กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา•ตอนที่ 5

คำสารภาพของท่านอ๋อง

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มสิบปีลอยอวลเคล้ากับควันธูปไม้จันทน์สีขาวที่ม้วนตัวขึ้นสู่เพดานไม้สักแกะสลักลายหงส์เหิน ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในตำหนักส่วนตัวของชินอ๋อง เสิ่นจินหลิงชะตากรรมของนางในยามนี้มิได้แขวนอยู่บนปลายกระบี่ของมือสังหาร หากแต่แขวนอยู่บนความเปราะบางในแววตาของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพสงครามผู้ไร้พ่าย "ท่านอ๋องทรงตรัสสิ่งใดออกมา... พระองค์ทรงทราบหรือไม่ว่ากำลังตรัสกับผู้ใดอยู่" น้ำเสียงของกุนซือหญิงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ ทว่าปลายนิ้วเรียวที่กำลังประสานกันไว้ใต้แขนเสื้อกว้างกลับจิกเข้าหากันจนเล็บแทบจมลงไปในเนื้อ นางพยายามรักษาท่าทีเยือกเย็นดั่งเช่นทุกครา ทว่าหัวใจกลับเต้นระรัวราวกับกลองศึกยามใกล้รุ่ง เฟยหลงไม่ตอบคำถามนั้นทันที เขายังคงประทับนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะอักษรไม้ฮวาหลี ร่างสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีเข้มปักดิ้นลายมังกรห้ากรงเล็บดูราวกับถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากเหล็กกล้าและน้ำแข็ง ความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นเป็นเกราะกำบังที่ผู้คนต่างหวาดกลัวมาเนิ่นนาน ทว่าในยามนี้ เกราะกำบังชิ้นนั้นกลับมีรอยร้าวปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด "ข้าเหนื่อยแล้ว... จินหลิง" คำพูดเพียงสามคำนี้กลับหนักอึ้งดั่งขุนเขาไท่ซาน มันไม่ใช่คำตัดพ้อของแม่ทัพผู้เกรียงไกร แต่เป็นเสียงทอดถอนใจของบุรุษผู้แบกรับชะตากรรมของคนนับแสนไว้บนบ่าโดยไร้ซึ่งที่พักพิง เฟยหลงค่อยๆ เงยพระพักตร์ขึ้น สบตากับดวงเนตรคมกริบของสตรีตรงหน้า แววตาคู่นั้นที่เคยคมปลาบดั่งคมดาบในยามออกศึก บัดนี้กลับฉายประกายความโดดเดี่ยวเวิ้งว้าง ราวกับคนเดินทางไกลที่หลงอยู่ในทะเลทรายอันไร้ขอบเขตมาแรมปี ไร้ซึ่งแสงดาวนำทาง และไร้ซึ่งอ้อมกอดของผู้ใดให้ซบพัก เสิ่นจินหลิงนิ่งงันไปชั่วขณะ นางเคยชินกับการเห็นเขาวางแผนยุทธศาสตร์อย่างเลือดเย็น เคยชินกับการเห็นเขาสั่งประหารชีวิตทรชนโดยไม่กะพริบตา ทว่านางไม่เคยเตรียมใจรับมือกับ 'ความอ่อนแอ' ที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากพญามังกรผู้นี้เลยแม้แต่น้อย "ใต้หล้าต่างหวาดกลัวข้า ฮ่องเต้ทรงระแวงว่าข้าจะชิงบัลลังก์ เหล่าขุนนางต่างจ้องหาจังหวะแทงข้างหลังข้า ทหารในค่ายมองข้าเป็นดั่งเทพเจ้าที่ไม่รู้จักเจ็บปวด..." เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เจือด้วยความเย้ยหยันและร้าวรานยิ่งกว่าความตาย "แต่ไม่มีผู้ใด... แม้แต่คนเดียวที่มองเห็นว่า ข้าก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่มีเลือดเนื้อ มีความกลัว และมีความเจ็บปวดไม่ต่างจากคนทั่วไป" เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาใกล้สตรีตรงหน้าทีละก้าว ทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังบีบอัดบรรยากาศรอบตัวให้แคบลงจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าเสิ่นจินหลิงมิได้ถอยหลังหนี นางเพียงแต่เงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาที่เริ่มสั่นไหวเล็กน้อย "ท่านอ๋อง... พระองค์ทรงมีภาระหน้าที่ที่ต้อง..." "หน้าที่หรือ?" เฟยหลงสวนขึ้นทันควัน น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่น่าฟังยิ่งนัก เขายื่นมือออกไป ปลายนิ้วอุ่นจัดแตะลงบนพวงแก้มเนียนนุ่มของนางอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะสลายหายไป กลีบปากหยักลึกเอื้อnวาจาด้วยความจริงจังที่กรีดลึกลงไปถึงก้นบึ้งหัวใจ "หน้าที่คือโซ่ตรวนที่ล่ามข้าไว้กับกองเลือดและสนามรบ แต่เจ้า... เสิ่นจินหลิง เจ้าคือลมหายใจเดียวที่ทำให้ข้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อในวันพรุ่งนี้" คำสารภาพที่หลุดออกมาจากโอษฐ์ของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง ทำให้กุนซือหญิงถึงกับลมหายใจสะดุด ความเงียบเข้าปกคลุมรอบกายอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันไม่ใช่ความอึดอัด หากแต่มันเต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกอันร้อนแรงที่ซัดสาดเข้ามาปะทะกันจนหัวใจแทบแหลกสลาย นางรู้ดีถึงฐานะของตนเอง นางเป็นเพียงบุตรสาวขุนนางตกยากที่เข้ามาพัวพันในเกมการเมืองอันสกปรก นางมีความแค้นที่ต้องสะสาง มีเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง และการเข้ามาใกล้ชิดกับชุนอ๋องผู้นี้อาจนำพาหายนะมาสู่ชีวิตได้ทุกเมื่อ ทว่ายามนี้ เมื่อปลายนิ้วอุ่นของเขายังคงลูบไล้อยู่บนพวงแก้ม กำแพงน้ำแข็งที่นางสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองกลับพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า "ท่านพูดเช่นนี้... ทรงลืมไปแล้วหรือเพคะว่าพวกเรากำลังยืนอยู่บนปากเหวแห่งความตาย" นางพยายามเอ่ยเตือนสติด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย "ข้าไม่เคยลืม" เฟยหลงโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่บนผิวแก้ม "และเพราะข้าอยู่บนปากเหว ข้าจึงต้องการเจ้า... มายืนเคียงข้างข้า ไม่ว่าเบื้องล่างจะเป็นห้วงเหวแห่งความตายหรือบัลลังก์มังกรก็ตาม" ดวงตาคู่คมของเขาพินิจพิเคราะห์ทุกรายละเอียดบนใบหน้าของนาง ราวกับต้องการสลักภาพนี้ไว้ในดวงวิญญาณ ความลึกซึ้งและมั่นคงในแววตานั้นหนักแน่นดั่งหินผา ต่อให้แผ่นดินจะล่มสลายหรือฟ้าดินจะพลิกคว่ำ บุรุษผู้นี้ก็ไม่มีวันปล่อยมือจากสตรีที่เขารักเป็นแน่ เสิ่นจินหลิงเม้มริมฝีปากแน่น นางหลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อรวบรวมสติที่หลุดลอย ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยประกายตาที่เด็ดเดี่ยวและอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ในเมื่อสวรรค์เล่นตลกให้พวกเขากลายเป็นหมากตัวสำคัญในกระดานอำนาจนี้ นางก็ยินดีจะเดิมพันทุกอย่าง... แม้กระทั่งชีวิตของตนเอง ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความหวานล้ำและเปราะบางนั้นเอง... *เคร้ง!* เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากนอกตำหนัก ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก้าวที่กำลังมุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับพายุ! เฟยหลงชักกระบี่ออกจากฝักในเสี้ยววินาที ร่างสูงกางแขนออกปกป้องกุนซือหญิงไว้เบื้องหลังทันทีด้วยสัญชาตญาณนักรบ ประตูห้องหนังสือถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบด้วยพลังภายในอันรุนแรง แสงไฟจากคบเพลิงด้านนอกสาดส่องเข้ามาเผยให้เห็นเงาร่างของราชองครักษ์เสื้อแพรนับสิบชีวิตที่กรูเข้ามาล้อมรอบตำหนักไว้ทุกด้าน และผู้ที่ก้าวเดินตามเข้ามาด้วยรอยยิ้มเยียบเย็นเหนือร่างทั้งปวง คือขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ พร้อมกับราชโองการสีทองอร่ามที่ชูขึ้นสูงเด่นในมือ "ชินอ๋องเฟยหลง... ฝ่ามีพระราชโองการด่วน! มีรับสั่งให้ควบคุมตัวกุนซือเสิ่นจินหลิงในข้อหา... 
สมรู้ร่วมคิดกับกบฏแดนบูรพา!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุลูกนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%