คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม•ตอนที่ 20

งานเทศกาลหมู่บ้าน

ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
"ถ้าคิดว่าฝีมือระดับหางแถวของคุณหนูตระกูลจางจะตบตาคนทั้งหมู่บ้านได้ ก็เชิญเอาตะหลิวไปเคาะกะลาขายหน้าต่อเถอะค่ะ" เสียงหัวเราะเยาะในลำคอของจางชุ่ยฮวา ดังแหวksผ่านม่านควันโขมงจากเตาฟืนขนาดใหญ่กลางลานจัดงานเทศกาลประจำปีของหมู่บ้านหง싱 แม่สามีตัวแสบยืนเท้าสะเอว ใบหน้าย่นยู่ด้วยความสะใจที่เห็นหลินซูเหมยกำลังถูกท้าทายจากกลุ่มแม่บ้านฝ่ายอาหาร ที่ตั้งใจกลั่นแกล้งด้วยการส่งวัตถุดิบเหลือเดน ทั้งหมูสามชั้นติดมันหนาเตอะส่งกลิ่นสาบและแป้งข้าวเจ้าเก่าเก็บขึ้นรามาให้ทำอาหารเลี้ยงชาวบ้านกว่าร้อยชีวิต ซูเหมยไม่แม้แต่จะชายตามองร่างท้วมที่ยืนรอสมน้ำหน้า นางเพียงแค่ใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผาก ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ สายตาคมกริบราวกับเหยี่ยวจ้องมองซากหมูสามชั้นตรงหน้าด้วยประกายตาวาวโรจน์—ในมิติยุคเจ็ดศูนย์แห่งนี้ ไม่มีวัตถุดิบใดไร้ค่า มีเพียงแม่ครัวที่ไร้ปัญญาต่างหากล่ะคะ! "ขอบพระคุณความกรุณาของคุณแม่ ที่อุตส่าห์คัดสรร 'ของดี' มาให้ลูกสะใภ้ได้แสดงฝีมือนะคะ" ซูเหมยเน้นเสียงคำว่าของดีจนคนฟังรู้สึกเสียวสันหลังวาบ "แต่เกรงว่า... อาหารมื้อนี้ อาจจะทำให้คนบางคนแถวนี้กลืนน้ำลายจนสำลักความอิจฉาตายเสียก่อนที่จะได้ชิมน่ะสิคะ" เฉินเหว่ยที่ยืนถือกระสอบฟืนอยู่ไม่ไกล ขยับตัวเข้ามาใกล้ภรรยาโดยสัญชาตญาณ นัยน์ตาคมกราบกรานดุดันกวาดมองกลุ่มคนที่ส่งเสียงซุบซิบหัวเราะคิกคักรอบลานจัดงาน ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อทหารสีเขียวเข้มแผ่ไอเย็นเยียบออกมาจนไม่มีใครกล้าสบตา แต่มือหนากลับยื่นกระติกน้ำอลูมิเนียมที่บรรจุน้ำอุ่นส่งให้ภรรยาเงียบๆ โดยไม่เอ่ยปากขัดขวางแม้แต่น้อย เพราะเขามั่นใจในตัวภรรยาคนนี้... ผู้หญิงที่พลิกชีวิตครอบครัวจากนรกหมกไหม้ให้กลายเป็นสวรรค์ได้ย่อมไม่มีทางพ่ายแพ้แก่เกมตื้นๆ พวกนี้แน่นอน "ซูเหมย... อย่าฝืนเลยลูก ถ้าทำไม่ได้ก็ยอมรับเสียเถอะ เดี๋ยวจะอับอายขายขี้หน้าไปถึงตระกูลเฉิน" เสียงหัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีปนความกังวลระคนกัน "ท่านหัวหน้าหมู่บ้านโปรดวางใจเถอะค่ะ" ซูเหมยแย้มยิ้มพริ้มเพรา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจจนน่าหมั่นไส้ "วันนี้ข้าจะทำให้ทุกท่านรู้ว่า หมูสามชั้นสามัญและแป้งเก่าๆ ก็สามารถรังสรรค์เป็นอาหารที่ทำให้สวรรค์สะเทือนได้เช่นกันค่ะ" สิ้นคำประกาศ นางไม่รอช้า มีดอีโต้ในมือถูกตวัดลงบนเขียงไม้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ *ฉับ! ฉับ! ฉับ!* เสียงคมมีดกระทบเนื้อดังเป็นจังหวะราวกับเสียงดนตรี หมูสามชั้นถูกหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดพอดีคำอย่างประณีต ความหนาเท่ากันทุกชิ้นราวกับใช้ไม้บรรทัดวัด ในขณะเดียวกัน เตาไฟด้านข้างก็ถูกเร่งความร้อนด้วยฟืนแห้งที่เฉินเหว่ยคอยช่วยสุมให้อย่างรู้ใจ กลิ่นหอมแรกที่โชยออกมาไม่ใช่กลิ่นสาบหมู แต่เป็นกลิ่นหอมละมุนของเครื่องเทศลับที่ซูเหมยแอบหยิบออกมาจากมิติพิเศษ—โป๊ยกั๊ก อบเชย ใบชะพลูแห้ง และรากผักชีตำละเอียด น้ำตาลกรวดสีทองถูกเคี่ยวลงในหม้อดินเผาจนละลายเป็นสีอำพันประกายเงางาม เสียง *ฉู่ซ่า* ดังขึ้นเมื่อนางโยعชิ้นหมูสามชั้นลงไปผัดเคลือบน้ำตาลเคี่ยวจนผิวเนื้อตึงรัด น้ำสีน้ำตาลเข้มข้นเคลือบชิ้นหมูทุกอณูจนเป็นเงาวับ สะท้อนแสงแดดยามสายระยิบระยับ จางชุ่ยฮวาที่ยืนรอหัวเราะเยาะ เริ่มหุบยิ้มลงทีละน้อย เมื่อกลิ่นหอมหวานล้ำลึกของน้ำซุปที่เคี่ยวเคี่ยวกับซีอิ๊วชั้นดีและเหล้าจีนเริ่มแผ่ซ่านทะลุกรอบรั้วลานจัดงาน ลอยไปแตะจมูกของชาวบ้านที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ไกลออกไปทีละคนสองคน "กลิ่น... กลิ่นอะไรน่ะ? หอมหวานชวนหิวเสียจริง!" หญิงชราคนหนึ่งในหมู่บ้านสูดจมูกฟุดฟิด หันซ้ายหันขวาหาต้นตอ "นั่นสิ เหมือนกลิ่นหมูตุ๋นซีอิ๊ว แต่ทำไมมันหอมล้ำลึกกว่าปกติหลายเท่านัก?" ชายหนุ่มคนงานในไร่กลืนน้ำลายลงคอเอื๊อกใหญ่ ท้องไส้เริ่มส่งเสียงโครกครากประท้วงขึ้นมาดื้อๆ ซูเหมยยังคงนิ่งสงบ นางไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เริ่มเปลี่ยนทิศทาง มือเรียวบางหยิบแป้งข้าวเจ้าเก่าเก็บที่ถูกมองข้าม มานวดผสมกับน้ำต้มใบเตยสีเขียวมรกตที่นางเตรียมไว้ล่วงหน้า นวดคลึงจนเนื้อแป้งเนียนนุ่มดุจแพรไหม ก่อนจะปั้นเป็นก้อนกลมสอดไส้ด้วยงาดำคั่วหอมกรุ่นและน้ำตาลอ้อยเคี่ยวข้น เมื่อนำไปนึ่งในลังไม้ไผ่ไอน้ำพวยพุ่ง กลิ่นหอมหวานของใบเตยและงาดำก็ผสานกลิ่นหอมเค็มหวานของ 'หมูสามชั้นตุ๋นครึ่งซีก' (หมูพะโล้สูตรลับเฉพาะกวางตุ้งประยุกต์) จนกลกลายเป็นกลิ่นอายความอร่อยที่ยั่วยวนเกินกว่ามนุษย์ปุถุชนจะต้านทานไหว เวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม ลานจัดงานที่เคยมีแต่เสียงนินทากลับเงียบกริบลงอย่างน่าประหลาด เหลือเพียงเสียงน้ำเดือดปุดๆ ในหม้อดินและเสียงกลืนน้ำลายของฝูงชนที่ยืนล้อมวงเข้ามาใกล้เรื่อยๆ โดยไม่มีใครบอก ซูเหมยตักหมูสามชั้นตุ๋นสีแดงฉ่ำวับ น่ากิน จัดเรียงลงบนจานกระเบื้องเคลือบสีขาวอย่างประณีต ราดด้วยน้ำซุปข้นคลั่กที่เคี่ยวจนไขมันละลายหายไป เหลือแต่เนื้อหมูที่นุ่มละมุนลิ้นแทบละลายในปากทันทีที่สัมผัส พร้อมกับจัดขนมแป้งนึ่งไส้งาดำร้อนๆ สีเขียวมรกตเคียงข้างกันอย่างงดงาม "เชิญทุกท่านทดลองชิมฝีมือของสะใภ้ตระกูลเฉินได้เลยนะคะ" ซูเหมยผายมือด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน แต่แฝงด้วยประกายตาแห่งชัยชนะอย่างเต็มเปี่ยม ความเงียบปกคลุมอยู่เพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่หัวหน้าหมู่บ้านจะเป็นคนแรกที่ทนไม่ไหว ใช้ตะเกียบหยิบชิ้นหมูสามชั้นเข้าปาก ทันทีที่เคี้ยวลงไป ดวงตาของชายชราเบิกโพรงขึ้นด้วยความตกตะลึง—รสชาติหวานเค็มกลมกล่อมละมุนลิ้น เนื้อหมูนุ่มละมุนแทบไม่ต้องเคี้ยว ละลายหายไปในลำคอพร้อมกับทิ้งกลิ่นหอมของเครื่องเทศและเหล้าจีนไว้อย่างยาวนาน! "อร่อย! อร่อยยิ่งกว่าภัตตาคารในเมืองเสียอีก!" หัวหน้าหมู่บ้านอุทานออกมาเสียงดังลั่น จนคนรอบข้างพากันแย่งกันหยิบตะเกียบเข้ามารุมล้อมราวกับฝูงผึ้งรวงหวาน จางชุ่ยฮวาหน้าซีดเผือด นางอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ เมื่อเห็นชาวบ้านต่างพากันส่งเสียงชื่นชมลูกสะไภ้ที่นางเกลียดชังจนออกนอกหน้า แม้แต่เด็กๆ ยังพากันแย่งกันกินขนมแป้งนึ่งจนหมดเกลี้ยงในพริบตาเดียว ความสำเร็จครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ตบหน้าตัวร้ายจนชาไปทั้งแถบ แต่ยังเป็นการประกาศศักดาให้ทุกคนในหมู่บ้านได้ประจักษ์ว่า 'หลินซูเหมย' ผู้นี้ไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอให้ใครรังแกอีกต่อไปแล้วค่ะ! ทว่า... ในจังหวะที่เสียงชื่นชมกำลังดังกระหึ่ม ท่ามกลางรอยยิ้มแห่งความสุขของเฉินเหว่ยที่โอบไหล่ภรรยาไว้เบาๆ นั้นเอง ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อคลุมกันหนาวสไตล์ตะวันตกสมัยใหม่ ก็ก้าวแหวกฝูงชนเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าซูเหมย ชายหนุ่มแปลกหน้าผู้มีใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักและรอยยิ้มพราวเสน่ห์ ปลดแว่นตากันแดดลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกลมหายใจในลานจัดงานต้องสะقفหยุดนิ่ง— "ฝีมือระดับนี้... สนใจไปเป็นเชฟเอกให้ 'ภัตตาคารซิ่งฮวา' ในตัวเมืองหลวงกับผมไหมครับ คุณสหายซูเหมย?" —โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ ❤️— *(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับความกล้าหาญของซูเหมยนะคะ ❤️ - หลินฮวายุคปฏิรูป)*
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%