หมึกสีชาดบนฎีกาแผ่นนั้นยังไม่ทันแห้งสนิทดีด้วยซ้ำ กลิ่นอายความอัปยศก็คละคลุ้งไปทั่วตำหนักค่ายทหารบูรพา เสิ่นจินหลิงยืนนิ่งสนิท อาภรณ์สีขาวปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินสะท้อนแสงตะเกียงวูบวาบตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างแกะสลัก ปลายนิ้วเรียวบางที่เคยตวัดพู่กันวางแผนกลยุทธ์พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน บัดนี้กลับเย็นเฉียบราวกับถูกแช่ด้วยน้ำแข็งจากยอดเขา
"ข้อหา... สมคบคิดกับกงจื้อแคว้นเป่ย ขนถ่ายศาสตราวุธออกนอกอาณาเขตเพื่อรอวันเป็นกบฏ"
น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น ไร้ซึ่งร่องรอยความตื่นตระหนก ทว่ากลับทรงพลังจนแม่ทัพรองผู้ถือราชโองการฉบับนั้นถึงกับต้องหลบสายตา
ในห้องโถงกว้าง ชินอ๋องเฟยหลงประทับนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงแกะสลักจากไม้จันทน์ดำ ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬแฝงไว้ด้วยรัศมีกดดันที่แผ่ขยายออกมาราวกับพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองตราประทับสีชาดรูปมังกรบนแผ่นกระดาษด้วยความรู้สึกเย้ยหยัน พระองค์ไม่แม้แต่จะชายตากลัวเกรงอำนาจจากเมืองหลวงที่พยายามเอื้อมมือเข้ามาบั่นทอนรากฐานของกองทัพชายแดน
"ฮ่องเต้ช่างทรงปรีชาสามารถยิ่งนัก" เฟยหลงตรัสด้วยพระสุรเสียงทุ้มต่ำ กังวาน และราบเรียบจนน่ากลัว "ส่งราชโองการมากล่าวหาทหารในสังกัดกองทัพบูรพาผู้หลั่งเลือดปกป้องแผ่นดินมาสามชั่วอายุคน ว่าเป็นกบฏ... ช่างเป็นข้อหาที่รวดเร็วยิ่งกว่าการสะสางคูเมืองเสียอีก"
"ท่านอ๋องโปรดระวังพระโอษฐ์!" แม่ทัพรองจากส่วนกลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แม้จะหวาดกลัวอำนาจดุดันของชินอ๋องเพียงใด แต่เบื้องหลังเขามีราชโองการสวรรค์ค้ำคออยู่ "นี่คือพระราชประสงค์จากพระเนตรพระกรรณของโอรสสวรรค์ หลักฐานการส่งมอบศัสตราวุธที่ชายแดนบูรพาถูกส่งตรงถึงมือใต้เท้าอี้แล้ว พยานบุคคลและพยานวัตถุมัดตัวแน่นหนา ทหารสังกัดกองร้อยที่สามสิบสองเกร็ดมังกรทั้งกองพันถูกคุมตัวไว้รอรับโทษทัณฑ์ขั้นเด็ดขาดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เสิ่นจินหลิงหันขวับไปสบตากับแม่ทัพรองผู้นั้น แววตาคมปลาบดุจคมกระบี่วาววับขึ้นวูบหนึ่ง นางก้าวเท้าช้า ๆ อาภรณ์เนื้อดีทิ้งตัวพลิ้วไหวตามจังหวะการเดินอันสง่างาม
"หลักฐานแน่นหนางั้นหรือเจ้าคะ?" จินหลิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ากลับแฝงประกายคมกริบเชือดเฉือน "กองร้อยที่สามสิบสองเกร็ดมังกรคือหน่วยรบที่ถือตราสัญลักษณ์พิทักษ์ชายแดนเหนือ พวกเขาเคยใช้เลือดเนื้อเข้าแลกเพื่อยันกองทัพแคว้นเป่ยไว้สามวันสามคืนจนตัวตาย ทหารเหล่านี้แม้แต่ข้าวสารสักเมล็ดในคลังหลวงยังไม่เคยหยิบฉวยโดยพลการ ไยจึงกล้าอาจหาญขนอาวุธไปขายให้ศัตรู ใต้เท้าผู้ตรวจการ... ท่านใช้สมองส่วนไหนคิด หรือใช้ความหวาดระแวงของราชสำนักมาเป็นบรรทัดฐานตัดสินความผิดกันแน่!"
"ท่านกุนซือเสิ่น! ท่านอย่าได้ปากกล้าเกินไป!" แม่ทัพรองตบโต๊ะเสียงดังสนั่น "นี่คือคดีกบฏแผ่นดิน โทษทัณฑ์คือประหารเจ็ดชั่วโคตร! หากท่านยังเข้าข้างพวกมัน ระวังหัวของท่านจะหลุดจากบ่าโดยไม่รู้ตัว!"
บรรยากาศภายในห้องโถงพลพุ่งดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งในพริบตา ชินอ๋องเฟยหลงมิได้ทรงกริ้วด้วยการตบโต๊ะหรือตรัสคำรามออกมา ทว่าแววตาของพระองค์กลับเปลี่ยนเป็นสีนิลมืดสนิทราวกับห้วงเหวลึก ทรงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกำยำก้าวเข้าไปหาแม่ทัพรองผู้นั้นทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับหนักหน่วงดั่งภูเขาถล่มลงมาทับอก
"เปรี้ยง!"
แรงกดดันมหาศาลจากปราณภายในของชินอ๋องระเบิดออกจนหน้าต่างกระดาษรอบตำหนักกระพือไหว แม่ทัพรองเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นในทันที เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มดวงหน้าซีดเผือด
"เป่ยเฟิง... กล้าหาญนักนะ" เฟยหลงตรัสด้วยพระสุรเสียงเยียบเย็น ชิดริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง "กล้าเอาคำว่า 'กบฏ' มายัดเยียดให้คนของเปิ่นหวางถึงถิ่น กองทัพบูรพาอยู่ใต้การดูแลของเปิ่นหวางมาสิบปี ใครกินข้าวหม้อไหน ใครถือหอกปกป้องแผ่นดิน ใครเป็นหนอนกระบือทรยศชาติ เปิ่นหวางย่อมรู้ดียิ่งกว่าฮ่องเต้ในวังหลวงเสียอีก!"
เสิ่นจินหลิงเอื้อมมือเรียวไปแตะที่ข้อพระหัตถ์ของชินอ๋องเบา ๆ สัมผัสอุ่นร้อนจากนางทำให้อุณหภูมิความเดือดดาลในกายของชายหนุ่มสงบลงครึ่งหนึ่ง ดวงตากลมโตคู่สวยหันกลับมามองแผนที่ยุทธศาสตร์บนโต๊ะไม้ที่มีหมุดปักแสดงตำแหน่งกองกำลัง นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ
"ท่านอ๋องเพคะ พระองค์ทรงตรัสถูกแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของทหารกลุ่มหนึ่งถูกใส่ร้าย" จินหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงวิเคราะห์อย่างแยបคาย "หากแต่เป็นหมากตาสูงที่ฮ่องเต้และกลุ่มอำนาจเก่าในราชสำนักต้องการบีบให้เราต้อง 'ขยับ' หากเราส่งตัวทหารเหล่านั้นไปเมืองหลวง พวกเขาจะถูกทรมานจนต้องยอมรับสารภาพเท็จ จากนั้นข้อหา 'กบฏ' จะถูกป้ายสีมาถึงกองทัพบูรพาและตัวท่านอ๋องอย่างชอบธรรม แต่หากเราขัดขวางไม่ส่งมอบตัว... ราชสำนักก็จะมีข้ออ้างในการประกาศกฤษฎีกาส่งกองทัพหลวงมาปราบปรามในฐานะกบฏทันที"
เป็นหมากที่เดินตานisไหนก็มีแต่เสียกับเสีย ช่างเป็นแผนการที่เลือดเย็นและแยบยลไร้ที่ติสมกับเป็นฝีมือของฮ่องเต้หมิงเต๋อและเสนาบดีผู้กุมอำนาจเบื้องหลัง
เฟยหลงหันมาทอดพระเนตรหญิงสาวข้างกาย สายตาที่ทอดมองเต็มไปด้วยความลึกล้ำและความผูกพันที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ทรงรู้ดีว่าสตรีผู้นี้มิได้เพียงแต่ช่วยราชกิจ แต่คือนางพญาผู้กุมหัวใจและวิญญาณของพระองค์ไว้ทั้งหมด
"แล้วเจ้าคิดว่า เปิ่นหวางควรเดินหมากตาต่อไปอย่างไรดีเล่า จินหลิง" พระองค์ตรัสถามเสียงนุ่ม ทอดพระเนตรดวงหน้าหวานที่ฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
"ในเมื่อพวกมันต้องการเล่นเกมสกปรกบนกระดานนี้..." เสิ่นจินหลิงมุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกบัวหิมะบนยอดเขา ทว่ากลับเย็นเยียบจนน่าขนพองสยองเกล้า "เราก็แค่ทำลายกระดานทิ้งเสีย แล้วสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาแทนเจ้าค่ะ"
นางหันไปมองแม่ทัพรองที่ยังคงหมอบตัวตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"กลับไปทูลฮ่องเต้ว่า... ทหารสังกัดกองร้อยที่สามสิบสองเกร็ดมังกรทั้งกองพัน ได้สละชีพพลีชีพเพื่อปกป้องชายแดนจากกองโจรนอกด่านจนหมดสิ้นแล้ว ไม่มีผู้ใดเหลือรอดให้ไปรับโทษที่เมืองหลวงทั้งสิ้น!"
คำกล่าวนั้นทำให้แม่ทัพรองเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด นั่นคือการประกาศท้าทายราชโองการสวรรค์อย่างอุกอาจที่สุด!
ทว่า ก่อนที่ความตื่นตระหนกของทุกคนจะคลี่คลาย เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงหอบหายใจขององครักษ์เงาก็แวบเข้ามาทางประตูหน้าตำหนัก ร่างในชุดดำสนิทคุกเข่าลงเบื้องหน้าชินอ๋องด้วยท่าทีตื่นตระหนกอย่างยิ่งยวด
"ทูลท่านอ๋อง! กองกำลังทหารหลวงสามหมื่นนายภายใต้การนำของแม่ทัพเจียง ได้เคลื่อนพลข้ามแม่น้ำเขตแดนเข้ามาประชิดค่ายทหารบูรพาในระยะห้าลี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เสิ่นจินหลิงชะงักค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด กองกำลังมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึงสามวัน นั่นหมายความว่า... มีหนอนบ่อนไส้ระดับสูงที่รู้ความเคลื่อนไหวภายในค่ายทหารบูรพาคอยส่งข่าวให้ฝั่งศัตรูมาโดยตลอด!
เฟยหลงแค่นพระsửสสรวลออกมาเบา ๆ ทว่าแววตากลับลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งสงคราม พระองค์ทรงตวัดพระหัตถ์คว้ากระบี่ประจำพระองค์ที่พาดอยู่บนแท่นขึ้นมาถือไว้มั่น
"ดี... มาได้ดีนัก"
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงกงล้อรถเข็นไม้แกะสลักอย่างประณีตก็ดังขึ้นจากด้านนอกห้องโถง พร้อมกับเงาร่างของชายชราผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามา ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคนในที่นั้น
"ไม่ต้องออกไปรบหรอท่านอ๋อง..." น้ำเสียงแหบพร่าทว่าทรงอำนาจดังขึ้น "เพราะคนที่ยกทัพมาในค... ครั้งนี้ มิใช่มีเพียงทหารหลวงของฮ่องเต้ แต่มี... 'คนจากตระกูลเสิ่น' ที่ท่านตามหามาตลอดชีวิต ร่วมเดินทางมาด้วยขอรับ"
เสิ่นจินหลิงหน้าถอดสี ร่างบางสะท้านเฮือกขึ้นมาทันที เมื่อหันไปมองผู้มาใหม่ ดวงตาของนางก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น... บุคคลที่นั่งอยู่บนรถเข็นนั้น คืออดีตท่านอบมหาเสนาบดีผู้ล่วงลับที่ทุกคนคิดว่าถูกประหารไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน!
---
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับกุนซือหญิงของเรามาจนถึงวินาทีอันระทึกนี้ พบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา•ตอนที่ 19
รอยแยกแห่งความภักดี
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงไร้พ่ายกับท่านอ๋องผู้กุมความลับแห่งหุบเขาบูรพา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!