เสียงกระเบื้องเคลือบกระทบโต๊ะไม้จันทน์หอมดัง *กริ๊ก* เบาๆ ทว่ากลับบาดลึกดั่งเสียงคมดาบที่เพิ่งถูกชักออกจากฝักในท้องพระโรงอันโอ่อ่า
เสิ่นจินหลิงไม่ได้กะพริบตาแม้แต่น้อย อาภรณ์ผ้าต่วนสีนิลปักดิ้นเงินลายเมฆาล้อมมังกรห้าเล็บขยับไหวตามจังหวะการหายใจที่สม่ำเสมอ นางสวมหมวกคลุมหน้าโปร่งบางสีขาวเพื่ออำพรางร่องรอยความเจ็บแค้นในอดีต ทว่าดวงพักตร์ภายใต้ผ้าบางนั้นกลับกระจ่างชัดและเยือกเย็นจนขุนนางชราฝั่งซ้ายถึงกับต้องเบือนหน้าหนี
"เสิ่นกุนซือ... ท่านช่างกล้าหาญยิ่งนัก"
เสียงแหบแห้งของมหาเสนาบดีจางดังขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดดันมานานนับเค่อ (ประมาณ 15 นาที) เขาหัวเราะในลำคออย่างแห้งแล้ง แววตาเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความเจ้าเล่ห์และอำนาจที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ "เพียงแค่สตรีสกุลเสิ่นผู้ตกอับ ไยจึงอาจหาญเสนอแผนยุทธศาสตร์ที่อาจทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟเพื่อสนองความทะเยอทะยานของชินอ๋องเช่นนี้เล่า? หรือว่า... ห้องหอในจวนอ๋องจะทำให้สมองของกุนซือผู้ปราดเปรื่องเริ่มเลอะเลือนเสียแล้ว"
คำพูดถากถางนั้นดังสะท้อนไปทั่วตำหนักรับรอง เหล่าขุนนางกังฉินที่ยืนเรียงรายต่างส่งเสียงหัวเราะต่อกระซิบอย่างเย้ยหยัน พวกเขาคือนกแร้งที่รอคอยทึ้งซากเนื้อของตระกูลเสิ่นมาเนิ่นนาน และในยามนี้พวกเขากลับคิดจะใช้หมากตัวนี้เพื่อโค่นล้มบุรุษผู้กุมทัพใหญ่แห่งหุบเขาบูรพา
จินหลิงแย้มยิ้ม รอยยิ้มของนางงดงามดั่งดอกเหมยแย้มกลีบกลางเหมันต์ ทว่ากลับหนתเหน็บจนกระดูกสันหลังของคนมองเย็นวาบ นางค่อยๆ ยกถาดชาหยกขึ้นรินน้ำชาสีอำพันลงในจอกกระเบื้องเคลือบอย่างเชื่องช้า ละเมียดละไมราวกับกำลังชมทัศนียภาพอันน่ารื่นรมย์ ไม่ใช่กำลังเผชิญหน้ากับฝูงสุนัขป่าที่พร้อมจะขย้ำ
"ใต้เท้าจางกล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไพเราะราวกับเสียงพิณ แต่กลับทรงพลังจนทุกคนต้องเงียบเสียงลงเพื่อฟัง "แผ่นดินจะลุกเป็นไฟหรือไม่ มิได้ขึ้นอยู่กับว่าข้าเสนอแผนการใด แต่อยู่ที่ว่า... ในมือของพวกท่านเวลานี้ มีเอกสารลับจากชายแดนตะวันออกซ่อนอยู่กี่ฉบับกันแน่"
สิ้นคำพูดนั้น สีหน้าของมหาเสนาบดีจางก็เปลี่ยนสีในทันที ดั่งถูกกระชากหน้ากากออกกลางลานประลอง
"บังอาจ! เจ้ากล้ากล่าวหาข้ารึ!" มหาเสนาบดีตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ลุกขึ้นยืนจนตัวสั่นเทาด้วยความโกรธเกรี้ยว "ทหาร! สตรีสามหาวผู้นี้บังอาจหมิ่นเกียรติขุนนางชั้นผู้ใหญ่ นำตัวไป..."
"ช้าก่อน"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำ เยือกเย็น และทรงอำนาจจนน่าสะพรึงกลัวดังแทรกขึ้นจากความมืดเบื้องหลังม่านมุก ชินอ๋องเฟยหลงก้าวพระบาทออกมาด้วยท่าทีสง่างามดั่งพญาราสี ฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายพยัคฆ์ทองคำสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านกดทับบรรยากาศในห้องจนทุกคนแทบหยุดหายใจ
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าชินอ๋องจะเสด็จมาถึงก่อนกำหนด พระองค์ทรงหยุดยืนเบื้องหลังเสิ่นจินหลิง พระหัตถ์หนาวางลงบนพนักเก้าอี้ที่นางนั่งอยู่ ราวกับเสือโคร่งประกาศอาณาเขตของตนเอง สายพระเนตรคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองเหล่าขุนนางกังฉินทีละคนอย่างเชื่องช้า
"เปิ่นหวางอยากรู้ยิ่งนัก ว่าผู้ใดในที่นี้... กล้าแตะต้องกุนซือของเปิ่นหวาง"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทันที แม้แต่ลมหายใจก็แทบไม่มีใครกล้าผ่อนออกมา มหาเสนาบดีจางหน้าถอดสี คุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว ทว่าในแววตาคู่ชรานั้นยังคงแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมและแผนการขั้นสุดท้ายที่เตรียมไว้ตลบหลัง
ในวินาทีนั้นเอง ขันรับใช้คนสนิทของฮ่องเต้ก็ก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าเร่งรีบ ในมือชูราชโองการสีเหลืองทองอร่ามที่ส่งตรงมาจากท้องพระโรงชั้นใน
"มีพระราชโองการด่วนถึงชินอ๋องและเสิ่นกุนซือ!"
ทว่า ขันทีผู้นั้นยังไม่ทันได้คลี่ม้วนกระดาษออกอ่านจนจบ ประตูบานใหญ่เบื้องหน้าก็เปิดผางออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวขององครักษ์หลวงที่กุมกระบี่ชุ่มเลือดในมือ และถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวบริสุทธิ์ที่ส่งกลิ่นหอมหวานอันตรายถูกยื่นมาตรงหน้าจินหลิงจากเงาดำที่พุ่งเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว
"ดื่มเสีย... แล้วความลับทั้งหมดจะถูกฝังลงหลุมพร้อมกับเจ้า" สุ้มเสียงกระซิบแหบพร่าจากบุรุษปริศนาที่ยืนอยู่หลังฮ่องเต้เอ่ยขึ้น พร้อมกับถ้วยชาผสมยาพิษที่ถูกยกขึ้นจิบโดยตัวเขาเองครึ่งหนึ่งเพื่อท้าทาย
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลอันล้ำลึกมาด้วยกัน ณ ที่นี้นะคะ
กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา•ตอนที่ 12
รอยยิ้มที่ซ่อนคมดาบ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!