"ถ้าพวกเธอจมูกไวกันขนาดนี้ ทำไมไม่ไปสมัครเป็นสารวัตรทหารกันเสียเลยล่ะคะ?"
ซูเหมยปรายตามองกลุ่มเพื่อนบ้านหญิงที่ยืนเกาะรั้วไม้ไผ่หน้าบ้าน ส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มแต่แววตากลับคมกริบราวกับใบมีดโกนซ่อนในแพรไหม
น้ำเดือดพล่านในกระทะเหล็กใบใหญ่ส่งเสียงปุดๆ พร้อมกับกลุ่มควันสีขาวที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเย็น กลิ่นหอมอวลของน้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวมานานกว่าสามชั่วโมง ผสมผสานกับกลิ่นเครื่องเทศจีนยี่สิบชนิด ทั้งโป๊ยกั๊ก ออบเชย ลูกจันทน์ และพริกเสฉวนคั่วหอมกรุ่น กำลังแผ่ขยายอานุภาพไปทั่วรัศมีร้อยเมตร ลอยละลิ่วไปตามสายลมโชย พาเอาความหิวโหยของชาวบ้านซานหลี่เหอให้ปั่นป่วนจนแทบยืนไม่อยู่
นี่คือ "ความหอมที่รั้งคนไว้" ของแท้ค่ะ!
หลังจากผ่านพ้นมรสุมจากตระกูลเฉินและการหาเงินก้อนแรกในตลาดมืดมาได้ ซูเหมยก็ตัดสินใจใช้พื้นที่ในครัวหลังบ้านทดลองสูตร "พะโล้สูตรลับจักรพรรดิ" และ "เนื้อตุ๋นยาจีน" เพื่อเตรียมต่อยอดเป็นสินค้าตัวใหม่สำหรับวางขายส่งในเมืองใหญ่ น้ำซุปสูตรนี้เธอไม่ได้ใช้แค่เครื่องเทศธรรมดา แต่แอบหยดน้ำทิพย์จากมิติพิเศษลงไปเพียงไม่กี่หยด ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่ความหอมกลมกล่อมธรรมดา แต่เป็นความหอมล้ำลึกที่ต่อให้คนอิ่มท้องมาจากไหน ก็ต้องน้ำลายสอเมื่อได้กลิ่น
"โอייה ซูเหมย... นี่เธอกำลังทำอะไรกินกันแน่? หอมจนไส้ฉันจะขาดอยู่แล้วนะเนี่ย" ป้าชุนเฟิง ผู้ขึ้นชื่อเรื่องปากหอยปากปูประจำหมู่บ้าน กลืนน้ำลายลงคอเสียงดังเอือก มือเหี่ยวย่นเกาะรั้วแน่นราวกับกลัวว่าบ้านนี้จะบินหนีไปไหน สายตาละโมบกวาดมองเข้าไปในครัวผ่านช่องว่างของไม้ระแนง
"แค่ต้มกระดูกหมูนิดหน่อยค่ะ พอดีเด็กๆ ที่บ้านร่างกายผอมแห้ง เลยต้องบำรุงกันเสียหน่อย" ซูเหมยตอบด้วยน้ำเสียงเรื่อยเปื่อย มือเรียวตักฟองสีนวลออกจากผิวหน้าหม้อซุปอย่างใจเย็น ท่าทางมั่นอกมั่นใจและไม่สะทกสะท้านต่อสายตาอยากรู้อยอยากเห็นของคนรอบข้าง
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศหน้าบ้านกำลังชุลมุนด้วยเสียงอื้ออึงของชาวบ้านที่เริ่มแห่กันมามุงราวกับมีงานวัดย่อมๆ ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าสีเขียวขี้ม้าของนายทหารหนุ่มก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ด้านหลังกลุ่มคนเหล่านั้น
เฉินเหว่ยเพิ่งกลับจากการฝึกซ้อมภาคสนามที่ค่ายทหาร ใบหน้าคมเข้มมีร่องรอยความเหนื่อยล้า แต่ทันทีที่จมูกโด่งเป็นสันได้รูปสูดกลิ่นอายที่ลอยมาตามลม ดวงตาคมกริบคู่นั้นก็ไหววูบ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงประกายความอบอุ่นที่ฉายชัดขึ้นมาในความมืดสลัว
เขากวาดสายตาดุๆ มองฝูงชนที่ยืนออกันหน้าบ้านจนพวกนางต้องรีบถอยกรูดเปิดทางให้ด้วยความเกรงกลัว เฉินเหว่ยไม่เอ่ยปากไล่สักคำ แต่รังสีความน่าเกรงขามแบบฉบับทหารผ่านศึกก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนหุบปากฉับ
ซูเหมยเงยหน้าขึ้นจากเตาไฟพอดี ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาคมเข้มของสามีที่ยืนนิ่งอยู่ตรงประตูครัว หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว เคมีเงียบงันแต่หนักแน่นระหว่างคนทั้งสองก่อตัวขึ้นในชั่วพริบตา ไม่ต้องมีคำหวาน ไม่ต้องมีคำอ้อนวอน แค่สายตาที่ส่งผ่านความห่วงใยและความเข้าใจ ก็ทำให้ซูเหมยรู้สึกราวกับมีเกราะเหล็กคอยปกป้องอยู่ข้างกาย
"กลับมาแล้วหรือคะ? ไปล้างมือล้างหน้าก่อนเถอะ อาหารใกล้เสร็จพอดี" ซูเหมยเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
"อืม กลิ่นหอมมาก" เฉินเหว่ยเดินเข้ามาใกล้ สัมผัสกว้างวางลงบนศีรษะทุยของภรรยาเบาๆ เป็นการทักทายที่ทำเอาซูเหมยหน้าแดงซ่าน แม้จะแต่งงานและมีลูกด้วยกันถึงสองคนแล้ว แต่ความอบอุ่นแบบผู้ชายคนนี้ก็ยังทำให้เธอใจเต้นแรงทุกที
แต่ความสงบสุขในบ้านหลังน้อยมักอยู่ได้ไม่นาน...
*ปัง!*
เสียงถีบประตูรั้วไม้หน้าบ้านดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงแหลมสูงที่กรีดทะลุโสตประสาทเข้ามาจนทุกคนต้องสะดุ้ง
"นังสะภากาลกิณี! แกทำอะไรกินกันแน่ ทำไมกลิ่นมันถึงได้ฟุ้งกระจายไปทั่วหมู่บ้านขนาดนี้! แกแอบซ่อนอาหารดีๆ ไว้กินกันเองตามลำพังรึไง ห๊ะ!"
ร่างท้วมของจางชุ่ยฮวา แม่สามีใจร้ายพ่วงด้วยป้าสะใภ้ตระกูลเฉินเดินน치น้าเข้ามาในลานบ้าน ใบหน้ายับย่นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและตัณหาความโลภ ดวงตาเล็กหรี่มองหม้อพะโล้ใบใหญ่บนเตาไฟราวกับหมาป่าเห็นเหยื่ออันโอชะ ด้านหลังมีเฉินต้ากั๋วสามีผู้ไร้น้ำยาเดินหน้าสลอนตามเข้ามาติดๆ
ซูเหมยหุบยิ้มทันที แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาคมกริบ เธอยืดตัวขึ้นเต็มความสูง วางทัพพีในมือลงบนโต๊ะไม้ เสียงกระทบกันเบาๆ แต่กลับทรงพลังพอกลบเสียงโวยวายของแม่สามีให้ชะงักงัน
"โอ้โห แม่สามีผู้ประเสริฐ... ลมอะไรหอบท่านมาถึงนี่ได้ล่ะคะ หรือว่าจมูกไวรับกลิ่นเก่งเสียยิ่งกว่าสุนัขพันธุ์ทางแถวบ้านเสียอีก?" ซูเหมยเปิดฉากย้อนกลับทันที น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนจนคนฟังหน้าชา
"นัง... นังสารเลว! แกกล้าด่าฉันเรอะ!" จางชุ่ยฮวาชี้หน้าด่าด้วยความโมโหจนตัวสั่นเทา "บ้านนี้เป็นของตระกูลเฉิน! ของทุกอย่างในบ้านนี้รวมถึงหม้อข้าวหม้อแกงนี้ก็เป็นของตระกูลเฉินด้วย! แกไม่มีสิทธิ์มาแอบทำอะไรกินคนเดียวโดยไม่แบ่งให้พ่อแม่!"
เฉินเหว่ยขยับตัวก้าวมาบังหน้าภรรยาไว้ครึ่งหนึ่ง สีหน้าเคร่งขรึมราศีนายทหารแผ่ซัมซั่งความกดดันออกมาจนจางชุ่ยฮวาต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ
"แม่ครับ ผมแยกบ้านออกมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และนี่คือหยาดเหงื่อแรงงานของภรรยาผม ไม่มีส่วนไหนที่เป็นของตระกูลเฉินอีก" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่เฉียบขาดราวกับประกาศิต
"แก... ไอ้ลูกอกตัญญู! แกเข้าข้างนังเมียตัวดีนี่เหรอ!" จางชุ่ยฮวาโวยวายลั่น ชำเลืองมองหม้อพะโล้ตาเป็นมัน ตั้งใจจะพุ่งเข้าไปตักกินให้หนำใจ
ทว่า ซูเหมยกลับเร็วกว่า เธอหยิบกระบวยไม้ขึ้นมาตักน้ำพะโล้เดือดๆ สีเข้มข้นส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลขึ้นมา แล้วราดลงบนชิ้นหมูสามชั้นที่หั่นเตรียมไว้เสียงดังฉ่า! ควันโขมงพวยพุ่งขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมที่ทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกขั้นจนทุกคนในบริเวณนั้นกลืนน้ำลายดังเอื๊อกใหญ่
ซูเหมยแย้มยิ้มเย็นเยียบ มองหน้าแม่สามีที่กำลังอ้าปากค้างด้วยความอยากกินแต่ไม่กล้าเข้ามาใกล้ แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนต้องอึ้งงัน
"ถ้าอยากกินนัก... ก็จ่ายเงินมาค่ะ ชามละสิบเหรียญเหมาๆ ไม่มีข้อยกเว้น"
จางชุ่ยฮวาหน้าซีดเผือดอ้าปากค้าง ส่วนเฉินเหว่ยแอบยกยิ้มมุมปากอย่างภูมิใจในความแสบของภรรยา
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังระอุถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้ง พร้อมกับเสียงประกาศก้องที่ทำให้ทุกคนถึงกับหน้าถอดสี—
"เปิดประตู! เจ้าหน้าที่จากสำนักงานพาณิชย์อำเภอมาตรวจสอบการค้ากำไรเกินควร!"
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับความกล้าหาญของซูเหมยนะคะ ❤️ - หลินฮวายุคปฏิรูป)
คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม•ตอนที่ 21
ความหอมที่รั้งคนไว้
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!