เสียงทุบไม้ของช่างเหอและเสียงเลื่อยเหล็กดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณหลังบ้านตระกูลเฉิน กลิ่นไอม2ของดินโคลนผสมกับปูนขาวลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นหอมกรุ่นของน้ำซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีนที่หลินซูเหมยเพิ่งเคี่ยวเสร็จในหม้อดินขนาดใหญ่
สำหรับหลินฮวายุคปฏิรูปอย่างดิฉันแล้ว การเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ไม่ได้เริ่มต้นจากคำพูดเพ้อเจ้อ หากแต่เริ่มจากอิฐก้อนแรกและคานไม้ที่แข็งแรงพอกกันค่ะ
"ภรรยาครับ ผมช่วยยกถังปูนนี้ไปทางโน้นดีกว่า คุณไปพักผ่อนเถอะ แดดเริ่มร้อนแล้วนะ" เฉินเหว่ยเดินเข้ามาหาภรรยาด้วยใบหน้าเปื้อนฝุ่นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบฉายแววห่วงใยอย่างปิดไม่มิด แม้ในยามปกติเขาจะเป็นนายทหารผู้เคร่งขรึมและพูดน้อย แต่ยามใดที่อยู่เคียงข้างซูเหมย สายตาคู่นั้นมักจะอ่อนแสงลงจนน่ามอง
ซูเหมยเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะไม้ตัวเตี้ย นางใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากขาวนวล ยิ้มหวานจนดวงตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว "พักอะไรกันคะพี่เหว่ย บ้านหลังนี้เราไม่ได้ซ่อมเพื่ออยู่แค่วันสองวันเสียหน่อย อีกอย่าง... ถ้าฉันไม่คุมงานเอง ช่างเหออาจจะเผลอทำผนังห้องครัวของฉันเอียงไม่ได้ฉากอีกก็ได้นะคะ"
คำเย้าแหย่นั้นเรียกเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอของเฉินเหว่ยได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของนางด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำ "ตามใจคุณทุกอย่างนั่นแหละครับ ใครใช้ให้ภรรยาของผมเก่งกาจเสียจนผมกลายเป็นคนตกกระป๋องไปแล้วล่ะ"
บรรยากาศความอบอุ่นในครอบครัวกำลังดำเนินไปอย่างกลมกล่อม ทว่าความสงบสุขมักเป็นสิ่งที่คนบางจำพวกทนเห็นไม่ได้...
"โอייה! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! พวกแกกำลังผลาญเงินทองของตระกูลเฉินรึไงยะ!"
เสียงแหลมปรี๊ดของจางชุ่ยฮวา แม่สามีตัวแสบดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงตอกตะปู นางพุ่งพรวดเข้ามาในเขตก่อสร้างด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด สองมือเท้าสะเอว ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความริษยาเมื่อเห็นสภาพกระท่อมเก่าๆ กำลังถูกขยับขยายกลายเป็นบ้านปูนชั้นเดียวที่ดูสะอาดสะอ้านและทันสมัยผิดหูผิดตา
ซูเหมยหุบยิ้มทันที นางค่อยๆ วางทัพพีในมือลงอย่างใจเย็น หันไปสบตากับแม่สามีด้วยแววตานิ่งสงบแต่เฉียบคมดุจใบมีด
"คุณแม่คะ ช่วยกรุณาใช้สายตาไตร่ตรองดูให้ดีๆ ก่อนจะโวยวายด้วยค่ะ เงินที่ใช้สร้างบ้านหลังนี้ เป็นเงินที่ฉันหามาได้จากน้ำพักน้ำแรงและการค้าขายในตลาดมืด ไม่ได้เบียดเบียนแม้แต่เศษสตางค์แดงเดียวของบ้านใหญ่ และที่สำคัญ... ทะเบียนบ้านของพวกเราแยกออกมาเป็นอิสระนานแล้ว การที่ฉันจะรีโนเวทบ้านให้ลูกๆ ได้อยู่สบายขึ้น มันไปหนักส่วนไหนของคุณแม่หรือคะ?"
จางชุ่ยฮวาหน้าดำคร่ำเครียด นางชี้หน้าสะใภ้ตัวดีด้วยความโกรธจัด "นังสารเลว! แกกล้าเถียงฉันเรอะ! แกหาเงินได้มากขนาดนี้แล้วทำไมไม่เอามาส่งมอบให้กองกลางของตระกูล! แกมันเห็นแก่ตัว คิดจะแยกวงออกไปเสวยสุขอยู่คนเดียวสินะ!"
เฉินเหว่ยขยับตัวก้าวออกมายืนบังภรรยาไว้ครึ่งตัว ใบหน้าคมเข้มบึ้งตึงขึ้นทันทีกระด้าง น้ำเสียงดุดันเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่ทรงพลัง "พอได้แล้วครับแม่ ซูเหมยพูดถูก ทุกวันนี้พวกเราหาเลี้ยงปากท้องและลูกๆ ด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่เคยไปรบกวนเงินทองของบ้านใหญ่เลยสักครั้ง ถ้าแม่มาเพื่อหาเรื่อง กลับไปเสียเถอะครับ งานทางนี้กำลังยุ่ง"
"แก! ไอ้ลูกอกตัญญู! แกเข้าข้างนังเมียนี่มากกว่าแม่ผู้ให้กำเนิดรึไง!" จางชุ่ยฮวาโวยวายลั่น โวยวายดิ้นเร่าๆ เหมือนเด็กไม่ได้
ซูเหมยลอบยิ้มเยาะในใจ นางก้าวออกมาจากด้านหลังสามี เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด "ถ้าคุณแม่ยังไม่เลิกโวยวายสร้างความรำคาญให้ช่างก่อสร้าง ฉันคงต้องเชิญผู้ใหญ่บ้านมาช่วยเป็นพยานและเคลียร์เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินตรงนี้ให้ชัดเจนเสียทีนะคะ ว่าตกลงแล้วมันเป็นสิทธิ์ขาดของใครกันแน่... เกรงว่าตอนนั้น หน้าตาของตระกูลเฉินคงจะไม่เหลือให้เอาไปอวดใครในหมู่บ้านอีกแล้วล่ะค่ะ"
คำขู่ที่สงบนิ่งแต่เด็ดขาดนั้นทำให้จางชุ่ยฮวาชะงักกึก นางรู้ดีว่าหากเรื่องถึงหูผู้ใหญ่บ้านและมีการตรวจสอบบัญชีครัวเรือน นางอาจจะเสียหน้าและไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยสักบาท แถมสะใภ้รองคนนี้ยังมีหลักฐานการซื้อขายและสร้างบ้านถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
จางชุ่ยฮวาถลึงตาใส่ซูเหมยอย่างอาฆาตมาดร้าย พ่นลมหายใจฮึดฮัดด้วยความคับแค้นใจ ก่อนจะสะบัดก้นเดินหนีออกไปพร้อมกับคำด่าทอไล่หลังเบาๆ
เมื่อความวุ่นวายผ่านพ้นไป บรรยากาศรอบข้างก็กลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง เฉินเหว่ยหันมามองภรรยาด้วยแววตาชื่นชมระคนทึ่ง "คุณนี่นะ... จัดการคนปากร้ายเก่งเสียจนผมไม่ต้องออกแรงเลยสักนิด"
"เรื่องแค่นี้เองค่ะพี่เหว่ย ถ้าเรามัวแต่ยอมอ่อนข้อให้คนพวกนั้น ชีวิตนี้ลูกๆ ของเราคงไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้หรอกนะคะ" ซูเหมยกล่าวด้วยรอยยิ้มละมุน ก่อนจะหันไปสั่งงานช่างเหอต่อเรื่องการติดตั้งหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งแปลกใหม่และทันสมัยที่สุดในหมู่บ้านยุค 70 นี้
เวลาล่วงเลยจนถึงช่วงบ่ายแก่ๆ การต่อเติมโครงสร้างหลักเสร็จสิ้นลงอย่างน่าพึงพอใจ ผนังปูนสีขาวสะอาดตัดกับวงกบไม้สีเข้มทำให้บ้านหลังน้อยดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวาขึ้นเป็นกอง ซูเหมยจัดการทำความสะอาดพื้นที่บางส่วน พร้อมกับลงมือเตรียมวัตถุดิบสำหรับมื้อเย็น เพื่อฉลองการเริ่มต้นใหม่ของครอบครัว
กลิ่นหอมของเนื้อหมูสามชั้นเคี่ยวซีอิ๊วกับพะโล้สูตรลับเฉพาะ ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณบ้าน เรียกน้ำย่อยของทุกคนให้ปั่นป่วน เฉินเหว่ยและลูกๆ ทั้งสองคนต่างนั่งรอคอยด้วยความตื่นเต้น
ทว่า ในขณะที่ซูเหมยกำลังจะยกหม้อตุ๋นลงจากเตา เสียงเคาะประตูกระท่อม (ที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่) ก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบ พร้อมกับร่างหอบสะท้านของเพื่อนบ้านสาวคนสนิทที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในครัว
"ซูเหมย! แย่แล้วจ้ะ! รีบออกไปดูเร็วเข้า..." เพื่อนบ้านสาวละล่ำละลักพูดด้วยความตกใจ "มีเจ้าหน้าที่จากสหกรณ์การเกษตรอำเภอ นำกำลังตำรวจคอมมูนบุกมาที่หน้าบ้านเธอ พร้อมกับหมายค้นและข้อกล่าวหาว่า... เธอแอบลักลอบค้าขายสินค้าผิดกฎหมายล็อตใหญ่!"
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับความเด็ดเดี่ยวของซูเหมยนะคะ ❤️ - หลินฮวายุคปฏิรูป)
คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม•ตอนที่ 22
ปรับปรุงบ้านใหม่
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!