หย่าให้ขาด แล้วอย่ามาขาดใจที่หลัง•ตอนที่ 5

เจ้าตัวเล็กของแม่

ผลงานโดย บันทึกคนจร
กลิ่นอายความอับชื้นของกระดาษเอกสารเก่าๆ และกลิ่นกาแฟดำที่เย็นชืดบนโต๊ะทำงาน ไม่ได้ทำให้หัวใจของพิมพ์มาดาสั่นคลอนเท่ากับเสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่กำลังวิ่งตึงตังเข้ามาใกล้ "คุณแม่ครับ! น้องพีทระบายสีเสร็จแล้วครับ!" เสียงใสแจ๋วที่เจือด้วยความตื่นเต้นดังขึ้น พร้อมกับร่างป้อมๆ ของเด็กชายวัยสามขวบในชุดเสื้อยืดลายหมีพูห์สีซีด วิ่งเข้ามาซุกเข้าที่ข้างขาของเธอ มือเล็กๆ ข้างหนึ่งถือกระดาษวาดเขียนที่เต็มไปด้วยรอยสีเทียนยู่ยี่ อีกข้างกำหุ่นยนต์พลาสติกราคาถูกที่แขนข้างหนึ่งหักหลุด พิมพ์มาดาวางปากกาในมือลง รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งบนใบหน้าของเธอค่อยๆ ปรากฏขึ้นเมื่อก้มมองลูกชาย ดวงตากลมโตเป็นประกายใสซื่อคู่นั้นถอดแบบมาจากเธอราวกับส่องกระจก แต่โครงจมูกโด่งรั้นและคางที่เชิดขึ้นยามที่เจ้าตัวเล็กตั้งใจจะอธิบายอะไรบางอย่าง... มันกลับสะท้อนเงาของใครอีกคนอย่างเด่นชัดจนน่าใจหาย เธอนิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจกระตุกวูบด้วยความหวาดกลัวที่มักจะกัดกินขั้วหัวใจเธออยู่บ่อยครั้ง ความหวาดกลัวว่าสายเลือดครึ่งหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเด็กคนนี้ จะนำพาผู้ชายคนนั้นให้ก้าวกลับมาทำลายความสงบสุขที่เธอแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตา "ไหนให้แม่ดูหน่อยสิครับ คนเก่งวาดรูปอะไรเอ่ย" พิมพ์มาดาย่อตัวลง นั่งคุกเข่าบนพื้นห้องแคบๆ ของอพาร์ตเมนต์เช่า ดวงตาคู่สวยมองสำรวจใบหน้าจิ้มลิ้มของลูกชายด้วยความรักท่วมท้น มือเรียวบางเอื้อมไปเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากหน้าผากมนอย่างทะนุถนอม "นี่คorรถไฟครับ! น้องพีทจะพาคุณแม่นั่งรถไฟไปเที่ยวทะเล! แล้วเราก็จะไม่กลับมาที่นี่อีก!" น้องพีทชูภาพวาดในมือขึ้นสูง ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับด้วยความหวังอันบริสุทธิ์ของเด็กน้อย คำว่า 'ไม่กลับมาที่นี่อีก' ของลูกชายบาดลึกเข้ามาในความรู้สึกของคนเป็นแม่ พิมพ์มาดาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง เธอรู้ดีว่าคำว่า 'ที่นี่' สำหรับลูกหมายถึงห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่เธอต้องทำงานหามรุ่งhามค่ำเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเช่าและค่าขนม แต่วันนี้... ปัญหาไม่ได้มีแค่นความยากจนอีกต่อไปแล้ว เมื่อสัปดาห์ก่อน เธอเพิ่งบังเอิญเห็นข่าวหน้าหนึ่งของนิตยสารธุรกิจชื่อดัง ใบหน้าคมคายของคณิน อดีตสามีผู้เย็นชาและไม่เคยชายตากล่าวคำอำลาในวันที่เธอเดินหอคอยกระจกของเขาออกมามือเปล่า เขากำลังยืนสง่างามในฐานะนักธุรกิจพันล้านผู้ทรงอิทธิพล ชายผู้เชื่อมั่นว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง... ยกเว้นความสุขที่แท้จริง และแน่นอนว่าเขาไม่มีวันรู้เลยว่า ในวันที่เขาเซ็นใบหย่าอย่างไร้เยื่อใยและไล่เธอออกจากชีวิตอย่างไร้ค่า เธอกำลังตั้งครรภ์ทายาทสายเลือดแท้ๆ ของเขาอยู่ "ทำไมถึงไม่อยากอยู่ที่นี่ล่ะครับ หืม?" พิมพ์มาดาถามเสียงนุ่ม พยายามซ่อนความสั่นเครือไว้ภายใต้รอยยิ้ม "ก็... ก็คุณแม่เหนื่อยนี่ครับ" นิ้วป้อมๆ จิ้มลงบนหลังมือของแม่เบาๆ "น้องพีเห็นคุณแม่แอบร้องไห้ตอนดึกๆ ทุกวันเลย... ถ้าเรามีเงินเยอะๆ คุณแม่ก็ไม่ต้องร้องไห้ใช่ไหมครับ?" คำพูดซื่อประสาเด็กเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบคั้นหัวใจของพิมพ์มาดาให้แหลกละเอียด น้ำอุ่นๆ เอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตา เธอรวบตัวลูกชายเข้ามากอดไว้แน่น ซุกใบหน้าลงกับซอกคอเล็กๆ สูดกลิ่นแป้งเด็กหอมกรุ่นที่ช่วยเยียวยาบาดแผลในใจให้บรรเทาลงได้บ้าง "คุณแม่ไม่ได้ร้องไห้เพราะเหนื่อยหรอกครับ... คุณแม่แค่มีความสุขที่มีน้องพีทอยู่ตรงนี้ต่างหาก" เธอกระซิบเสียงสั่น พรางลูบหลังลูกชายขึ้นลงเบาๆ "จำที่แม่บอกไว้นะครับ ไม่ว่าเราจะมีเงินมากหรือน้อยแค่ไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรามีกันและกัน... ลูกคือโลกทั้งใบของแม่นะรู้ไหม" "น้องพีทก็รักคุณแม่ครับ รักที่สุดในโลกเลย!" เด็กน้อยกอดตอบด้วยแรงทั้งหมดที่มี ซบหน้าลงกับไหล่บางของมารดา ในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด โลกทั้งใบของพิมพ์มาดาก็ตรึงไว้ด้วยอ้อมกอดเล็กๆ นี้ เด็กชายวัยสามขวบผู้ไม่รู้เรื่องราวอันโหดร้ายของผู้ใหญ่ คือเครื่องเตือนใจว่าเธอเข้มแข็งเพื่อใคร และคือเหตุผลเดียวที่ทำให้ผู้หญิงที่เคยแตกสลายคนนี้ลุกขึ้นยืนหยัดได้อีกครั้ง ทว่า ความสงบสุขในห้องแคบๆ นี้ช่างเปราะบางเหลือเกิน เมื่อเสียงเคาะประตูกระชั้นชิดดังขึ้นขัดจังหวะความอบอุ่น *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* พิมพ์มาดาชะงัก ร่างกายแข็งทื่อในทันที เสียงเคาะประตูด้านนอกไม่ได้มาพร้อมกับความนุ่มนวล แต่เป็นจังหวะหนักแน่นและเร่งรีบราวกับจงใจประกาศการมาของผู้ไม่ได้รับเชิญ "คุณแม่ครับ ใครมาเหรอครับ?" น้องพีทเงยหน้าขึ้นถามด้วยความสงสัย เอียงคอด้วยความไร้เดียงสา "รอก่อนนะครับคนเก่ง..." พิมพ์มาดากระซิบเสียงเบา หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก สัญชาตญาณบางอย่างเตือนภัยลึกๆ ว่าความลับที่เธอพยายามปกปิดมาตลอดสามปี กำลังจะพังทลายลงในไม่ช้า เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ ปล่อยมือจากลูกชาย เดินไปที่ประตูไม้เก่าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ และเอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตูด้วยมือที่สั่นเทา ทันทีที่บานประตูเปิดออก ความเย็นยะเยือกของบรรยากาศภายนอกก็ซัดเข้าใส่หน้า แสงไฟนีออนสลัวจากทางเดินสาดกระทบเข้ากับร่างสูงโปรสงในชุดสูทสีเข้มราคาแพงที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ดึงดูดสายตาด้วยความเย่อหยิ่งและเย็นชา คณินยืนกอดอกมองตรงมาที่เธอ แววตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองสำรวจสภาพห้องพักเก่าๆ ก่อนจะหยุดชะงักลงเมื่อสายตาของเขาเคลื่อนผ่านไหล่ของเธอ ไปสบเข้ากับร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัยสามขวบที่กำลังยืนถือหุ่นยนต์พลาสติกอยู่ด้านหลัง ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ลมหายใจของคณินสะดุดกึก ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นโครงหน้าของเด็กน้อยที่ถอดแบบมาจากเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน... และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ที่มุมปากของนักธุรกิจหนุ่มผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม ขณะที่หัวใจของพิมพ์มาดาดิ่งวูบลงสู่เหวลึก ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "บันทึกคนจร" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้ขาด แล้วอย่ามาขาดใจที่หลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%