"ถ้าสะใภ้รองกล้าเอาเรื่องนี้ไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้าน ฉันก็จะฉีกหน้าแกให้ดูต่อหน้าชาวบ้านทั้งตลาดสดให้รู้ว่าใครกันแน่ที่เนรคุณ!"
จางชุ่ยฮวาตะคอกเสียงกร้าว นิ้วเหี่ยวแห้งชี้หน้าหลินซูเหมยด้วยความเดือดดาล ทว่าสิ่งที่นางได้รับกลับมาไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่เป็นรอยยิ้มมุมปากที่เยือกเย็นจนน่าขนลุก
หลินซูเหมยค่อยๆ วางตะหลิวไม้ในมือลงบนขอบกระทะเหล็ก เสียงกระทบกันเบาๆ นั้นกังวานชัดในความเงียบที่กดดัน จังหวะการเคลื่อนไหวของนางนุ่มนวลแต่หนักแน่น นางไม่แม้แต่จะปรายตาไปมองแม่สามีที่ยืนเต้นเร่าๆ อยู่หน้าเตาไฟ แต่มองไปยังเงาสะท้อนของตนในก้นกระทะที่กำลังตั้งไฟ
"ฉีกหน้าหรือคะ?" ซูเหมยทวนคำด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "แม่คะ... คนที่หน้าบางที่สุดในหมู่บ้านนี้คือแม่ ส่วนคนที่หน้าด้านที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นแม่เช่นกัน ถ้าแม่ไม่กลัวว่าความลับเรื่องที่แม่แอบขโมยไข่ไก่ไปขายจนเกลี้ยงเล้า จะทำให้แม่ต้องถูกประจานให้อดเดินตลาดสดไปอีกหลายเดือน ก็เชิญลงมือได้เลยค่ะ หนูพร้อมเสมอ"
ใบหน้าของจางชุ่ยฮวาเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับขาวราวกับคนกำลังจะขาดใจ นางอ้าปากพะงาบๆ สลับกับมองไปทางเฉินเหว่ยที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูบ้านอยู่เงียบๆ ดวงตาคมกริบของบุตรชายคนรองจ้องมองมายังนางด้วยแววตาที่ว่างเปล่า แต่มันกลับเป็นความว่างเปล่าที่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ราวกับภูเขาทั้งลูกที่พร้อมจะถล่มลงมาทับคนพาลหากยังกล้าล้ำเส้นเมียรักของเขา
"แก... แกมันอสรพิษ!" จางชุ่ยฮวาสบถเสียงเบาลงอย่างเห็นได้ชัด ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มหดหายไปเมื่อเห็นว่าครั้งนี้หลินซูเหมยไม่ได้มาไม้เดิมที่เอาแต่ก้มหน้ารับกรรม แต่คือหญิงสาวที่พร้อมจะสวนกลับทุกดอกด้วยข้อมูลที่ทำให้คนทั้งตระกูลต้องอับอาย
ซูเหมยไม่ได้สนใจคำด่าทอเหล่านั้น นางหันไปเปิดฝาซึ้งนึ่ง กลิ่นหอมฟุ้งของหมั่นโถวไส้หมูสับที่ปรุงรสด้วยสูตรลับเฉพาะจากมิติส่วนตัวของนางระเบิดตัวออกมา กลิ่นหอมยั่วน้ำลายตีเข้าจมูกของทุกคนในรัศมีร้อยเมตร นี่ไม่ใช่แค่อาหาร แต่มันคือเครื่องมือในการยกระดับชีวิตที่นางสั่งสมมาตลอดหลายเดือน
"วันนี้มีคนสั่งหมั่นโถวไว้สามสิบลูก ถ้าแม่ยังอยากให้หนูมีแรงทำขายหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ก็ถอยไปค่ะ" ซูเหมยกล่าวพลางหยิบหมั่นโถวสีขาวนวลขึ้นมาจัดเรียงลงในตะกร้าสาน ความนิ่งสงบของนางคืออาวุธที่ทำให้คนพาลอย่างจางชุ่ยฮวารู้สึกเหมือนเตะก้อนหินแข็งที่ไม่มีทางแตกสลาย
เฉินเหว่ยขยับตัวก้าวเข้ามาหาภรรยา เขาคว้าตะกร้าใบนั้นไปถือไว้เองด้วยท่าทีที่ดูเป็นธรรมชาติ สายตาที่เขามองซูเหมยมีความอบอุ่นซ่อนอยู่ลึกๆ "ให้ผมไปส่งที่ตลาดเถอะ งานที่โรงงานวันนี้ผมทำเสร็จก่อนเวลาพอดี"
ท่าทีของสองสามีภรรยาที่ดูสอดประสานกันอย่างลงตัว ยิ่งตอกย้ำให้จางชุ่ยฮวารู้สึกว่าตนเองกลายเป็นคนนอกที่ไร้ความหมาย นางทำได้เพียงยืนกำมือแน่น มองตามหลังทั้งสองคนเดินออกจากบ้านไป โดยมีสายตาของเพื่อนบ้านที่แอบมองมาจากรั้วบ้านข้างๆ อย่างเย้ยหยัน
ระหว่างทางไปตลาดสด บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงล้อจักรยานบดไปบนถนนดิน ซูเหมยซ้อนท้ายจักรยานของเฉินเหว่ย สัมผัสถึงแผ่นหลังที่กว้างใหญ่และมั่นคงของเขา นางแอบอมยิ้ม ความรู้สึกปลอดภัยที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตจากการตัดสินใจของนางที่เลือกจะสู้เพื่ออนาคตของตนเองและลูกๆ
"เธอเก่งมากวันนี้" เฉินเหว่ยเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงทุ้มต่ำของเขาสั่นไหวในอากาศเย็นๆ ของยามสาย
"หนูแค่เหนื่อยที่จะยอมค่ะ" ซูเหมยตอบเบาๆ "เรามีชีวิตอยู่เพื่ออนาคตของลูก ไม่ใช่เพื่อให้ใครบางคนมาสูบเลือดสูบเนื้อจนไม่เหลืออะไรให้กิน"
เฉินเหว่ยไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่บีบมือที่เกาะเอวเขาแน่นขึ้นเล็กน้อย นี่คือคำสัญญาแบบผู้ชายพูดน้อยที่แสดงออกผ่านการกระทำ
เมื่อถึงตลาดมืดหลังป่าไผ่ ลูกค้าประจำที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเริ่มกรูเข้ามาหาทันทีที่กลิ่นหมั่นโถวหอมฉุยโชยมา สินค้าของหลินซูเหมยไม่เพียงแค่รสชาติดี แต่ยังมีคุณภาพที่หาไม่ได้จากร้านค้าของรัฐหรือตลาดทั่วไป หลายคนเริ่มกระซิบกระซาบว่านางมีของดีและเป็นคนดวงเฮง ทำให้กิจการของนางโตวันโตคืนจนเป็นที่อิจฉาของใครหลายคนในหมู่บ้าน
ทว่าในขณะที่การค้าขายกำลังไปได้สวยและเงินตราค่อยๆ กองพูนขึ้นในกระเป๋าผ้า ซูเหมยกลับสังเกตเห็นชายแปลกหน้าคนหนึ่งในชุดเสื้อกั๊กสีซีดจางที่ยืนเฝ้ามองนางจากมุมมืดของเพิงร้าง เขาไม่ได้เข้ามาซื้อของ แต่สายตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่กระเป๋าเงินของนางไม่วางตา มือข้างหนึ่งของเขาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงคล้ายกำลังกุมวัตถุบางอย่างไว้แน่น
เมื่อลูกค้ารายสุดท้ายจากไป ซูเหมยกำลังจะเก็บแผง แต่ชายคนนั้นกลับเดินดิ่งเข้ามาหาด้วยท่าทางคุกคาม
"หมั่นโถวเหลือไหม?" ชายคนนั้นถาม เสียงแหบพร่าผิดปกติ
ซูเหมยเงยหน้าขึ้นมอง สบตากับเขานิ่งๆ ก่อนจะหยิบหมั่นโถวชิ้นสุดท้ายขึ้นมา "หมดแล้วค่ะ... แต่ถ้าคุณมีธุระอื่น ก็พูดมาได้เลย ฉันไม่มีเวลาเล่นเกมทายใจ"
ชายคนนั้นแค่นยิ้ม ดึงมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้ววางลงบนแผงไม้ของนางเบาๆ ท่ามกลางความตกตะลึงของเฉินเหว่ยที่รีบวางจักรยานและก้าวเข้ามาขวางหน้าภรรยาไว้ทันที
"ฉันไม่ได้มาซื้อหมั่นโถว แต่ฉันมาทวง 'ส่วนแบ่ง' ของตลาดนี้ที่เธอควรจะจ่ายให้คนคุมพื้นที่... ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ตลาดมืดนี้กลายเป็นที่ทำกินของพวกคนขี้ขลาดกันล่ะ?"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับความเด็ดเดี่ยวของซูเหมยนะคะ ❤️ - หลินฮวายุคปฏิรูป
คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม•ตอนที่ 23
คนพาลที่เริ่มถอยหนี
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!