กลิ่นหอมกรุ่นของพริกหมาล่าและน้ำมันหมูเจียวที่อบอวลอยู่รอบเตาดินเหนียวหลังบ้านตระกูลเฉิน มิได้เป็นเพียงแค่กลิ่นอาหารธรรมดา หากแต่มันคือกลิ่นอายแห่งอำนาจที่กำลังเปลี่ยนมืออย่างเงียบเชียบ
ซูเหมยใช้ตะหลิวเหล็กเคาะขอบกระทะเสียงดัง ‘กริ๊ง’ จังหวะนั้นคมกริบราวกับเสียงประกาศิต นางตวัดข้อมือผัดหมูสามชั้นหั่นบางที่เคลือบด้วยซอสถั่วเหลืองเข้มข้นและน้ำตาลทรายแดงลงไป ควันสีขาวพวยพุ่งพร้อมกับกลิ่นหอมเย้ายวนที่ลอยทะลุผนังไม้ไผ่เก่าๆ ออกไปจนถึงลานบ้านด้านหน้า ทำให้จางชุ่ยฮวาที่กำลังนั่งลับๆ ล่อๆ อยู่บนเก้าอี้ไม้ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก
"นังสะใภ้รอง! เจ้าทำอะไรกินกันแน่ กลิ่นฉุนจนแสบจมูกไปหมดแล้วนะ!" เสียงแหลมปรี๊ดของแม่สามีดังแทรกเข้ามาทันที พร้อมกับร่างอวบอ้วนที่ก้าวเข้ามาในครัวด้วยท่าทีฮຶดฮัด ดวงตาตี่เล็กกวาดมองไปรอบหม้อและไหด้วยความโลภที่ปิดไม่มิด
ซูเหมยไม่ได้หันไปมองทันที นางหรี่ไฟลงเล็กน้อย ตักหมูผัดซีอิ๊วสีสวยเงางามใส่ชามกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดตาอย่างทะนุถนอม ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับแม่สามีด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา
"อาหารมื้อนี้ทำสำหรับข้ากับลูกๆ และเหว่ยเกอค่ะ แม่สามีคงทราบดีกระมังคะว่า ตั้งแต่วันที่เราตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนกลางกันใหม่ ข้ากับลูกไม่ได้แตะต้องแป้งหยาบหรือผักเน่าๆ ในกองกลางของครอบครัวเรามาสามวันแล้ว" สุ้มเสียงของนางนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นจนจางชุ่ยฮวาชะงักไป
"เจ้า... เจ้ากล้าพูดจาย้อนข้าหรือ! อย่าลืมนะว่าข้าวสารในไห น้ำมันในขวด และแม้แต่ฟืนพวกนี้ ก็มาจากหยาดเหงื่อของคนในบ้านตระกูลเฉิน!" จางชุ่ยฮวาชี้หน้าสะใภ้รองด้วยความโกรธเกรี้ยว มือสั่นเทาด้วยความโมโหที่ถูกตบหน้ากลางอากาศ
ซูเหมยหัวسเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวسเราะนั้นช่างเย็นเยียบจนจางชุ่ยฮวาต้องหุบปากลงครึ่งหนึ่ง "หยาดเหงื่อของใครหรือคะ? หยาดเหงื่อของพี่ใหญ่ที่เอาแต่เล่นการพนันในเมือง หรือหยาดเหงื่อของน้องสามที่นอนอืดอยู่บนเตียงจนถึงเที่ยงวัน? หรือว่าเป็นหยาดเหงื่อของเหว่ยเกอ สามีผู้ซื่อสัตย์ของข้าที่ส่งเงินเดือนทหารกลับมาทุกเดือน แต่แม่กลับเก็บบัญชีไว้ใช้จ่ายตามใจชอบคนเดียว?"
"บังอาจ!" จางชุ่ยฮวาตบโต๊ะเสียงดังสนั่น "สะใภ้ชั่ว เจ้าชักจะปีนเกลียวใหญ่แล้วนะ! ถ้าไม่อยากอยู่ก็ไสหัวออกไป มือเปล่าๆ สองข้างนี่แหละ!"
นั่นคือคำที่ซูเหมยรอคอย นางมิได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม แววตาคู่คมกลับพราวระยับด้วยประกายแห่งชัยชนะ นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนข้อความด้วยลายมือสะอาดสะอ้านออกมาจากอกเสื้อ แล้ววางลงบนโต๊ะไม้ไผ่เสียงดัง ‘ปึก’
"ถ้าเช่นนั้น ก็ลงชื่อในหนังสือแยกบ้านฉบับนี้เสียเถอะค่ะ"
จางชุ่ยฮวาเบิกตากว้าง มองกระดาษแผ่นนั้นราวกับเห็นผี "เจ้า... เจ้าว่าอะไรนะ?"
"ข้าบอกว่า แยกบ้านค่ะ" ซูเหมยเดินเข้าไปใกล้ ก้าวทีละก้าวอย่างมั่นคง กดดันให้อีกฝ่ายต้องถอยหลัง "พวกเราอยู่ร่วมกันภายใต้ชายคาเดียวกัน แต่มีแต่คนเอาเปรียบ ข้าเหนื่อยแล้วค่ะ และลูกๆ ของข้าก็สมควรได้รับชีวิตที่ดีกว่าการมาอดอยากปากแห้งเพื่อเลี้ยงดูคนขี้เกียจในบ้านหลังนี้"
ในขณะนั้นเอง เฉินเหว่ยที่ยืนพิงกรอบประตูอยู่เงียบๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ก้าวเท้าเข้ามาในห้องครัว ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าสีเขียวทหารของเขาแผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาอย่างชัดเจน ใบหน้าคมคายไร้ซึ่งรอยยิ้ม ดวงตาดำสนิทคู่นั้นมองมารดาแท้ๆ ของตนด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
"เหว่ยเกอ! เจ้าดูนังเมียตัวดีของเจ้าสมันสิ มันกล้าไล่แม่เหรอ!" จางชุ่ยฮวาปรี่เข้าไปหาบุตรชายคนรองทันที หวังจะใช้ความดราม่าเรียกคะแนนความสงสารเหมือนทุกครั้ง
ทว่า เฉินเหว่ยกลับขยับตัวหลบเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาด้วยความเรียบเฉยที่เฉียบคมยิ่งกว่ามีดโกน
"ข้าเห็นด้วยกับซูเหมยครับ"
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องครัวชั่วขณะ จางชุ่ยฮวาอ้าปากค้าง สมองของนางหยุดทำงานไปชั่วขณะ บุตรชายผู้เงียบขรึมและเชื่อฟังมาตลอดชีวิต กลับเอ่ยปากสนับสนุนภรรยาในการขอแยกบ้าน!
"เจ้า... เจ้าพูดว่าอะไรนะ เหว่ยเกอ เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ!" จางชุ่ยฮวาหวีดร้อง
"ข้ามีสติครบถ้วนดีครับแม่" เฉินเหว่ยสาวเท้าเข้ามาโอบไหล่บางของซูเหมยไว้หลวมๆ สัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงทำให้นางรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก "เงินเดือนทหารของผมจากนี้ไป จะถูกแบ่งครึ่งหนึ่งให้แม่ตามกฎหมาย แต่ส่วนที่เหลือ... จะต้องเป็นของลูกเมียผมเท่านั้น และที่ดินแปลงท้ายหมู่บ้านที่เป็นส่วนของผม ผมขอรับมันคืนในฐานะสิทธิ์การแบ่งสมบัติ"
ซูเหมยส่งยิ้มให้สามีอย่างรู้ใจ เคมีระหว่างคนทั้งสองสอดประสานกันอย่างลงตัวโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำหวาน ทว่ามันกลับทรงพลังยิ่งกว่าสิ่งใด ในสายตาของนาง เฉินเหว่ยในยามนี้ช่างพึ่งพาได้และหลงใหลในความเด็ดเดี่ยวของนางอย่างแท้จริง
จางชุ่ยฮวาหน้าซีดเผือด นางรู้ดีว่าหากไม่มีเงินเดือนของเฉินเหว่ย ครอบครัวฝั่งสามีจะต้องลำบากแน่ แต่นางยังคงดื้อดึง "ไม่มีทาง! ข้าไม่เซ็น! อยากแยกนักใช่ไหม งั้นก็ไสหัวไปตัวเปล่า ห้ามเอาอะไรไปแม้แต่ชามใบเดียว!"
ซูเหมยหยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมาสะบัดเบาๆ "ท่านแม่คิดว่าข้าไม่มีหลักฐานหรือคะ? สมุดบัญชีรายรับรายจ่ายที่เหว่ยเกอส่งเงินมาตลอดห้าปีนี้ รวมถึงเอกสารการถือครองที่ดินที่ถูกซ่อนไว้ใต้เตียงของพี่ใหญ่... ข้าเก็บสำเนาไว้หมดแล้วค่ะ ถ้าท่านไม่ยอมเซ็นตอนนี้ ข้าจะนำเรื่องนี้ไปให้ผู้ใหญ่บ้านและคอมมิวนิสต์ประจำหมู่บ้านช่วยตัดสิน พร้อมกับตรวจสอบว่าเงินสงเคราะห์ทหารหายไปไหนหมด!"
คำว่า ‘ตรวจสอบ’ ทำให้จางชุ่ยฮวาหน้าถอดสีทันที เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม ในยุคสมัยนี้ ทางการเอาจริงเอาจังกับการยักยอกเงินหรือการเอาเปรียบครอบครัวทหารผ่านศึกมาก หากเรื่องนี้แดงโฉ่ขึ้นมา ลูกชายคนโตของนางอาจถึงขั้นหมดอนาคต
มือที่อูมหนาของจางชุ่ยฮวาสั่นเทาเมื่อยื่นออกไปรับพู่กันจากมือของซูเหมย ดวงตาขุ่นเคืองมองสะใภ้รองด้วยความแค้นเคืองสุดซึ้ง แต่ความกลัวต่ออำนาจรัฐมีมากกว่า นางจึงตวัดปลายพู่กันลงชื่อลายนิ้วมือแดงฉานลงบนกระดาษอย่างจำยอม
"ดี... ดีมาก! พวกเจ้าอยากไปนักใช่ไหม ออกไปให้พ้นหน้าบ้านข้าเลยนะ!"
ซูเหมยรับกระดาษแผ่นนั้นมาเป่าให้แห้งอย่างใจเย็น รอยยิ้มงดงามปรากฏบนใบหน้าเรียวสวย นางพับเก็บมันอย่างทะนุถนอมราวกับมันคือทองคำแผ่นใหญ่
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดกำลังจะคลี่คลายลง เสียงเคาะประตูรั้วด้านหน้าบ้านก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง พร้อมกับเสียงตะโกนกระหืดกระหอบของเพื่อนบ้านที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามา
"แย่แล้ว! เฉินเหว่ย! ซูเหมย! เกิดเรื่องใหญ่ที่ตลาดมืดแล้ว สินค้าหมูทอดสมุนไพรล็อตแรกของพวกเธอ... ถูกเจ้าหน้าที่สหกรณ์พาณิชย์กวาดจับไปหมดเกลี้ยงแล้ว!"
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตาชีวิตไปพร้อมกับซูเหมยนะคะ ครั้งหน้ามาร่วมลุ้นกันค่ะว่าซูเหมยจะพลิกวิกฤตนี้ให้กลายเป็นโอกาสทองได้อย่างไร!
คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม•ตอนที่ 5
ข้อเสนอแยกบ้านที่ปฏิเสธไม่ได้
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!