กลิ่นหมึกป่าผสมผงชาเขียวฉุนกึกอบอวลอยู่ใต้เงาหมวกผ้าแพรต่วนสีทึบ เสิ่นจินหลิงกดปีกหมวกให้ต่ำลงจนบังเงาดำทอดทับใบหน้าเรียวคมที่ผ่านการแต่งแต้มด้วยรอยแผลเป็นปลอมอย่างแนบเนียน นางกำลังก้าวผ่านประตูมังกร—ธรณีประตูหินหยกขาวที่สูงชันดั่งปากเหวแห่งความเป็นความตาย ปลายรองเท้าผ้าปักลายขุนนางชั้นผู้น้อยเหยียบย่างลงบนพื้นศิลาขัดมันวาววับ สะท้อนภาพวังต้องห้ามภายใต้ท้องฟ้าสีเทาดั่งคราบเขม่าควัน
เสียงกงฉินขานรับรายชื่อดังกังวานบาดแก้วหู "บัณฑิตเซี่ยจือ... รองเสนาบดีกรมอาญาคนใหม่ รายงานตัวรับตำแหน่ง"
จินหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายของความหวาดระแวงและกลิ่นหอมจางๆ ของธูปกำยานในตำหนักไท่เหอช่างคุ้นเคยและน่าสะอิดสะเอียนในคราเดียวกัน ที่นี่คือใจกลางอำนาจที่พี่ชายของนางเคยถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ และที่นี่แหละที่นางจะใช้มันสมองของตนเองทวงคืนความยุติธรรม
"ใต้เท้าเซี่ย..." เสียงแหบพร่าของขันทีเฒ่าผู้ดูแลทำเนียบขุนนางดังขึ้นเบื้องหน้า ดวงตาตี่รีดเร้นประกายคมกริบกวาดมองร่างโปร่งระหงภายใต้อาภรณ์ขุนนางตัวโคร่ง "ฝ่าพระเนตรระยะนี้ไม่ค่อยสู้ดี ฮ่องเต้ทรงโปรดบัณฑิตหน้าใหม่ที่มีผลงานโดดเด่นจากแดนใต้ หวังว่าใต้เท้าเซี่ยคงไม่ทำให้พระองค์ผิดหวังในคดีลับคลังหลวงนะ"
"ข้าแต่องครักษ์หลิว..." จินหลิงประสานมือคำนับอย่างนอบน้อมตามธรรมเนียม น้ำเสียงที่ดัดให้ทุ้มต่ำราบเรียบไร้ระลอกคลื่น "คดีคลังหลวงย่อมมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่กระจ่างชัดเจน หากไร้หลักฐานมัดตัว ต่อให้เป็นขุนนางใหญ่คับฟ้า ข้าพเจ้า... ย่อมต้องค้นหาความจริงถวายฝ่าบาทให้จงได้"
ขันทีหลิวแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเหี่ยวย่นราวกับผิวส้มเสื่อมลาย "ความจริงหรือ... ในวังหลวงแห่งนี้ บัณฑิตหนุ่ม ความจริงมักมีราคาแพงลิ่ว และมักแลกมาด้วยลมหายใจของคนโง่เขลาเสมอ ระวังอย่าให้ก้าวเดินสะดุดขาตนเองก็แล้วกัน"
เมื่อร่างค่อมค้อมนั้นคล้อยลับไป จินหลิงจึงผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ปลายนิ้วเรียวภายใต้แขนเสื้อกว้างกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความกดดันรอบกายหนาแน่นเสียจนแทบหายใจไม่ออก การแฝงตัวเข้ามาในฐานะขุนนางฝ่าย문 (บุ๋น) ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเบื้องบนมีฮ่องเต้หมิงเต๋อผู้เจ้าเล่ห์เพทุบายคอยจับตาดูทุกฝีก้าว ยิ่งทำให้ทุกย่างก้าวของนางเปรียบเสมือนการเดินอยู่บนเส้นลวดกลางอัคนี
ทว่า... ภาพใบหน้าคมคายดั่งสลักของชินอ๋องเฟยหลงที่ชายแดนบูรพายังคงชัดเจนในความทรงจำ *‘เจ้าจงระวังตัว... ในเมืองหลวงมีสุนัขป่ารอขย้ำเหยื่ออยู่ทุกมุมมืด หากเจ้าเพลี่ยงพล้ำ ข้าจะนำทัพบดขยี้บัลลังก์นั้นให้ราบเป็นหน้ากลอง’*
คำพูดทรงพลังนั้นคือโซ่ตรองทองคำที่ล่ามหัวใจนางไว้ และในขณะเดียวกันก็เป็นเพลิงโหมกระหน่ำให้ความแค้นในอกลุกโชน
การประชุมขุนนางช่วงสายดำเนินไปอย่างตึงเครียด แสงแดดสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักลวดลายมังกร ทอดเงายาวเหยียดลงบนพื้นห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้หมิงเต๋อประทับอยู่เบื้องบน พระพักตร์ฉายแววเหนื่อยล้าแต่แฝงความเฉียบขาด ทรงทอดพระเนตรฎีกาในพระหัตถ์สลับกับมองสำรวจขุนนางหน้าใหม่ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง
"เซี่ยจือ..." สุรเสียงทรงอำนาจเอ่ยเรียกขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน "เจ้ามีความเห็นอย่างไรต่อข้อเสนอของแม่ทัพตระกูลหลี่ ที่ขอเพิ่มงบประมาณกองทัพพิทักษ์ชายแดนตะวันตก?"
จินหลิงก้าวออกมาจากแถวขุนนาง คุกเข่าลงบนพื้นศิลาเย็นเฉียบอย่างสง่างาม นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยพอให้เห็นดวงตาคู่คมที่ซ่อนอยู่ใต้เงาหมวก "ทูลฝ่าบาท งบประมาณกองทัพตะวันตกเพิ่งได้รับการจัดสรรไปเมื่อสามเดือนก่อน หากจะอนุมัติเพิ่มอีกในยามที่ท้องคลังหลวงรยางค์ว่างเปล่าเช่นนี้ เกรงว่าจะสร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎร และ... อาจเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีใช้เป็นข้ออ้างในการโยก1ย้ายกำลังพลอย่างไร้เหตุผลเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ"
นางเกือบหลุดคำลงท้ายแบบสตรีเสียแล้ว โชคดีที่ไหวพริบดึงกลับมาได้ทันเวลา ฮ่องเต้หมิงเต๋อหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏที่มุมพระโอษฐ์
"เจ้ากล้ากล่าวว่าการโยกย้ายกำลังพลไร้เหตุผล หรือเจ้ากำลังใบ้พฤติกรรมของชินอ๋องแห่งหุบเขาบูรพา ที่กำลังสะสมไพร่พลจนน่าสงสัยกันแน่, ใต้เท้าเซี่ย?"
บรรยากาศในท้องพระโรงพลันเย็นยะเยือกดั่งต้องลมเหมันต์ ขุนนางรอบข้างต่างกลั้นหายใจ ไม่มีใครกล้าปริปากพูดสิ่งใด ชินอ๋องเฟยหลงคือหนามยอกอกที่ฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงที่สุด การโยนคำถามนี้มาที่ขุนนางใหม่จึงเป็นการทดสอบความจงรักภักดีอย่างเลือดเย็น
จินหลิงนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ สมองประมวลผลด้วยความเร็วสูงสุด นางรู้ดีว่าหากตอบสนองผิดเพี้ยนแม้แต่นصفคำ ศีรษะบนบ่าจะหลุดออกจากร่างทันที ทว่า... นางคือเสิ่นจินหลิง กุนซือหญิงผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ในกระดานหมากใด
"ทูลฝ่าบาท ชายแดนบูรพาคือแนวหน้าป้องกันข้าศึกต่างชาติ ชินอ๋องทรงปกป้องแผ่นดินด้วยหยาดเหงื่อและโลหิต การที่พระองค์เสริมกำลังพลย่อมเป็นไปเพื่อความมั่นคงของต้าฉี หาใช่เพื่อการอื่นใดไม่" นางเงยหน้าสบพระเนตรของฮ่องเต้ตรงๆ อย่างไม่เกรงกลัว "หากแต่ความสงสัยของฝ่าบาท... ย่อมแสดงถึงพระปรีชาญาณที่ทรงห่วงใยราษฎรอย่างแท้จริง หากพระองค์ทรงกังวล เหตุใดไม่ทรงส่งทูตพิเศษไปตรวจสอบสถานการณ์ด้วยพระองค์เองเล่าพ่ะย่ะค่ะ?"
ฮ่องเต้หมิงเต๋อจ้องมองขุนนางหนุ่มผู้น้องเบื้องล่างเนิ่นนาน ราวกับต้องการทะลุทะลวงเข้าไปในจิตใจ ก่อนที่พระองค์จะแย้มพระสรวลเบาๆ ในลำคอ
"ดี... ช่างเป็นขุนนางหนุ่มที่มีฝีปากกล้าหาญยิ่งนัก ถ้าเช่นนั้น... เรามอบหมายให้เจ้าเป็นราชทูตพิเศษ เดินทางไปตรวจสอบคลังหลวงและราชยศที่เมืองหลวงเก่า พร้อมทั้ง... แวะเยี่ยมเยียนชินอ๋องที่ชายแดนบูรพาด้วยเลยดีหรือไม่, ใต้เท้าเซี่ย?"
หัวใจของจินหลิงกระตุกวูบไปชั่วขณะ การเดินทางไปชายแดนบูรพาคือสิ่งที่นางปรารถนา แต่การเดินทางไปในฐานะ "ราชทูตผู้ตรวจสอบ" ภายใต้คำสั่งของฮ่องเต้ เท่ากับเป็นการเดินเข้าสู่ดงกระสุนที่อันตรายถึงชีวิต
ทว่า... รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของนางกลับถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนภายใต้เงาหมวก
"กระหม่อม... น้อมรับพระราชโองการพ่ะย่ะค่ะ"
ยามค่ำคืนมาเยือน วังต้องห้ามจมอยู่ใต้ความมืดมิดและเงียบสงัด จินหลิงกลับมาถึงห้องพักส่วนตัวของขุนนางชั้นผู้น้อย นางรีบจุดตะเกียงน้ำมันหอม ก่อนจะปลดหมวกและเครื่องแต่งกายขุนนางออกเผยให้เห็นเรือนผมยาวสลวยที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ นางทรุดตัวลงนั่งหน้าโต๊ะหนังสือ ทอดถอนหายใจยาวเหยียด
ก้าวแรกในวังต้องห้าม... ช่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของคมดาบและยาพิษเสียจริง
ก๊อกๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งเป็นจังหวะลับที่นัดหมาย จินหลิงชักกริชเล่มเล็กออกจากฝักทันที นัยน์ตาสีรัตติกาลหรี่ลงด้วยความระแวดระวัง นางก้าวเท้าแผ่วเบาไปป์ประชิดบานประตู
"ใคร..."
"ข้าเอง..."
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่ดังลอดเข้ามาผ่านรอยแตกของประตู ทำให้ลมหายใจของจินหลิงสะดุดกึก ร่างเพรียวแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเปิดออกด้วยมือหนาของบุรุษผู้ไม่ควรจะปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้
เงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทกลืนไปกับความมืดมิดของราตรี กลิ่นอายสนเขียวและกลิ่นอายเลือดจางๆ ลอยมาแตะจมูก ชินอ๋องเฟยหลงก้าวเข้ามาในห้องปิดตาย ปิดล็อกประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ก่อนที่วงแขนแข็งแกร่งจะรวบร่างของนางเข้าสู่อ้อมอกกว้างทันทีอย่างไร้การเตือนล่วงหน้า
"เจ้า..." จินหลิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขณะซบหน้าลงกับแผงอกอุ่นที่คุ้นเคย "ท่าน... ท่านเข้ามาในวังต้องห้ามได้อย่างไร? เสี่ยงเกินไปแล้วนะ!"
เฟยหลงไม่ตอบคำถาม เขาซุกใบหน้าลงกับซอกคอระหงสูดดมความหอมหวานที่โหยหามาแรมเดือน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวเนื้อจนนางสะấuสะท้าน มือหนายกขึ้นประคองท้ายทอยนางให้แหงนเงยขึ้นรับจุมพิตที่ดุดัน เร่าร้อน และลึกล้ำราวกับจะกลืนกินวิญญาณ
จินหลิงพยายามจะทท้วง แต่เรียวปากถูกปิดผนึกด้วยสัมผัสหนักหน่วงที่เปี่ยมไปด้วยความคิดถึงและหวงแหนอย่างท่วมท้น ความเหนื่อยล้าและความหวาดระแวงทั้งมวลถูกละลายหายไปในจุมพิตนั้น
ทว่า... ในวินาทีที่ความเร่าร้อนกำลังจะหลอมรวมพวกเขากลืนหายไปกับความมืด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของทหารยามราชองครักษ์ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือนพัก!
*“ใต้เท้าเซี่ย! ฮ่องเต้มีรับสั่งด่วน! พบร่องรอยผู้บุกรุกต้องสงสัยลักลอบเข้าวังหลวง ขอให้เปิดประตูให้ตรวจค้นเดี๋ยวนี้!”*
เฟยหลงหยุดชะงัก นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยประกายเพลิงอันตราย เขาผละออกจากริมฝีปากนุ่มช้าๆ มุมปากหยักลึกยกยิ้มเยือกเย็นพลางกระซิบชิดริมฝีปากของนาง
"ดูเหมือนว่า... หมากกระดานนี้ จะเริ่มเดินเร็วกว่าที่พวกมันคิดเสียแล้วนะ..."
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านลมหนาวและเล่ห์กลอันล้ำลึกมาด้วยกัน ณ ที่นี้นะคะ
กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา•ตอนที่ 10
ก้าวแรกในวังต้องห้าม
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!