ถ้วยกาแฟเซรามิกเคลือบสีดำสนิทบนโต๊ะทำงานราคาแพงระยับ เย็นชืดจนหยดน้ำเกาะพราวข้างแก้ว... เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างภายในคฤหาสน์หลังใหญ่โตมโหฬารแห่งนี้
คณินนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้สักทอง ฝ่ามือหนากำเอกสารรายงานยอดขายประจำไตรมาสแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ ตัวเลขผลกำไรที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขายิ้มได้อย่างภาคภูมิใจในฐานะซีอีโอหนุ่มผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับใคร ทว่าในนาทีนี้ ความสำเร็จนับร้อยล้านกลับไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เมื่อความเงียบงันภายในห้องทำงานกว้างขวางกำลังทำหน้าที่กัดกินหัวใจของเขาอย่างช้าๆ และเจ็บปวด
ความเงียบ... ที่ไม่เคยน่ากลัวขนาดนี้มาก่อน
ปกติแล้ว ในยามดึกดื่นที่เขานั่งสะสางงานอย่างไร้เวลาพักผ่อน ประตูห้องทำงานมักจะถูกผลักเปิดออกเบาๆ พร้อมกับร่างบอบบางของพิมพ์มาดาที่เดินถือแก้วนมสดอุ่นๆ เข้ามาวางไว้ใกล้ๆ เสมอ แม้ในยามนั้นเขาจะไม่เคยแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง หรือเอ่ยคำขอบคุณสักคำ แม้ว่าเขาจะเคยผลักไสความใส่ใจนั้นด้วยถ้อยคำเชือดเฉือนและสายตาที่มองเห็นเธอเป็นเพียงแค่อากาศธาตุ แต่ความเคยชินก็คือความคุ้นเคย... และเมื่อมันหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย คณินถึงได้ตระหนักว่า 'ความว่างเปล่า' ที่แท้จริงมันหน้าตาเป็นอย่างไร
ชายหนุ่มขยับตัวด้วยความอึดอัด ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินไปที่หน้าต่างกระจกใสบานยักษ์ที่ทอดยาวจรดเพดาน เบื้องล่างคือสวนหย่อมและสระว่ายน้ำระบบเกลือที่ได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยมทุกกระเบียดนิ้ว แต่ทว่า... มันไร้ซึ่งเสียงหัวเราะใสๆ ของเด็กน้อยวัยสามขวบ ไร้เงาร่างเล็กๆ ที่เคยวิ่งไล่จับผีเสื้อ หรือเสียงเรียกหา "คุณพ่อ" ที่เขาเคยรำคาญจนต้องสั่งให้แม่บ้านอุบiaออกไปให้พ้นสายตา
"คุณ... รำคาญเสียงเด็กนั่นนะ หุบปากมันซะ"
คำพูดใจร้ายที่เขาเคยตะคอกใส่พิมพ์มาดาในอดีต ย้อนกลับมาตบหน้าเขาฉาดใหญ่ในยามนี้ ทุกมุมห้อง ทุกตารางเมตรของคฤหาสน์หลังนี้กำลังประณามความเย่อหยิ่งจองหองของเขาเอง เงินนับพันล้านที่เขามี สามารถซื้อได้ทุกอย่างบนโลกใบนี้... ยกเว้นรอยยิ้มของอดีตภรรยา และเสียงหัวใจของลูกชายที่เขาเป็นคนผลักไสให้หลุดมือไป
คณินหลับตาลงพยายามขับไล่ภาพความทรงจำเหล่านั้นออกไป แต่มันกลับยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที เขาจำภาพวันที่พิมพ์มาดาเดินหิ้วกระเป๋าเดินทางใบเล็กออกจากบ้านหลังนี้ได้แม่นยำ ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววรักใคร่และภักดีต่อเขามันแห้งผากไร้ร่องรอยของหยาดน้ำตา เหลือเพียงความว่างเปล่าที่เย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำแข็ง เธอกล่าวคำว่า 'หย่า' กับเขาอย่างเด็ดเดี่ยว โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองทรัพย์สินเงินทองกองโตที่เขาโยนใส่หน้าเพื่อเป็นค่าปิดปาก
ในตอนนั้น... เขาสะใจ คิดว่าผู้หญิงไร้ค่าคนนั้นคงอยู่ไม่รอดหากไม่มีเงินก้นถุงจากเขา แต่เวลาพิสูจน์แล้วว่า คนที่กำลังจะขาดใจตายจริงๆ ในกรงขังทองคำแห่งนี้ กลับไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นตัวเขาเอง
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น ทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัด คณินสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจที่ด้านชามานานกลับเต้นกระหน่ำขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ความหวังลมๆ แล้งๆ ผุดวาบขึ้นในอก... หรือว่าเธอจะกลับมา? หรือว่าพิมพ์มาดาจะทนคิดถึงเขาไม่ไหวแล้วหิ้วน้องพีทกลับมาหาเขาเหมือนเช่นเคย?
"เข้ามา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอนุญาต น้ำเสียงมีความคาดหวังเจืออยู่ลึกๆ อย่างที่เจ้าตัวไม่เคยเป็นมาก่อน
ประตูห้องเปิดออกอย่างช้าๆ แต่ร่างที่ก้าวเข้ามาไม่ใช่ผู้หญิงที่เขาเฝ้ารายการ... เป็นเพียงเลขาหนุ่มส่วนตัวที่ถือแฟ้มเอกสารชุดใหญ่สีหน้าเคร่งเครียดเดินเข้ามาด้วยความกึ่งกลัวกึ่งเกรง
"ท่านประธานครับ... เอกสารสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงริมแม่น้ำ มีปัญหาครับ ทางฝ่ายกฎหมายเพิ่งส่งเรื่องมาว่า..."
"พอ!" คณินตวัดสายตาดุด่าใส่เลขาด้วยความหงุดหงิดที่พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างฉับพลัน ความผิดหวังตีรวนขึ้นมาจุกอกจนเขาต้องหายใจเข้าลึกๆ "เรื่องแค่นี้ทำไมต้องมารบกวนผมตอนนี้ จัดการเองไม่ได้หรือไง ออกไปให้พ้นหน้าผมเดี๋ยวนี้!"
เลขาหนุ่มสะดุ้งสุดตัว รีบโค้งศีรษะขอโทษแล้วถอยหลังกรูดออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ปิดประตูลงเบาๆ ปล่อยให้คณินยืนหายใจหอบกระชั้นอยู่ตามลำพังท่ามกลางความเงียบงันอีกครั้ง
ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาหนังราคาแพง ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองอย่างแรงเพื่อระบายความหงุดหงิด ร่างกายอ่อนล้าจนแทบประคองตัวไม่ไหว ความโดดเดี่ยวเวิ้งว้างกำลังแผ่ขยายเข้าเกาะกุมวิญญาณทีละน้อย คฤหาสน์ที่เคยภาคภูมิใจว่าเป็นวิมานบนดิน บัดนี้ไม่ต่างอะไรจากกรงขังนักโทษประหารที่ไร้ซึ่งเงาของภรรยาและลูกชาย
ในจังหวะที่เขากำลังจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อน สายตาก็เหลือบไปเห็นกรอบรูปใบเล็กที่คว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะข้างโซฟา... กรอบรูปที่เขาเคยปัดมันตกลงไปในวันที่ทะเลาะกับพิมพ์มาดาอย่างรุนแรงเมื่อหลายเดือนก่อน
คณินเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาอย่างช้าๆ หัวใจเต้นระรัวราวกับมีใครมาตีกลองรัวอยู่ในอก นิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยขณะพลิกกรอบรูปให้หันกลับมาเผชิญหน้า
ภาพถ่ายครอบครัวในอดีต... ภาพที่พิมพ์มาดายิ้มอย่างมีความสุขขณะอุ้มเด็กชายตัวน้อยในอ้อมแขน โดยมีเขายืนอยู่เคียงข้างแม้สีหน้าจะดูเรียบเฉยแต่ก็ยังอยู่ในเฟรมเดียวกัน
ดวงตาคมเข้มที่เคยแข็งกร้าวมาตลอด บัดนี้กลับร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน หยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอเบ้าอย่างน่าสมเพชสำหรับผู้ชายที่เชื่อมั่นในอำนาจเงินมาทั้งชีวิต เขาใช้นิ้วโป้งลูบไล้ไปบนใบหน้าของอดีตภรรยาในรูปแผ่วเบา ราวกับต้องการสัมผัสตัวตนจริงๆ ที่ไม่มีวันเอื้อมถึงอีกแล้ว
"พิมพ์... ผมขอโทษ..." เสียงพึมพำหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทา เป็นครั้งแรกที่ผู้ชายทระนงตนคนนี้ยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้
ทว่า ในวินาทีที่ความเสียใจกำลังกัดกินขั้วหัวใจจนแทบแตกสลาย เสียงโทรศัพท์มือถือส่วนตัวที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบงันอย่างกะทันหัน
คณินขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ เขากะจะปล่อยให้มันตัดสายไปเสีย แต่หน้าจอแสดงผลเบอร์โทรศัพท์แปลกประหลาดที่ไม่คุ้นตา กลับทำให้เขารู้สึกสังหรณ์ใจอย่างประหลาด
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับสายด้วยน้ำเสียงห้วนจัด
"ฮัลโหล ใคร?"
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงทุ้มหวานของผู้ชายคนหนึ่งจะเอ่ยลอดเข้ามาในสาย ประโยคสั้นๆ เพียงไม่กี่คำ แต่มันกลับทำให้เลือดในกายของคณินเย็นเฉียบลงถึงขั้วกระดูก และทำให้โลกทั้งใบของเขาหยุดหมุนไปในทันที
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ดื่มด่ำความเจ็บปวด และสนับสนุนผลงานของ "บันทึกคนจร" เสมอมานะครับ
หย่าให้ขาด แล้วอย่ามาขาดใจที่หลัง•ตอนที่ 6
กรงขังที่ไม่มีเงาเมีย
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้ขาด แล้วอย่ามาขาดใจที่หลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!