"ช่างเป็นแผนการที่ยอดเยี่ยมเสียจริง... กุนซือเสิ่น"
ปลายนิ้วเรียวยาวที่ถือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามหยุดชะงักลงเล็กน้อย เสิ่นจินหลิงมิได้หันกลับไปทัน2ที นางเพียงทอดสายตาไปยังผืนน้ำในสระบัวเบื้องหน้า ซึ่งสะท้อนเงาแสงจันทร์นวลตาอันหนาวเยือกในยามวิกาล อาภรณ์สีเทาเข้มปักลายเมฆาล้อมจันทร์กลืนไปกับความมืดมิดของเรือนรับรองบูรพา มีเพียงกลิ่นอายจางๆ ของชาไป๋ฮ่าวอิ่นเจินที่ลอยกรุ่นอยู่กลางอากาศเท่านั้น ที่บ่งบอกว่าที่นี่มิได้ไร้ซึ่งผู้คน
ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทของชินอ๋องเฟยหลงก้าวเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง เช่นเดียวกับทุกคราที่เขาปรากฏกายในยามที่นางกำลังประจันหน้ากับหมากกระดานใหญ่แห่งราชสำนัก แววตาคมกริบดั่งพญาอินทรีย์คู่นั้นทอดมองแผ่นหลังบอบบางที่ซ่อนไว้ด้วยมันสมองอันน่าสะพรึงกลัว ท่ามกลางความตึงเครียดจากราชโองการลับของฮ่องเต้หมิงเต๋อที่เพิ่งถูกทำลายลงในกองไฟ
"หากมิใช่เพราะฝ่าบาททรงเร่งรัดบีบคั้น หม่อมฉันไหนเลยต้องใช้แผนการที่เสี่ยงต่อศีลธรรมเช่นนี้เลเพคะ" เสิ่นจินหลิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับบุรุษผู้กุมชะตากรรมของทหารแสนนายในค่ายชายแดน
ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงก้าวเดียว กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยผสมผสานกับกลิ่นสนและควันดาบจางๆ จากกายของเฟยหลงโอบล้อมร่างของนางไว้ ชินอ๋องก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนเสิ่นจินหลิงต้องเงยหน้าขึ้นสบตา เขามีรูปร่างสูงสง่าจนนางต้องแหงนมองเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มคู่นั้นยามนี้มิได้เย็นชาไร้ความรู้สึกดังเช่นยามออกว่าราชการสงคราม แต่กลับลึกล้ำราวกับห้วงสมุทรยามราตรีที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
"เจ้าเอาชีวิตของตนเองไปแขวนไว้บนเส้นด้ายในตำหนักฮองเฮาเมื่อวันก่อน เพื่อสับเปลี่ยนบัญชีลับคลังหลวง... เจ้าคิดว่าเปิ่นหวางตาบอดกระนั้นหรือ" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟัน แม้จะมีความตำหนิอยู่เจือจาง ทว่ากลับอัดแน่นไปด้วยความห่วงใยที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความเยือกเย็นมาเนิ่นนาน
เสิ่นจินหลิงนิ่งงันไปชั่วขณะ นางลอบกลืนก้อนความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมาในลำคอ ปลายนิ้วมือที่ประสานกันไว้ใต้แขนเสื้อสั่นเทาเล็กน้อยแต่นางสะกดกลั้นไว้ได้ทัน นางแย้มสร้อยยิ้มบางเบา ราวกับดอกเหมยที่แย้มบานท่ามกลางหิมะโปรยปราย
"หากหม่อมฉันไม่ทำเช่นนั้น แล้วใครเล่าจะเป็นผู้ดึงหน้ากากของเสนาบดีหลี่ออกมาประจานต่อหน้าพระพักตร์? ท่านอ๋อง... เราต่างก็รู้ดีว่าฮ่องเต้หมิงเต๋อทรงรอเวลาที่จะกำจัดเราทั้งคู่พ้นทางอยู่ ทุกย่างก้าวของหม่อมฉันคือการเดินบนคมดาบ หากพลาดพลั้งแม้แต่เพียงครึ่งก้าว ศีรษะของหม่อมฉันคงหลุดจากบ่าไปนานแล้ว"
"แต่เจ้าก็ไม่ควรเอาตัวเข้าแลกกับความตาย!" เฟยหลงตวาดเสียงต่ำอย่างเหลืออด มือหนาเอื้อมคว้าข้อแขนบอบบางของนางไว้แน่น แรงบีบไม่ได้ทำให้นางเจ็บปวด ทว่ามันสั่นสะท้อนถึงความหวาดกลัวที่บุรุษผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดในใต้หล้าผู้นี้ต้องเผชิญยามที่คิดว่านางเกือบเอาชีวิตไม่รอด "เจ้าคิดว่าเปิ่นหวางยอมสูญเสียคนสำคัญไปเพื่อชัยชนะปลอมๆ เหล่านี้หรืออย่างไร?"
คำว่า 'คนสำคัญ' ทำให้หัวใจของกุนซือหญิงผู้เยือกเย็นกระตุกวูบ ดั่งมีค้อนเหล็กหนักอึ้งทุบลงกลางอก ความสัมพันธ์ของพวกเขามิใช่เพียงแค่เจ้านายกับผู้ใต้บังคับบัญชา มิใช่เพียงแค่สหายร่วมรบที่วางแผนพลิกแผ่นดิน แต่มันคือความผูกพันที่หล่อหลอมด้วยเลือด น้ำตา และความลับที่มิอาจแพร่งพรายให้ผู้ใดล่วงรู้ ท่ามกลางเกมการเมืองที่เต็มไปด้วยการหักหลังและหน้ากากจอมปลอม มีเพียงอ้อมแขนของบุรุษผู้นี้เท่านั้นที่ปลอดภัยที่สุดในโลกหล้า
เสิ่นจินหลิงมิได้ดึงแขนออก นางเงยหน้าสบตากับเขาตรงๆ แววตาคู่คมที่เคยฉายแววเด็ดเดี่ยวในยามนี้กลับไหวระริกด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอขึ้นมาอย่างสุดจะกลั้น "แล้วท่านอ๋องเลดقคะ... หลายปีมานี้ ท่านคิดว่าหม่อมฉันทำเพื่อสิ่งใด? เพื่อแผ่นดินราชวงศ์ต้าถังกระนั้นหรือ? หรือเพื่อบัลลังก์มังกรที่แปดเปื้อนเลือดนั่น?"
เฟยหลงชะงัก ลมหายใจอุ่นร้อนของเขารินรดอยู่บนหน้าผากของนาง มือที่จับข้อแขนเปลี่ยนเป็นโอบกระชับเอวบางของนางเข้าหาตัวอย่างแนบแน่น จนแผ่นอกกว้างแนบชิดกับร่างอรชร ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากกายของเขาทำให้น้ำตาของเสิ่นจินหลิงร่วงเผาะลงอาบแก้มอย่างเงียบงัน
"เปิ่นหวางรู้... เปิ่นหวางรู้ดีทุกอย่าง จินหลิง" เสียงของเขาอ่อนลง ยามที่เอמהนามชื่อจริงของนาง มันเต็มไปด้วยความเว้าวอนและความรักลึกซึ้งที่กักเก็บไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจมาเนิ่นนาน "เปิ่นหวางสร้างกองทัพบูรพา รวบรวมอำนาจทั้งหมด ก็เพื่อปกป้องบ้านเมืองส่วนหนึ่ง... แต่ส่วนที่สำคัญที่สุด คือการสร้างแผ่นดินที่ปลอดภัยพอจะให้สตรีเช่นเจ้าได้ยืนเคียงข้างอย่างสง่างาม โดยไม่ต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงกับเกมการเมืองสกปรกเหล่านี้อีกต่อไป"
ดวงตาของเสิ่นจินหลิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งไหลบ่าเข้าสู่หัวใจที่ด้านชามานานนับปี นางซบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของเขาอย่างไร้การป้องกัน หยาดน้ำตาซึมผ่านเนื้อผ้าสีดำสนิทของอาภรณ์ ชินอ๋องเฟยหลงยกมือขึ้นโอบกอดร่างของนางไว้แน่น ฝังใบหน้าลงกับเรือนผมดำขลับที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกอิงฮวา
ในค่ำคืนที่จันทร์กระจ่างสาดส่องลงมายังใจกลางความขัดแย้งของแผ่นดิน ทั้งสองต่างเปิดเปลือยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา ไร้ซึ่งกลอุบาย ไร้ซึ่งหน้ากากของกุนซือและท่านอ๋อง มีเพียงคนสองคนที่เหนื่อยล้าจากสงครามอำนาจ และหัวใจที่โหยหาความอบอุ่นจากกันและกัน
ริมฝีปากหนาประทับลงบนเรือนผมของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่เต็มไปด้วยความทะนุถนอมและคำสัญญาที่ไม่ได้เปล่งเป็นวาจา ทว่าเสิ่นจินหลิงกลับรับรู้ได้ด้วยจิตวิญญาณว่า ไม่ว่าวันข้างหน้าฮ่องเต้หมิงเต๋อจะส่งเงาพยัคฆ์หรือยาพิษใดมาคร่าชีวิตนาง บุรุษผู้นี้ก็จะไม่มีวันยอมปล่อยให้นางจากไปอย่างแน่นอน
ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศกำลังล้อมกรอบไปด้วยความหวานล้ำและเปี่ยมด้วยความมั่นคงนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงเคาะเกราะเหล็กกระทบกันดังขึ้นที่นอกประตูก็ทำลายความเงียบสงบลงทันที
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! ด่วนจี๋จากเมืองหลวง... มีพระราชโองการลับด่วนที่สุด ตราประทับหยกหลวง... ถูกส่งมาถึงมือแม่ทัพหน้าค่ายแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงรายงานจากองครักษ์เงาที่หน้าประตูเรือน ทำให้เฟยหลงชะงักกายเล็กน้อย ดวงตากลับมาคมกริบดั่งเดิมในชั่วพริบตา เสิ่นจินหลิงผละออกจากอ้อมอกของเขาอย่างรวดเร็ว แววตากลับคืนสู่ความเฉียบคมดั่งกุนซือผู้ไร้พ่าย ทว่าเมื่อนางก้มลงมองที่โต๊ะน้ำชา ใกล้กับถ้วยชาที่พวกเขากำลังสนทนากัน ปรากฏรอยหยดน้ำสีดำคล้ำที่กัดกร่อนผิวไม้จนเป็นรูโหว่...
ยาพิษไร้สีไร้กลิ่น... ถูกป้ายไว้ที่ถ้วยชาของนางตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้กุนซือหญิงของเรามาจนถึงตอนนี้ พบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา•ตอนที่ 17
จันทร์กระจ่างใจกลางใจ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!