กลิ่นอายความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในห้องรับรอง VIP ไม่ได้ครึ่งหนึ่งของความหนาแน่นที่แผ่ออกมาจากแววตาของพิมพ์มาดา เธอนั่งไขว่ห้าง หลังพิงพนักโซฟาหนังแท้ด้วยท่าทีที่สงบนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อน ทว่าทุกเส้นเอ็นบนร่างกลับตึงเครียด เธอไม่ได้มองหน้าผู้ชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม—คณิน อดีตสามีผู้เคยประกาศกร้าวว่าหยาดน้ำตาของเ녀ไม่มีค่าแม้แต่เศษกระดาษ
กระดาษแผ่นบางในมือของคณินสั่นเทาเล็กน้อย มันคือเอกสารสิทธิ์การถือครองหุ้นในเครือบริษัทที่เขาเพิ่งเซ็นโอนลอยเพื่อแลกกับการได้พบหน้าลูกเพียงสัปดาห์ละครั้ง แต่สิ่งที่หนักหน่วงยิ่งกว่ากระดาษแผ่นนั้น คือกำแพงความเงียบงันที่พิมพ์มาดาสร้างขึ้นมาคั่นกลางระหว่างเขากับเธอ
"คุณส่งคนไปตามสืบเรื่องโรงเรียนของน้องพีท... มันล้ำเส้นเกินไปแล้วนะคณิน"
เสียงของพิมพ์มาดาราบเรียบ ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว แต่มันกลับคมกริบเสียจนบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟัง เธอยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ทรماคนตัวโตที่นั่งกุมมือตัวเองแน่น
คณินกลืนก้อนความขมขื่นลงคอ รสชาติของมันฝาดเฝื่อนราวกับเศษแก้ว เขาจำต้องยอมรับว่าทุกย่างก้าวในวันนี้ คือผลผลิตจากเมล็ดพันธุ์แห่งความเย็นชาที่เขาเป็นคนหว่านไว้เองเมื่อหลายปีก่อน
"ผมแค่อยากรู้... อยากรู้ว่าลูกชอบเรียนวิชาอะไร หรือเวลาเขาไม่สบาย ใครเป็นคนคอยเช็ดตัวให้" คณินเค้นเสียงแหบพร่าออกมา สายตาคมกริบที่เคยใช้กด
พิมพ์มาดาหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไม่มีความสุขเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย เธ่าวางถ้วยแบล็กทีลงกระทบจานรองเสียงดัง *กริ๊ง* ดึงสายตาของคณินให้กลับมาประสานกับดวงตาสีดำสนิทที่เต็มไปด้วยร่องรอยของอดีต
"เพิ่งมานึกอยากรู้ตอนนี้ มันไม่สายไปหน่อยหรือคะ... อ้อ ขอโทษที ผมลืมตัวไปหน่อย" พิมพ์มาดายิ้มเยาะที่มุมปาก "สำหรับคุณ คณิน วงศ์วัฒนากุล ผู้ไม่เคยเสียเวลาให้สิ่งไร้ค่า การมานั่งถามเรื่องลูกตอนนี้ คงเป็นความพยายามไถ่บาปที่น่าขันที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น"
"พิมพ์..." คณินเอ่ยเรียกชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า มือหนายื่นออกไปหมายจะแตะหลังมือบางที่วางอยู่บนโต๊ะ แต่พิมพ์มาดากลับชักมือกลับอย่างรวดเร็วราวกับโดนของร้อน การปฏิเสธที่เด็ดเดี่ยวและไร้เยื่อใยนั้นทำเอาหัวใจของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลกระตุกวูบ
"อย่ามาแตะต้องตัวฉัน" เธอกล่าวเสียงต่ำ นัยน์ตาคู่สวยวับวาวด้วยประกายไฟแห่งความเจ็บปวดที่ยังไม่เคยจางหาย "รอยแผลเป็นที่คุณฝากไว้บนร่างกายและจิตใจของฉัน มันไม่ได้จางหายไปแค่เพราะคุณเอาเงินจำนวนมหาศาลมากองตรงหน้า หรือเพราะคุณทำท่าทางน่าสงสารเหมือนหมาถูกทิ้งในตอนนี้หรอกนะ"
"ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำมันเลวร้าย..." คณินกัดกรามแน่นจนสันนูนขึ้นมา ความทรมานจากการถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่ากำลังกัดกินความทะนงตนของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี "แต่ผมเปลี่ยนไปแล้ว พิมพ์... ผมสำนึกในสิ่งที่ทำลงไปแล้วจริงๆ ได้โปรด ให้โอกาสผมได้ทำหน้าที่พ่อ..."
"หน้าที่พ่อ?" พิมพ์มาดาทวนคำนั้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชุดสูทเข้ารูปสีเทาขับเน้นให้เธอดูทรงอำนาจและห่างไกลจากผู้หญิงอ่อนแอคนเดิมที่เคยร้องไห้อ้อนวอนขอความรักจากเขาลิบลับ "วันที่ลูกลืมตาดูโลกโดยไม่มีแม้แต่เงาของคุณ วันที่คุณบอกว่าเด็กคนนี้เป็นแค่ภาระผูกพัน... วันนั้น คุณเคยคิดถึงคำว่า 'หน้าที่' บ้างไหม?"
คำพูดของเธอบาดลึกราวกับคมมีดกรีดลงบนแผลสด คณินผุดลุกขึ้นตามโดยสัญชาตญาณ ขายาวก้าวเข้าไปใกล้เธอหมายจะรั้งร่างบางนั้นไว้ด้วยอารมณ์ที่เริ่มพลุ่งพล่านจากความอัดอั้น
แต่ทว่า... ในวินาทีที่คณินก้าวเข้าไปประชิดตัวและเอื้อมมือจะคว้าแขนของอดีตภรรยา ประตูห้องรับรอง VIP ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท พร้อมกับเสียงฝีเท้าและร่างของชายหนุ่มอีกคนก้าวเข้ามาด้วยความร้อนรน
"พิมพ์! คุณอยู่ที่นี่เอง ผมหาตั้งนาน... อ้าว คุณคณินก็อยู่ด้วยหรือครับ?"
ธนาณัติ ทนายความหนุ่มมือฉกาจและเพื่อนสนิทที่คอยเคียงข้างพิมพ์มาดาในยามมรสุมโหมกระหน่ำ หยุดยืนอยู่ตรงธรณีประตู สายตาคมกวาดมองคนทั้งสองที่ยืนเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด ก่อนที่ธนาณัติจะขยับเข้าไปยืนเคียงข้างพิมพ์มาดาอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ พร้อมกับยื่นมือไปโอบไหล่บางนั้นไว้อย่างสนิทสนม
ภาพนั้นบาดตาคณินจนเลือดในกายเดือดพล่าน เส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบๆ ความหึงหวงและความโกรธเกรี้ยวพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด
"เอาแขนโสโครกของคุณออกจากตัวภรรยา... อดีตภรรยาของผม" คณินคำรามเสียงต่ำในลำคอ ดวงตาดำมืดจ้องเขม็งไปยังมือของธนาณัติที่วางอยู่บนไหล่ของพิมพ์มาดา ราวกับจะฉีกอีกฝ่ายเป็นชิ้นๆ
ธนาณัติยิ้มมุมปากอย่างเหนือกว่า เขารู้ดีว่าจุดอ่อนของเสือร้ายอย่างคณินคืออะไร ทนายหนุ่มกระชับวงแขนที่โอบไหล่พิมพ์มาดาให้แน่นขึ้นอีกนิด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่น่าหมั่นไส้
"คุณคณินคงลืมไปแล้วกระมังครับว่า 'อดีตภรรยา' ของคุณคนนี้ เป็นอิสระตามกฎหมายมานานนับปีแล้ว และในฐานะที่ผมเป็นทั้งทนายส่วนตัวและ... คนที่ดูแลหัวใจของเธอในตอนนี้ ผมคิดว่าผมมีสิทธิ์ที่จะปกป้องเธอจากการถูกคุกคามนะครับ"
พิมพ์มาดาไม่ได้ปฏิเสธสัมผัสของธนาณัติ เธอกลับเงยหน้าขึ้นสบตาคณินด้วยแววตาที่ว่างเปล่าและเย็นชาที่สุด กำแพงน้ำแข็งรอบตัวเธอหนาทึบขึ้นจนไม่มีวันละลาย
"กลับไปเสียเถอะคณิน..." พิมพ์มาดากล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้เยื่อใย "แล้วจำไว้ว่า ต่อให้คุณพยายามเอาโลกทั้งใบมากองแทบเท้าผม... หัวใจดวงนี้ของคุณ ก็ไม่มีวันได้มันคืนอีกตลอดกาล"
พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินเคียงคู่ไปกับธนาณัติ มุ่งหน้าไปยังประตูทางออก โดยไม่แม้แต่จะชายตามองอดีตสามีที่ยืนแข็งค้างอยู่กับที่อีกเลย
คณินยืนกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้า
ในจังหวะที่หัวใจของเขากำลังจะแหลกสละเป็นจุล สายตากลับเหลือบไปเห็นแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลที่ธนาณิติวางทิ้งไว้บนโต๊ะรับแขก เอกสารบางส่วนเลื่อนหลุดออกมาจากแฟ้มเพราะแรงลมจากการเคลื่อนไหวเมื่อครู่ และสิ่งที่สะดุดตาคณินเข้าอย่างจังจนทำให้ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปชั่วขณะ...
ไม่ใช่เอกสารทางคดีความอย่างที่คาดคิด
แต่มันคือภาพถ่ายขนาด A4 ของเด็กชายวัยสามขวบคนหนึ่ง—เด็กชายที่มีโครงหน้า ดวงตา และรอยยิ้มถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับพิมพ์เดียวกัน... พร้อมกับข้อความตัวหนาที่จั่วหัวไว้บนหัวกระดาษแผ่นนั้นอย่างชัดเจน
*‘บันทึกการยื่นคำร้องขอเปลี่ยนนามสกุลบุตร และสิทธิ์การใช้นามสกุลมารดาแต่เพียงผู้เดียว’*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ดื่มด่ำความเจ็บปวด และสนับสนุนผลงานของ "บันทึกคนจร" เสมอมานะครับ
หย่าให้ขาด แล้วอย่ามาขาดใจที่หลัง•ตอนที่ 15
กำแพงน้ำแข็ง
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้ขาด แล้วอย่ามาขาดใจที่หลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!