กลิ่นอายอับชื้นของกระดาษโบราณปะปนกับกลิ่นหมึกจีนชั้นดีลอยอบอวลอยู่ทั่วห้องหนังสือลับใต้ตำหนักอ๋อง แสงจากเปลวเทียนสีชาดไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักลวดลายเมฆมงคล สะท้อนเงาร่างระหงของสตรีในอาภรณ์สีเทาเข้มปักลายกิ่งเหมยสีเงิน นางกำลังจดจ้องมองม้วนฎีกาเก่าคร่ำคร่าในมือด้วยแววตาที่นิ่งสนิทดั่งผิวน้ำในบึงลึก ทว่าปลายนิ้วเรียวที่กำลังกำพู่กันหยกจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีดกลับฟ้องชัดถึงพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายใน
ม้วนกระดาษแผ่นนั้น... คือรอยแผลเป็นที่ถูกกรีดซ้ำลงบนรอยเดิม แผลเป็นที่ตระกูลเสิ่นเคยต้องแลกมาด้วยหยาดเลือดและชีวิตของคนนับร้อยเมื่อสิบปีก่อน
"พวกเขาช่างมีความพยายามยิ่งนัก" น้ำเสียงราบเรียบแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งหลุดมาจากเรียวปากสีชาดของเสิ่นจินหลิง นางวางพู่กันลงบนแท่นหินอย่างเชื่องช้า ราวกับทุกการเคลื่อนไหวถูกคำนวณไว้แล้วอย่างแม่นยำ "ขุดคุ้ยเรื่องราวที่ฝังกลบลงดินไปแล้วนับทศวรรษขึ้นมาใหม่ เพื่อจะใช้มันเป็นมีดสั้นแทงทะลุหัวใจของท่านอ๋อง... ฮ่องเต้หมิงเต๋อช่างทรงใช้คนได้คุ้มค่ากระดาษฎีกายิ่งนักเพคะ"
เงาร่างสูงสง่าของชินอ๋องเฟยหลงก้าวพ้นม่านมุกเข้ามาอย่างเงียบเชือก ไร้ซึ่งซุ่มเสียงฝีเท้า ทว่าการมีอยู่ของเขากลับทำให้บรรยากาศภายในห้องกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองม้วนกระดาษบนโต๊ะ ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ใบงดงามเรียบเฉยของสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจ เขาเอื้อมมือหนาออกไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของนางไว้ด้วยความมั่นคง ถ่าย
"ต่อให้พวกมันขุดคุ้ยสุสานบรรพชนตระกูลเสิ่นขึ้นมาทั้งหมด ความจริงก็ยังคงเป็นความจริง" เฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลัง ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย "เป้าหมายของฮ่องเต้ไม่ได้ต้องการรื้อฟื้นคดีกบฏเก่าคร่ำคร่าเพื่อความยุติธรรมอันใดหรอกจินหลิง... สิ่งที่พวกมันต้องการ คือการใช้ 'ความอัปยศ' นี้มาเป็นข้ออ้างในการปลดข้าออกจากตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์ชายแดน และใช้คราบเลือดของตระกูลเจ้า มาเป็นเชือกประหารชีวิตข้าทางอ้อมต่างหาก"
จินหลิงเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม แววตาคู่คมปลาบไหววับชั่วขณะ นางย่อมรู้ดีว่าเกมการเมืองในราชสำนักนั้นไร้ซึ่งความปรานี ปราศจากความถูกต้องดีงาม มีเพียงผลประโยชน์และการกำจัดเสี้ยนหนาม บรรพบุรุษตระกูลเสิ่นถูกปรักำว่าสมรู้ร่วมคิดกับแคว้นศัตรูจนต้องรับโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร แม้ความจริงนางจะรอดชีวิตมาได้เพราะความช่วยเหลือของอาจารย์และเฟยหลงในวัยเยาว์ แต่การถูกขุดคุ้ยเรื่องนี้ขึ้นมากลางราชสำนักในยามที่กองกำลังบูรพากำลังเรืองอำนาจ ย่อมหมายถึงการบีบให้พวกนางต้องเลือก — ยอมก้มหัวจำนนต่ออำนาจมืดในวังหลวง หรือลุกขึ้นก่อกบฏสมดังข้อกล่าวหาเพื่อแลกกับการมีชีวิตรอด
"ท่านอ๋องทรงตรัสถูกต้องแล้วเพคะ..." จินหลิงแย้มยิ้มเยาะหยันตนเองเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยทอประกายความเจ้าเล่ห์เฉียบคมขึ้นมาวับหนึ่ง "ในเมื่อพวกมันอยากเห็นรอยเลือดของตระกูลเสิ่นนัก เหตุไฉนเราจึงไม่สนองความต้องการของพวกมันเล่า? เพียงแต่... เลือดที่จะหลั่งในคราวนี้ อาจไม่ใช่เลือดของข้า หรือเลือดของท่าน..."
เฟยหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างสนใจ เขารู้จักสตรีผู้นี้ดี ยามใดที่นางแย้มยิ้มเช่นนี้ ย่อมหมายถึงมีอสรพิษนับร้อยตัวกำลังถูกปล่อยลงสู่สนามหมากของศัตรู
"เจ้าคิดจะทำอะไร?"
"ในเมื่อฎีกาลับฉบับนั้นกล่าวหาว่าบิดาของข้าแอบซ่อนตราประทับหยกของแคว้นศัตรูไว้ที่เรือนเก่าตระกูลเสิ่น..." จินหลิงลุกขึ้นยืนช้าๆ อาภรณ์สีเทาเข้มสะท้อนแสงเทียนระยิบระยับดั่งเกล็ดมังกร นางก้าวเข้าไปใกล้บุรุษร่างสูงจนได้กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคย ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนปกเสื้อปักดิ้นทองของเขาเบาๆ "เราก็แค่... จัดฉากให้พวกมันไปพบ 'หลักฐานชิ้นสำคัญ' นั้นตามที่ปรารถนาสิเพคะ"
"เจ้าหมายความว่า..."
"เพคะ ปล่อยให้สายลับของฮ่องเต้ค้นพบตราประทับปลอมที่เราจงใจทิ้งไว้ ให้พวกมันนำความไปกราบทูลฮ่องเต้ด้วยความฮึกเหิม ว่าข้าและท่านกำลังร่วมมือกันก่อกบฏจริง" แววตาของจินหลิงเปล่งประกายความเหี้ยมเกรียมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์กุนซือผู้สง่างาม "เมื่อเหยื่อชิ้นโตถูกกลืนลงท้องจนติดคอ ย่อมเป็นเวลาที่พวกมันจะดิ้นรนด้วยความทรมาน และนั่นคือจังหวะที่เราจะตลบหลัง ถอนรากถอนโคนพวกขุนนางกังฉินที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ให้สิ้นซาก"
เฟยหลงมองสตรีตรงหน้าด้วยความลุ่มหลงระคนชื่นชม เขาโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปัดป่า Fเรี่ยรดแก้มเนียนนุ่ม "เจ้าช่างร้ายกาจยิ่งนัก... จินหลิงของข้า"
"หากไม่ร้ายกาจเช่นนี้ ข้าคงไม่สามารถยืนเคียงข้างพยัคฆ์ร้ายแห่งบูรพาเช่นท่านได้หรอกเพคะ"
ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังอบอวลไปด้วยความแนบแน่นและแผนการอันแยบคาย เสียงฝีเท้ารat-a-tat ของม้าเร็วด่วนก็ดังแหวกความเงียบยามวิกาลเข้ามาถึงหน้าตำหนัก ตามด้วยเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์หน้าประตูที่ทำให้หัวใจของคนทั้งคู่กระตุกวูบ
"เรียนท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังราชองครักษ์เสื้อแพรนับพันนาย นำโดยซู่อี้เสนาบดีกรมอาญา ได้รับพระราชโองการด่วน บุกเข้าปิดล้อมเรือนเก่าตระกูลเสิ่นและเขตตำหนักบูรพาไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เฟยหลงชะงักไปชั่วพริบตา ดวงตาคมกริบหันกลับมามองสหน้าจินหลิงทันที
ยังไม่ทันที่แผนการล่อเสือออกจากถ้ำจะเริ่มต้น พวกมันกลับชิงลงมือก่อนด้วยกำลังทหารหลักแสน และสิ่งที่ทำให้สีหน้าของชินอ๋องผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดต้องเปลี่ยนสี คือราชโองการฉบับที่สองที่องครักษ์หน้าประตูตะโกนตามเข้ามาด้วยเสียงอันสั่นเครือ
"และ... และมีพระราชโองการลับอีกฉบับ... สั่งให้ประหารชีวิตกุนซือเสิ่นจินหลิง ณ เพลาเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกบฏแผ่นดินพ่ะย่ะค่ะ!"
ไป๋เหลียนฮวาขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางผ่านหหมากลวงตานี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา•ตอนที่ 15
เงาแค้นที่ตามหลอกหลอน
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!