กลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอับชื้นของพงไพรทึบในยามราตรี เสียงลูกศรแหวกอากาศแหวกผ่านความเงียบงันราวกับเสียงกรีดร้องของยมทูต เสิ่นจินหลิงสะบัดชายอาภรณ์สีขาวที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและโคลนตม มือเรียวบางกำด้ามกระบี่สั่นระริกเล็กน้อยมิใช่เพราะความหวาดกลัว ทว่าเนื่องจากความเหนื่อยล้าที่สะสมจากการหลบหนีการตามล่าอย่างไร้ความปรานีตลอดสามวันสามคืน
"จินหลิง... เจ้ายังไหวหรือไม่"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืด ชินอ๋องเฟยหลงก้าวออกมาจากเงาไม้ใหญ่ อกแกร่งกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่หนักหน่วง อาภรณ์สีดำสนิทของเขากลมกลืนไปกับรัตติกาล ทว่ารอยแผลฉีกขาดที่ต้นแขนซ้ายกลับเผยให้เห็นโลหิตสีเข้มที่ซึมไหลออกมาไม่ขาดสาย ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นมิได้ทอแววหวั่นเกรงต่อความตายแม้แต่น้อย แต่กลับฉายประกายห่วงใยยามทอดมองสตรีเบื้องหน้า
"หม่อมฉันยังไหวเพคะ ท่านอ๋องโปรดระวังหลัง!"
เสิ่นจินหลิงเอ่ยเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตหรี่ลงอย่างใช้ความคิด เมื่อเงาดำนับสิบสายปรากฏขึ้นล้อมรอบพวกเขาไว้ในรัศมีวงกลม นักฆ่าเงาจากสำนักบูรพา... มือสังหารไร้เงาที่ฮ่องเต้หมิงเต๋อทรงเลี้ยงไว้เพื่อปิดปากผู้ล่วงรู้ความลับ พวกมันล้วนเป็นยอดฝีมือที่ถูกฝึกฝนมาให้ไร้ซึ่งความรู้สึกและลมหายใจ
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่พายุลูกเห็บแห่งความตายจะโหมกระหน่ำ เหล่ามือสังหารพุ่งทะยานเข้าใส่เป้าหมายพร้อมกัน ประหนึ่งฝูงหมาป่าหิวกระหายที่หมายขย้ำเหยื่อให้จมเขี้ยว
เสิ่นจินหลิงไม่รอช้า นางพลิกกายหลบคมดาบที่พุ่งตรงมายังลำคออย่างเฉียดฉิว ปลายกระบี่ในมือวาดออกเป็นวงโค้งดั่งจันทร์เสี้ยว สะบัดเข้าจุดตายของศัตรูผู้บุกรุกเบื้องหน้าอย่างแม่นยำและเด็ดขาด ร่างของมือสังหารล้มลงไร้ลมหายใจในพริบตา ทว่าจำนวนของพวกมันกลับมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นราวกับไฮดรา
ทางด้านชินอ๋องเฟยหลง รัศมีอำนาจและจิตสังหารอันเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมารอบตัว ดาบยาวในมือตวัดวาดออกไปแต่ละครั้งดั่งสายฟ้าฟาดฟัน ทะลวงแนวป้องกันของศัตรูจนแตกกระเจิง แม้บาดแผลจะเริ่มกัดกินเรี่ยวแรงของเขา ทว่าความดุดันและสัญชาตญาณนักรบกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเพื่อปกป้องสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจ
"ระวังเพคะ!" เสิ่นจินหลิงกรีดร้องสุดเสียง เมื่อเห็นมือสังหารผู้หนึ่งลอบเร้นอยู่ด้านหลังของท่านอ๋องพร้อมเงื้อดาบหมายปลิดชีพ
เฟยหลงไหวตัวทัน ทว่าช้าไปเสี้ยววินาที คมดาบอาบยาพิษเล่มนั้นเฉียดผ่านไหล่ขวาของเขาจนเนื้อผ้าขาดวิ่น โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผืนหญ้าสีเขียวขจีให้กลายเป็นสีชาด ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสิ่นจินหลิงพุ่งทะยานเข้าขวาง พร้อมซัดเข็มเงินอาบยาพิษนับสิบเล่มเข้าสู่จุดสำคัญของมือสังหารผู้นั้นทันที ร่างของมันล้มฟุบลงสิ้นใจตายคาที่
ความเงียบสงัดกลับคืนมาอีกครั้งท่ามกลางซากศพที่นอนเกลื่อนกลาด เสิ่นจินหลิงหอบหายใจถี่กระชั้น นางรีบพุ่งเข้าไปประคองร่างสูงใหญ่ที่เริ่มเซถอยหลัง ชินอ๋องเฟยหลงทรุดกายลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นดิน พิษร้ายจากคมดาบเริ่มออกฤทธิ์ลุกลามจนริมฝีปากหนาเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ
"ท่านอ๋อง! ทรงอดทนไว้เพคะ!" เสิ่นจินหลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเป็นครั้งแรก นางรีบดึงผ้าแพรออกจากกายเพื่อฉีกพันแผลห้ามเลือดบริเวณหัวไหล่ให้เขาอย่างรวดเร็ว มือเรียวสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก ยามเมื่อสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของบุรุษผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด
เฟยหลงเงยหน้าขึ้นสบตา นางแย้มยิ้มบางเบาอย่างฝืนทน ฝ่ามือใหญ่เอื้อมไปสัมผัสแก้วนวลเนียนที่เปื้อนคราบเขม่าดินอย่างทะนุถนอม "ข้า... ไม่เป็นไร... ขอเพียงเจ้าปลอดภัย... ข้าก็ตายตาตาหลับแล้ว..."
"อย่าตรัสเช่นนั้นนะเพคะ! หม่อมฉันไม่อนุญาตให้ท่านตาย!" น้ำตาหยดใสไหลรินอาบแก้มเนียนของกุนซือสาวผู้เยือกเย็นเป็นนิติกาล นางไม่เคยหลั่งน้ำตาให้แก่ความตายของผู้ใด แม้กระทั่งในวันที่ครอบครัวถูกประหารอย่างไร้ความยุติธรรม ทว่าในยามนี้ หัวใจของนางกลับเจ็บปวดร้าวราญยิ่งกว่าถูกกรีดด้วยคมมีด
ในขณะที่เสิ่นจินหลิงกำลังเร่งฝังเข็มขับพิษให้แก่ท่านอ๋อง ทันใดนั้น... เสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากก็ดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วผืนป่า ราวกับคลื่นยักษ์ที่กำลังโถมเข้าซัดฝั่ง แสงคบเพลิงนับร้อยดวงสว่างวาบขึ้นทำลายความมืดมิดของรัตติกาล เผยให้เห็นธงประจำกองทัพหลวงโบกสะบัด
ธงปักรูปมังกรทองคำ... กององครักษ์เสื้อแพรหลวง นำโดยแม่ทัพผู้เป็นมือขวาคนสนิทของฮ่องเต้
เสิ่นจินหลิงและเฟยหลงชะงักค้าง ทั้งสองตระหนักได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การตามล่าของมือสังหารลับอีกต่อไป แต่เป็นการปิดล้อมครั้งใหญ่จากราชสำนักที่ต้องการถอนรากถอนโคนพวกเขาให้สิ้นซาก
ม้าศึกสีดำสนิทตัวใหญ่ก้าวออกมายืนนำหน้าขบวน ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังม้ามิใช่ใครอื่น—แม่ทัพใหญ่หลี่เฉิง ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสหายร่วมรบของชินอ๋อง บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นผู้ถือราชโองการโลหิตเพื่อมาปลิดชีวะสหายเก่า
หลี่เฉิงกวาดสายตามองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะชูราชโองการสีทองอร่ามขึ้นสูง ท่ามกลางแสงเพลิงที่ลุกโชน
"ชินอ๋องเฟยหลง และ เสิ่นจินหลิง... สมคบคิดเป็นกบฏ ฝ่าฝืนราชโองการ มีความผิดสถานหนัก ต้องประหารเจ็ดชั่วโคตร!" เสียงก้องกังวานของแม่ทัพหลี่เฉิงประกาศกร้าว ทำลายความเงียบของราตรีกาลลงสิ้นซาก พร้อมกับที่ลูกศรนับร้อยดอกถูกยกขึ้นเล็งตรงมายังร่างของพวกเขาทั้งสองคนบนพื้นดิน
เสิ่นจินหลิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ความเยือกเย็นและสติปัญญาอันเฉียบคมกลับคืนมาสู่ดวงตาคู่นามอีกครั้ง นางค่อย ๆ พยุงร่างของชินอ๋องให้ลุกขึ้นยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ แม้ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่ แม้ความตายจะอยู่เบื้องหน้าเพียงเอื้อมมือ ทว่ามือเรียวกลับเอื้อมไปกุมกระชับมือหนาของท่านอ๋องไว้แน่น กระแสความอบอุ่นไหลผ่านฝ่ามือประสานกัน ท่ามกลางวงล้อมแห่งความตายที่บีบรัดเข้ามาทุกขณะ
ทว่า ในวินาทีที่ลูกศรดอกแรกกำลังจะถูกปล่อยออกจากแหล่ง... ปลายศรอีกดอกหนึ่งกลับพุ่งแหวกอากาศจากมุมมืดด้านหลังกองทัพหลวง ปักทะลุกะโหลกของแม่ทัพหลี่เฉิงล้มลงขาดใจตายคาที่ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน
พร้อมกับการปรากฏตัวของเงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทที่ก้าวออกมาจากหมอกหนา พร้อมรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก และกระบี่ที่หยดหยาดโลหิตสด ๆ
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านลมหนาวและเล่ห์กลอันล้ำลึกมาด้วยกัน ณ ที่นี้นะคะ
กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา•ตอนที่ 9
เลือดนองผืนป่า
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!