กลิ่นหอมหวานของกุหลาบพันธุ์ดาวิดสตอเดอกจากฮอลแลนด์ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องทำงานของพิมพ์มาดาอบอุ่นขึ้นแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันกลับส่งกลิ่นอายความน่ารำคาญแผ่ซ่านจนเธอรู้สึกหายใจไม่สะดวก ช่อดอกไม้สีแดงเข้มขนาดมหึมาที่ถูกจัดแต่งอย่างประณีตโดยร้านดอกไม้ชื่อดัง ถูกวางตั้งตระหง่านอยู่บนโต๊ะทำงานตัวเก่ง แทนที่จะเป็นกองแฟ้มเอกสารและแปลนงานออกแบบที่เธอกำลังเร่งสะสาง
นี่คือช่อที่เจ็ด... ในรอบสัปดาห์
พิมพ์มาดาปรายตามองการ์ดอวยพรใบเล็กสีครีมผูกริบบิ้นทองที่เสียบอยู่กลางช่อดอกไม้ ลายมือหวัดทรงพลังแต่แฝงความดื้อรั้นนั้นไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นของใคร *“ขอโทษที่เคยทำให้เธอต้องร้องไห้อยู่คนเดียว หวังว่าดอกไม้เหล่านี้จะแต่งแต้มรอยยิ้มให้เธอนะครับ - คณิน”*
คำขอโทษที่มาพร้อมกับความพยายามไถ่บาปอย่างหน้าไม่อาย มันช่างน่าขันในสายตาของอดีตภรรยาผู้เคยถูกมองเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้าน
ก๊อกๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ร่างโปร่งของเลขาฯ สาวจะก้าวเข้ามาด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่อออก ในมือของเธอยังมีกล่องของขวัญผูกโบสีเงินแวววาวขนาดพอดีมือถือไว้ด้วย
"คุณพิมพ์ครับ... มีพนักงานจากแบรนด์เครื่องประดับระดับโลกมาส่งให้อีกแล้วครับ เขาบอกว่าเป็นคอลเลกชันใหม่ล่าสุดที่เพิ่งบินตรงมาจากปารีส และ..." เลขาฯ สาวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "คุณคณินกำชับว่า ถ้าคุณพิมพ์ไม่ยอมเปิดดู เขาจะยกทีมมาประชุมงานที่บริษัทเราด้วยตัวเองทุกวันครับ"
พิมพ์มาดาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างชัดเจน ดวงตากลมโตฉายแวววับด้วยความกรุ่นโกรธที่ถูกกดทับไว้ด้วยความเยือกเย็น เธอวางปากกาลงบนโต๊ะช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าสบตากับผู้ใต้บังคับบัญชา
"เอาไปคืน..." น้ำเสียงเรียաբรุยนิ่งสนิท ทว่าเด็ดขาดจนเลขาฯ สะดุ้ง "บอกพนักงานคนนั้นว่า ถ้ายังกล้าเอาขยะพวกนี้มาส่งที่นี่อีก ฉันจะแจ้งฝ่าย
Legal ของบริษัทฟ้องข้อหาคุกคามทางเพศและสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ส่วนดอกไม้พวกนี้... หยิบไปแจกแม่บ้านให้หมด ใครอยากได้เอาไปให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่กลีบเดียว"
"เอ่อ... จะดีหรือครับคุณพิมพ์ นั่นมันแบรนด์ดังหลักล้านเลยนะครับ"
"สำหรับฉัน มันมีค่าเท่ากับเศษกระดาษทิชชูที่ใช้แล้วครับ" พิมพ์มาดาตอบเสียงเฉียบขาด "คนที่คิดว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง สมควรได้รับบทเรียนว่า มีบางสิ่งที่ต่อให้เอาเงินทั้งกองมาถม ก็ไม่มีวันซื้อคืนกลับมาได้"
เลขาฯ รีบพยักหน้ารับคำสั่งแล้วถอยหลังออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้พิมพ์มาดานั่งอยู่ลำพังท่ามกลางความเงียบงัน ความทรงจำในอดีตไหลย้อนกลับมาดั่งสายน้ำเชี่ยวกราก ในวันที่เธอตั้งท้องน้องพีทและต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยว คณินอยู่ที่ไหน? ในวันที่เธอร้องไห้จนแทบขาดใจเพราะความเย็นชาของเขา เขากลับมองว่ามันคือความน่ารำคาญ
แต่วันนี้... วันที่เธอเดินออกมาได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง วันที่แผลเป็นในใจตกสะเก็ดจนกลายเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดี เขากลับทำตัวเป็นหมาfawnที่วิ่งตามเลียแผลให้เธออย่างน่าสมเพช
น่าเสียดายที่ความรู้สึกของพิมพ์มาดาในเวลานี้ ไม่เหลือพื้นที่ให้ความใจอ่อนหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว
ตกช่วงบ่าย ณ คาเฟ่สไตล์มินิมอลอบอุ่นย่านใจกลางเมือง เสียงกระดิ่งหน้าร้านกรุ๊งกริ๊งเบาๆ พร้อมกับการก้าวเข้ามาของชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูป
คณินในวัยสามสิบปลายๆ ยังคงดูโดดเด่นและทรงอำนาจเช่นเคย ทว่าแววตาที่เคยหยิ่งผยองและเย็นชาคู่นั้น กลับฉายแววความอ่อนล้าและความกังวลใจอย่างปิดไม่มิด
เขานัดพบใครบางคน... คนที่จะช่วยให้เขาสามารถทะลายกำแพงน้ำแข็งของอดีตภรรยาได้
"รอนานไหมครับคุณหมอ" คณินทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามกับชายวัยกลางคนสวมแว่นสายตา ซึ่งเป็นจิตแพทย์เด็กชื่อดังและยังเป็นเพื่อนสนิทของครอบครัวเขา
นพ.กรวิชญ์ วางแก้วกาแฟลงบนจานรอง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอดีตเพื่อนเขยด้วยรอยยิ้มจางๆ "เพิ่งมาถึงเหมือนกันครับ... ดูท่าทางคุณคณินช่วงนี้จะงานยุ่งมากนะครับ ถึงได้ดูโทรมไปถนัดตา ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจหรอกใช่ไหมครับที่ทำให้คุณนอนไม่หลับ?"
คณินถอนหายใจยาวอย่างไม่คิดจะปิดบัง เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ "ผมยอมรับตรงๆ ก็ได้ครับกรวิชญ์ ผมกำลังพยายามทำทุกทางเพื่อขอคืนดีกับพิมพ์ แต่เธอกลับปิดตายทุกช่องทาง แถมยังทำตัวห่างเหินราวกับผมเป็นคนแปลกหน้า... ผมควรทำยังไงดีครับ เธอถึงจะยอมยกโทษให้"
กรวิชญ์มองหน้าเพื่อนด้วยแววตาพิจารณา "คุณคณินครับ... คุณลืมไปแล้วหรือว่าบาดแผลที่คุณฝากไว้ในใจเธอ มันลึกขนาดไหน? การส่งดอกไม้ราคาแพง หรือการเอาเงินฟาดหัวเพื่อแสดงความรับผิดชอบ มันไม่ได้ช่วยเยียวยาความรู้สึกสูญเสียที่เธอเคยเจอเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่พิมพ์มาดาต้องการ ไม่ใช่ความร่ำรวยที่คุณมี แต่คือ 'ความจริงใจ' และ 'เวลา' ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณไม่เคยให้เธอเลยตลอดเวลาที่แต่งงานกัน"
คำพูดของจิตแพทย์หนุ่มราวกับคมมีดที่กรีดลงกลางใจ คณินนิ่งงึมไป เขาตระหนักดีว่าทุกคำที่เพื่อนพูดคือความจริงอันเจ็บปวด
"ผมแค่อยากเจอหน้าลูก..." เสียงของคณินแผ่วลงอย่างคนหมดแรง "ตั้งแต่เราหย่ากัน พิมพ์แทบไม่ยอมให้ผมเข้าใกล้น้องพีทเลย ผมเป็นพ่อ... แต่กลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะอุ้มลูกตัวเอง มันทรมานมากนะกรวิชญ์"
"ถ้าคุณอยากได้ใจลูก คุณต้องเริ่มจากการให้เกียรติแม่ของลูกก่อนครับ" กรวิชญ์ตบบ่าเพื่อนเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ "อ้อ... พูดถึงน้องพีท วันนี้ผมบังเอิญนัดตรวจพัฒนาการเด็กแถวนี้พอดี เห็นว่าเด็กๆ ชอบมาวิ่งเล่นที่สนามหญ้าสาธารณะใกล้ๆ ลองไปเดินผ่อนคลายดูสิครับ เผื่ออะไรๆ จะดีขึ้น"
หลังแยกย้ายจากเพื่อนสนิท คณินตัดสินใจขับรถมายังสวนสาธารณะร่มรื่นตามคำแนะนำ แม้ความหวังที่จะได้เจออดีตภรรยาและลูกชายจะมีน้อยนิด แต่สัญชาตญาณบางอย่างก็ผลักดันให้เท้าของเขาก้าวเดินไปตามทางเดินหินอ่อนที่รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่
เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กเล็กดังแว่วมาตามสายลม พร้อมกับเสียงดุเบาๆ ที่คุ้นหูจนหัวใจของคณินกระตุกวูบ
"น้องพีทครับ! อย่าวิ่งเร็วจ้า เดี๋ยวก็ล้มหัวเข่าแตกอีกหรอกลูก!"
ร่างบางของพิมพ์มาดากำลังวิ่งไล่ตามเด็กชายตัวน้อยวัยสามขวบที่สวมชุดเอี๊ยมยีนส์น่ารัก น้องพีทกำลังหัวเราะร่าเริงขณะวิ่งหนีคุณแม่คนสวย ใบจิ้มลิ้มนั้นแก้มป่องดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับ ช่างถอดแบบพิมพ์มาผสมผสานกับเค้าโครงหน้าของคณินได้อย่างสมบูรณ์แบบจนน่าตกใจ
คณินยืนนิ่งค้างราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ลมหายใจของเขาสะดุดกึก ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปชั่วขณะเมื่อความรู้สึกผิดและสายใยสายเลือดพุ่งชนเข้าที่กลางอกอย่างจัง
แต่ทว่า... ก่อนที่เขาจะได้ก้าวขาเข้าไปหา สองแม่ลูกกลับไม่ได้อยู่ลำพัง
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดลำลองสบายๆ เดินถือขวดน้ำและผ้าเย็นเข้ามาหาพิมพ์มาดาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน มือหนาเอื้อมไปเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้เด็กน้อยอย่างคุ้นเคย ราวกับภาพของครอบครัวที่อบอุ่นสมบูรณ์แบบ
"เหนื่อยไหมครับตัวแสบ ดื่มน้ำก่อนเร็วกระปุกเงินของพ่อ"
เสียงทุ้มนุ่มของชายแปลกหน้าคนนั้นดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันในโสตประสาทของคณิน
ดวงตาของคณินเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย ความหึงหวง ความโกรธเกรี้ยว และความหวาดกลัว แล่นพล่านไปทั่วอณูเลือดเมื่อเห็นรอยยิ้มที่พิมพ์มาดามอบให้ชายคนนั้น... รอยยิ้มที่อ่อนโยนและจริงใจ ซึ่งเธอไม่เคยส่งให้เขาเลยแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่แต่งงานกันมา
พิมพ์มาดาหันมาสบตากับชายคนนั้นพอดี รอยยิ้มหวานหยดย้อยปรากฏบนเรียวปากของเธอ ก่อนที่เธอจะเอ่ยคำพูดประโยคหนึ่งออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"ขอบคุณนะคะพี่ธาม... ที่คอยอยู่ข้างๆ พิมพ์กับลูกเสมอมา"
คณินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาทับร่าง ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งจนก้าวไม่ออก หัวใจบีบรัดจนเจ็บแปลบไปหมด เมื่อตระหนักได้ว่า... ที่เขาพยายามวิ่งไล่ตามตื้อในวันนี้ มันอาจจะสายเกินไปเสียแล้ว เพราะมีผู้ชายอีกคนเข้ามาแทนที่พื้นที่ในหัวใจของเธอกับลูกไปเสียแล้ว
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ดื่มด่ำความเจ็บปวด และสนับสนุนผลงานของ "บันทึกคนจร" เสมอมานะครับ
หย่าให้ขาด แล้วอย่ามาขาดใจที่หลัง•ตอนที่ 14
รุกหนักให้รู้ว่าเสียดาย
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้ขาด แล้วอย่ามาขาดใจที่หลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!