่ليไม้ไผ่ที่ถูกธนูไฟพุ่งปักทะลุเข้ามา "แต่พวกมันมาเพื่อดูให้แน่ใจว่า... ศพที่ถูกเผาในกองเพลิงนั้น คือร่างของพวกเราจริงหรือไม่ต่างหาก"
ชินอ๋องเฟยหลงไม่ตรัสสิ่งใด พระองค์ทรงหยิบกระบี่ประจำพระองค์ 'หลงเยว่' (จันทรากร) ออกจากฝัก เสียงโลหะกระทบฝักดังคมกริบ กลิ่นอายสังหารอันทรงพลังแผ่ซ่านกดดันจนอากาศรอบกายแทบหยุดนิ่ง พระองค์ทรงดึงร่างบางของเสิ่นจินหลิงเข้าหาพระอุระด้วยพระหัตถ์ข้างหนึ่งอย่างหวงแหน ขณะที่พระเนตรคมกริบทอดมองออกไปเบื้องนอกผ่านช่องว่างของม่านรถ
"อยู่ใกล้ข้า..." สุรเสียงกระซิบข้างพระ कर्ण (ใบหู) ของพระองค์ทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยอำนาจเด็ดขาด "ต่อให้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ข้าก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องปลายเส้นผมของเจ้าแม้แต่เส้นเดียว"
เสิ่นจินหลิงซบหน้าลงกับอกเสื้อผ้าเนื้อดีของพระองค์ สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่หนักแน่นและมั่นคงดั่งขุนเขา นางหลับตาลงชั่วพริบตา ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความเจ้าเล่ห์และเฉียบคม
ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมหมากกระดานนี้ นางก็จะเดินหมากตานี้ให้พวกมันดูเป็นขวัญตา ว่าระหว่างฮ่องเต้ผู้หวาดระแวงกับกุนซือหญิงไร้พ่าย ผู้ใดกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายหัวเราะทีหลัง
ทว่า... ในวินาทีที่ชินอ๋องกำลังจะทรงผลักประตูรถม้าเพื่อออกไปเผชิญหน้ากับกองกำลังซุ่มโจมตี เสียงฝีเท้าม้าศึกนับร้อยก็ควบทะยานเข้ามาจากด้านหลังของขบวนรถม้าอย่างกะทันหัน เสียงตะโกนก้องกังวานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจดังแทรกเสียงฆ่าฟันเข้ามาในโสตประสาท ทำให้ทั้งสองชะงักกึก
"หยุดมือ! มีราชโองการด่วนที่สุดจากฝ่าบาท!"
ธงปักรูปมังกรทองโบกสะบัดฝ่ากลุ่มควันไฟ ทหารอารักขาหลวงในชุดเกราะทองคำอร่ามนำโดยขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ ควบม้าเข้ามาหยุดขวางกลางสนามรบอย่างอุกหาญ
เสิ่นจินหลิงหรี่ตาลงมองลอดผ่านช่องม่านรถม้า หัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นชื่อบนป้ายคำสั่งพิเศษที่ขันทีผู้นั้นถือชูขึ้นสูง
ไม่ใช่ราชโองการเรียกตัว... แต่เป็นราชโองการประหารชีวิตด่วน!
และผู้ที่ลงนามในราชโองการฉบับนั้น... มิใช่ฮ่องเต้หมิงเต๋อ
"ท่านอ๋อง..." เสียงของเสิ่นจินหลิงแผ่วเบาลงเป็นครั้งแรก ขณะที่นางหันไปประสานสายตากับพระองค์ "ดูเหมือนว่า... หมากตานี้ จะมีมือที่สามเข้ามาแทรกแซงเสียแล้วเพคะ"
(ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านลมหนาวและเล่ห์กลอันล้ำลึกมาด้วยกัน ณ ที่นี้นะคะ)
กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา•ตอนที่ 8
แผนซ้อนกลที่ด่านตรวจ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!