กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา•ตอนที่ 14

ใจคนยากแท้หยั่งถึง

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
คมธนูสีดำสนิทที่แหวกม่านกระดาษทาน้ำมันเข้ามาหา หาใช่เพียงอาวุธสังหารธรรมดาไม่ แต่ปลายลูกศรนั้นเคลือบด้วยพิษ 'เหมันต์พันลี้' ที่ส่งกลิ่นหอมหวานเยือกเย็นคล้ายดอกเหมยกลางหิมะคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นคาวเลือดของขันทีผู้เคราะห์ร้ายบนพื้น เสิ่นจินหลิงไม่แม้แต่จะกะพริบตา ร่างระหงในอาภรณ์ผ้าแพรสีฟ้าครามปักลายเมฆาขยับไวกว่าความคิด ปลายพู่กันขนหางหมาป่าในมือขวาถูกดีดออกด้วยกำลังภายในสายหนึ่ง ปะทะเข้ากับคมลูกธนูดอกแรกจนหักสะบั้นคาอากาศ แรงสะเทือนทำให้ตั่งไม้แกะสลักด้านหลังสั่นไหว ทว่า เบื้องหลังม่านทึบของหอตำราหลวง หาได้มีเพียงลูกธนูระลอกเดียวไม่ เสียงฝีเท้าเบาหวิวราบนุ่นนับสิบสายกำลังพุ่งเข้าประชิดรอบทิศทาง พร้อมกับเงาดำที่ทาบทับลงบนหน้าต่างกระดาษราวกับฝูงกาเหว่ายามวิกาลที่พร้อมจะรุมทึ้งเหยื่อ "ระวังเพคะ!" จินหลิงเอ่ยเตือนสติพร้อมกับหมุนกายหลบคมดาบที่แทงทะลุกรอบหน้าต่างเข้ามาอย่างเฉียดฉิว เส้นผมสีดำสนิทที่รวบไว้ด้วยปิ่นหยกสลักปลิวสยายตามแรงลมปะทะ ชินอ๋องเฟยหลงแค่นเสียงหึในลำคอ แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายฉายแววดุดันอำมหิต ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความเยือกเย็นของบุรุษผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน มือหนาดั่งคีมเหล็กคว้าจับกระบี่ประจำกาย 'อัสนีคำราม' ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาด้วยความเร็วที่แทบมองไม่เห็นประกายเหล็ก ฉับพลัน! แสงวาววับของคมกระบี่ก็ตวัดวาดออกไปเป็นวงกว้างเพียงครั้งเดียว เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเศษไม้และกระดาษที่กระจายเกลื่อนกลาด กรอบหน้าต่างหอตำราพังครืนลงมาเผยให้เห็นนักฆ่าในชุดดำสนิทปิดบังใบหน้าไม่ต่ำกว่าสิบชีวิตที่ยืนล้อมรอบระเบียงทางเดิน "กล้าดียังไงถึงส่งสุนัขรับใช้มาเหยียบย่างถึงเขตพระราชฐานชั้นใน..." เฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กดต่ำจนน่ากลัว บรรยากาศรอบตัวเขาแผ่ซ่านไอสังหารเย็นยะเยือกออกมาจนจินหลิงที่ยืนอยู่เคียงข้างยังต้องสูดลมหายใจเข้าลึก นักฆ่าพวกนั้นหาใช่โจรป่าไร้นาม ฝีมือการเคลื่อนไหวและกระบวนท่าดาบล้วนเป็นแบบฉบับขององครักษ์เงาในตำหนักใน... หรือพูดให้ถูกคือ เงาที่อยู่เบื้องหลังราชบัลลังก์มังกรนั่นเอง การต่อสู้ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบแต่ดุเดือด เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนชั้นตำราโบราณนับหมื่นเล่ม เฟยหลงเคลื่อนไหวราวกับพายุหมุน ท่วงท่าสง่างามแต่เด็ดขาด ทุกดาบที่ตวัดออกไปหมายเอาชีวิตโดยไม่ลังเล แม้จะมีบาดแผลถากที่หัวไหล่ซ้ายจนเนื้อผ้าขาดวิ่นและมีเลือดซึมออกมา แต่บุรุษผู้นั้นกลับไม่แสดงอาการเจ็บปวดแม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงจับจ้องปกป้องสตรีด้านหลังอย่างมั่นคง จินหลิงเองก็ไม่ได้ยืนดูอยู่เฉย นางใช้ความรู้เรื่องกลไกและจุดตายบนร่างกายมนุษย์ หยิบเข็มเงินอาบยาชาที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อซัดออกไปอย่างแม่นยำ ปักเข้าที่จุดชีพจรของนักฆ่าที่กำลังจะลอบโจมตีทีเผลอจากด้านหลังให้ล้มพับลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้นในชั่วพริบตา เพียงชั่วก้านธูปเดียว ความเงียบสงบก็กลับคืนสู่หอตำราอีกครั้ง ทว่าเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน เฟยหลงเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยใบหน้าไร้ระลอกคลื่น เขาหันกลับมามองสตรีตรงหน้า สำรวจความเรียบร้อยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็น "เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ จินหลิง?" จินหลิงส่ายศีรษะเบาๆ นางปัดเศษฝุ่นที่เกาะตามอาภรณ์ออกอย่างใจเย็น ก่อนจะก้มลงมองศพของหัวหน้านักฆ่าที่มุมปากยังมีคราบเลือดสีดำคล้ายกับขันทีผู้ส่งสสารเมื่อครู่ไม่ผิดเพี้ยน "หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ..." นางเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตากลับลุ่มลึกยากหยั่งถึง "แต่ดูเหมือนว่า... เบื้องบนจะเริ่มนั่งไม่ติดแล้วกระมังเพคะ ท่านอ๋อง" การลอบสังหารในคืนนี้ไม่ใช่ฝีมือของขุนนางฝ่ายตรงข้ามธรรมดา แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนจากฮ่องเต้หมิงเต๋อ ผู้ซึ่งกำลังหวาดระแวงว่าอำนาจทหารในมือของชินอ๋องกำลังจะสั่นคลอนบัลลังก์ของพระองค์ การส่งนักฆ่ามาถึงหอตำราหลวงหมายความว่าตาข่ายแห่งอำนาจมืดได้ถูกถักทอขึ้นมาล้อมรอบตัวพวกเขาไว้ทุกด้านแล้ว "หึ ส่งคนมาลองเชิงเช่นนี้ รังแต่จะทำให้เกมนี้เล่นสนุกขึ้นเท่านั้น" เฟยหลงแค่นยิ้มหยัน แววตาคมกริบเปล่งประกายความดุดันดั่งพญาเสือที่ถูกลูบคม มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวบางของนางไว้แน่น สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดความมั่นคงมาสู่นางท่ามกลางลมหนาวเหน็บยามราตรี "ไม่ว่าเบื้องบนจะส่งใครมา ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหลุมศพนี้ข้าก็ไม่ยอมปล่อยให้ผู้ใดแตะต้องเจ้า" ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่กุมกันไว้ทำให้หัวใจที่เย็นชาของจินหลิงไหววูบเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตาบورุษผู้ยืนหยัดเคียงข้าง นางรู้ดีว่าเส้นทางเบื้องหน้านั้นเต็มไปด้วยขวากหนามและหลุมพรางแห่งความตาย แต่ตราบใดที่พวกเขายังจับมือกันก้าวเดิน หมากตานี้... นางไม่มีวันยอมแพ้อย่างแน่นอน ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ เสียงฝีเท้าฝรุ่มฝ่าอันเร่งรีบก็ดังขึ้นจากนอกประตูหอตำราอีกครั้ง พร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกของขันทีเฒ่าประจำพระราชสำนัก "ใต้เท้า! ชินอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ...!" ประตูไม้บานใหญ่ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง แสงคบเพลิงสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาเผยให้เห็นร่างของขันทีเฒ่าที่หอบหายใจโยนตัวคุกเข่าลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อกาฬไหลโทรมกายราวกับเพิ่งวิ่งหนีตายมาไกล "มีพระราชโองการด่วน...!" ขันทีเฒ่าละล่ำละลักกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ชูราชสีห์ทองคำประทับตราหยกในมือขึ้นสูง "มีรับสั่งให้ชินอ๋องและกุนซือเสิ่น... เข้าเฝ้าหน้าพระพักตร์ ณ ตำหนักไร้เงาทันทีอย่างไร้เงื่อนไข!" จินหลิงหรี่ตาลงทันที ตำหนักไร้เงา... คือสถานที่ที่ใช้ไต่สวนนักโทษกบฏและขุนนางทรยศ เป็นเขตอภัยทานที่ถูกยกเลิก และผู้ใดที่ก้าวเข้าไป... แทบไม่เคยมีใครได้เดินกลับออกมาอย่างมีลมหายใจอีกเลย เฟยหลงแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ แววตาฉายแววเย้ยหยันฟ้าดินอย่างถึงที่สุด เขากำมือของจินหลิงแน่นขึ้นอีกนิดก่อนจะก้าวออกไปเผชิญหน้ากับโชคชะตาที่กำลังรออยู่เบื้องหน้า ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางในหหมากเกมอำนาจนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%