กลิ่นอายจางๆ ของชาเขียวหลงจิ่งลอยวนอยู่เบื้องหน้า ทว่าความอบอุ่นของมันมิอาจขับไล่ไอเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากม้วนกระสารลับบนโต๊ะไม้จันทน์แดงได้เลยค่ะ
เสิ่นจินหลิงหรี่ตาลงเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวขาวดั่งหยกทอดวางลงบนรอยประทับตราครั่งสีชาดที่เลอะเลือนผิดธรรมชาติ รอยแยกของกระดาษแผ่นนี้มิได้เกิดจากการฉีกขาดด้วยแรงอารมณ์ แต่เกิดจากการใช้มีดกรีดอย่างประณีตเพื่อลอบเปิดอ่านก่อนเวลาอันควร หนอนบ่อนไส้ในค่ายทหารบูรพาหาใช่เรื่องเล่าลืออีกต่อไป ทว่ามันคือความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังกัดกินรากฐานของกองทัพจากภายใน
"เจ้าสำนักเสิ่น ดูท่าสุนัขรับใช้ของเมืองหลวงจะเดินหมากตาเร็วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้เสียอีกนะคะ"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ชินอ๋องเฟยหลงก้าวเข้ามาในกระโจมบัญชาการโดยไม่มีผู้ใดทันรู้ตัว อาภรณ์สีนิลสนิทปักดิ้นลายมังกรห้ากรงเล็บกลืนไปกับเงาดำยามวิกาล ทว่าดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกลับส่องประกายวาววับราวกับมองทะลุปรุโปร่งทุกเล่ห์กล
จินหลิงมิได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงปรายหางตามองร่างสูงสง่าที่หยุดยืนอยู่เบื้องหลัง โ1อซอนละอองความกดดันจากบุรุษผู้กุมอำนาจทหารครึ่งแผ่นดินโถมเข้าใส่ตัวนางอย่างจงใจ แต่นางกลับเลือกที่จะรินชาถ้วยใหม่ด้วยกิริยาสงบนิ่ง ราวกับสายน้ำไหลรินในยามวสันตฤดู
"ท่านอ๋องทรงกังวลเกินไปแล้วเพคะ หนอนตัวนี้มิได้น่ากลัวเพราะความฉลาด หากแต่มันน่ากลัวเพราะเรายังไม่รู้ว่า ‘มือ’ ของผู้ใดที่ชักใยมันอยู่เบื้องหลัง" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงไว้ด้วยคมมีดซ่อนในสำสำเนียง "ท่านดูรอยกรีดนี่สิคะ เป็นฝีมือของคนที่มีความชำนาญในการคัดลอกตราประทับระดับมืออาชีพในกองเสบียง... คนเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่พลทหารปลายแถวอย่างแน่นอน"
เฟยหลงก้าวเข้าไปใกล้ กลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสนธยาและสนิมดาบเข้าล้อมกรอบร่างระหงของนางไว้โดยปริยาย เขาก้มลงกระซิบข้างใบหูขาวสะอาด น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าจนชวนให้ใจสั่นสะท้าน
"แล้วเจ้าคิดว่า ใครในกองทัพนี้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงคลังเสบียงและรอยตราประทับของข้าได้โดยไม่ถูกสงสัยเล่า... หืม? จินหลิง"
ลมหายใจอุ่นที่เป่ารดต้นคอทำให้เสิ่นจินหลิงต้องซ่อนประกายความไหววับในดวงตาไว้ภายใต้แพขนตางอนยาว นางเอี้ยวตัวหลบเล็กน้อยอย่างไว้ตัว ก่อนจะหยิบพู่กันขนกระต่ายจุ่มหมึกดำสนิท แล้วเขียนชื่อสามชื่อลงบนกระดาษแผ่นบางอย่างไม่ลังเล
"แม่ทัพรองหลี่, รองแม่ทัพกู่ และ... ขุนนางคลังเสบียงจาง ทั้งสามคนนี้ต่างมีแรงจูงใจที่แตกต่างกัน แม่ทัพรองหลี่ภักดีต่อราชสำนักมากกว่ากองทัพ รองแม่ทัพกู่มีหนี้สินล้นพ้นตัวจากการพนันในสนามชนไก่เมื่อฤดูหนาวก่อน ส่วนขุนนางจาง... เพิ่งซื้อเรือนหลังใหญ่ในเมืองหลวงด้วยเงินสดเมื่อสามวันก่อน"
คำตอบที่เฉียบคมและแม่นยำดั่งคมกระบี่ทำให้แววตาของชินอ๋องฉายความชื่นชมระคนลุ่มหลงวูบหนึ่ง เขาชอบความปราดเปรื่องของนาง ยิ่งนางฉลาดล้ำเพียงใด หัวใจที่ด้านชาของเขาก็ยิ่งถูกกรัดกร่อนให้สยบแทบเท้านางมากเท่านั้น
"เจ้าใช้เวลาเพียงชั่วยามเดียวในการสืบค้นรากเหง้าของพวกมัน สมเป็นกุนซือผู้ไร้พ่ายของข้า" เฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลง ทว่าความดุดันในแววตายังคงคุกรุ่น "แต่การรู้ตัวตนยังไม่เพียงพอ ในเมื่อพวกมันกล้าส่งข่าวกรองเท็จเรื่องการเคลื่อนพลออกไป ย่อมหมายความว่า... แผนการใหญ่ในคืนวันเพ็ญนี้ พวกมันจะต้องลงมือกระทำการบางอย่างที่สั่นคลอนแนวหน้าอย่างแน่นอน"
จินหลิงวางพู่กันลง นางเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของบุรุษตรงหน้า แววตาคู่สวยฉายประกายเยือกเย็นและเด็ดขาดจนน่าเกรงขาม "ถ้าเช่นนั้น เราก็ควรปล่อยให้พวกมันได้ใจ... เล่นละครฉากใหญ่ให้พวกมันตายใจว่าแผนการสำเร็จลุล่วง แล้วจึงค่อยตลบหลังปิดประตูตีแมวทีเดียวเพคะ"
ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของการนองเลือดและการเอาคืนอย่างสาสม "ตามใจเจ้า... อยากเล่นสนุกกับพวกมันอย่างไร ข้าจะคอยกวาดล้างกวาดเก็บกวาดสนามให้เจ้าเอง"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศระหว่างทั้งสองกำลังตึงเครียดด้วยเพลิงอำนาจและความเสน่หาที่ซ่อนเร้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับห่าฝนก็ดังขึ้นที่หน้ากระโจม ตามมาด้วยเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์เงา
"ท่านอ๋อง! กุนซือเสิ่น! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
องครักษ์หนุ่มพุ่งพรวดเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ ราวกับเพิ่งเผชิญหน้ากับยมทูตมาหมาดๆ "ม้าเร็วจากเมืองหลวง... นำพระราชโองการลับฉบับด่วนที่สุดมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และตอนนี้ พิษสลายวิญญาณได้แพร่กระจายในถ้วยน้ำชาของกองเสบียง... พลทหารเฝ้ายามล้มตับขาดใจตายไปสิบกว่านายแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เสิ่นจินหลิงชะงักงัน รอยยิ้มเมื่อครู่เลือนหายไปในพริบตา นางกับเฟยหลงสบตากันทันทีด้วยความตระหนักรู้ที่วิ่งชนประสาทสัมผัสพร้อมกัน
*พวกมันไม่ได้รอถึงวันเพ็ญ... พวกมันเริ่มลงมือฆ่าล้างบางพยานในคืนนี้ต่างหาก!*
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยคำใดต่อ องครักษ์ผู้รายงานกลับกระอักเลือดออกมาเป็นลิ่มสีดำสนิท ดวงตาเบิกโพ้าง âวรวาดด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะล้มฟุบลงกระแทกพื้น แน่นิ่งไปต่อหน้าต่อตาในเวลาไม่ถึงลมหายใจเดียว!
บนถาดทองเหลืองที่ม้าเร็วนำเข้ามา มีจอกสุราเคลือบหยกขาววางอยู่ใบหนึ่ง... พร้อมกับกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตาอย่างประหลาด:
*"หมากตานี้... ข้าขอรับชัยชนะไปก่อนนะเพคะ ท่านอ๋อง"*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุลูกนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา•ตอนที่ 3
รอยร้าวในค่ายกล
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!