คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม•ตอนที่ 4

กลิ่นหมูตุ๋นเรียกแขก

ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
“ถ้าคิดจะขโมยน้ำมันของฉันไปให้ลูกสาวตัวเองอีกรอบ ก็เชิญก้าวเท้าผ่านธรณีประตูเข้ามาเลยค่ะ แม่สามี” ซูเหมยไม่ได้เงยหน้ามองร่างท้วมที่ยืนจังก้าอยู่หน้าครัว ดวงตาเรียวสวยยังคงจดจ้องอยู่กับการเคี่ยวน้ำตาลกรวดให้ละลายจนกลายเป็นสีอำพันในหม้อดินเผาใบเก่า มือที่สวมถุงมือผ้าทำจากเศษผ้าเก่าขยับตะหลิวไม้อย่างมั่นคง ท่ามกลางเสียงฉ่าของเนื้อหมูสามชั้นที่เริ่มคายน้ำมันออกมาจนส่งเสียงดังฟังชัด จางชุ่ยฮวาชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวย่างเข้ามา นางพ่นลมหายใจฮึดฮัด ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดที่ถูกดักคอ “นังลูกสะใภ้ตัวดี! แกพูดจาเนรคุณอะไรออกมา นี่มันบ้านของตระกูลเฉินนะ ฉันจะเป็นเจ้าของบ้านจะเดินไปไหนก็ได้ แล้วที่กลิ่นหอมฟุ้งนี่มันอะไรกัน... แกแอบเอาเนื้อที่ควรจะเก็บไว้ให้ลูกชายฉันกิน ไปทำอะไรกินคนเดียวงั้นหรือ!” ซูเหมยแค่นหัวเราะในลำคอ “ของที่เก็บไว้ให้พี่เหว่ย? อย่าให้ฉันต้องพูดเลยค่ะว่าเนื้อชิ้นนี้ฉันเอามาจากไหน พี่เหว่ยทำงานหนักแทบตายเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แต่ท่านกลับจะเอาเนื้อที่ควรจะเป็นโปรตีนให้หลานๆ ไปบำรุงลูกสาวตัวเองที่เอาแต่แต่งตัวสวยงามอยู่บ้านเฉยๆ แบบนั้นน่ะหรือคะ?” กลิ่นหอมของซีอิ๊วชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นเครื่องเทศจำพวกโป๊ยกั๊กและอบเชยที่ซูเหมยแอบหยิบออกมาจากมิติลับเริ่มอบอวลไปทั่วบริเวณ กลิ่นที่เข้มข้นจนคนข้างบ้านที่กำลังนั่งล้อมวงกินโจ๊กจืดๆ ถึงกับต้องวางตะเกียบลงแล้วสูดดมอากาศด้วยความสงสัย ลูกชายสองคนของซูเหมย—เจ้าก้อนแป้งเล็กๆ สองคนนั่งตาแป๋วอยู่ข้างเตาไฟ จ้องมองหม้อดินใบนั้นราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่า ซูเหมยลูบหัวลูกๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหันไปสบตาจางชุ่ยฮวาที่กำลังกลืนน้ำลายอึกใหญ่ “วันนี้ฉันจะทำหมูตุ๋นน้ำแดงค่ะ ถ้าท่านหิว ก็เชิญไปหาอะไรกินที่บ้านตัวเอง หรือจะไปขอส่วนแบ่งจากลูกสาวท่านก็ได้นะคะ แต่สำหรับที่นี่... กลิ่นหอมพวกนี้คือค่าแรงที่ฉันและลูกๆ ควรได้รับ” จางชุ่ยฮวาโกรธจนตัวสั่น นางพยายามจะพุ่งเข้ามาแย่งหม้อ แต่ซูเหมยอาศัยความว่องไวคว้าทัพพีไม้ขึ้นมาขวางไว้ ใบหน้าเรียบเฉยของนางเย็นชาจนแม่สามีต้องชะงัก “ถ้าท่านทำหม้อนี้คว่ำ เชื่อเถอะค่ะว่าพี่เหว่ยที่กำลังจะกลับมาถึงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า จะต้องได้ยินเรื่องที่แม่บังเกิดเกล้าพยายามจะแย่งอาหารจากปากหลานแท้ๆ ของตัวเองแน่นอน ท่านอยากให้เขาเห็นภาพแบบนั้นไหมคะ?” คำขู่ของซูเหมยได้ผลชะงัด เฉินเหว่ยเป็นคนรักครอบครัวและกตัญญู แต่เขาก็เป็นคนยึดถือความถูกต้องเป็นที่ตั้ง หากเขาเห็นว่ามารดาของเขารังแกเมียและลูกจนอดมื้อกินมื้อ เขาไม่มีทางอยู่เฉยแน่ จางชุ่ยฮวาถอยกรูดออกไปอย่างหัวเสีย นางถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วตะโกนด่าทอทิ้งท้ายก่อนจะเดินปังออกไป “ดี! ทำไป! แกทำแบบนี้ระวังเถอะ วันหนึ่งแกจะไม่มีเหลือแม้แต่เศษข้าวให้ลูกแกกิน!” ซูเหมยไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกา นางหันกลับมาดูแลหม้อตุ๋นต่อ เนื้อหมูสามชั้นเริ่มเปื่อยนุ่มจนแทบละลายในปาก สีน้ำตาลเข้มมันวาวเคลือบไปทั่วชิ้นเนื้อ ซูเหมยตักหมูตุ๋นขึ้นมาใส่ชามใบเล็กๆ กลิ่นที่หอมฟุ้งลอยออกไปนอกหน้าต่าง ปะทะเข้ากับลมเย็นของยามเย็น ทำให้เพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปมาถึงกับต้องหยุดชะงัก “นั่นกลิ่นอะไรน่ะ? หอมเหมือนเนื้อตุ๋นสูตรเหลาอาหารในเมืองเลย!” หญิงวัยกลางคนบ้านข้างๆ โผล่หน้ามาที่รั้วไม้ด้วยความอยากรู้ ซูเหมยคลี่ยิ้มอย่างเป็นมิตร แต่นัยน์ตาแฝงไปด้วยชั้นเชิงทางธุรกิจ “อ้อ พอดีวันนี้เหมยลองหัดทำสูตรใหม่น่ะค่ะท่านป้า ถ้าท่านป้าไม่รังเกียจ เดี๋ยวเย็นนี้เหมยจะแบ่งไปให้ชิมสักชิ้นนะคะ ถือว่าเป็นการผูกมิตรเพื่อนบ้านค่ะ” “โอ้โห ใจดีจังนะแม่ซูเหมย! เดี๋ยวป้ามีผักสดในสวนจะเอามาแลกนะ!” ซูเหมยปิดฝาหม้อด้วยรอยยิ้มพอใจ นางไม่ได้แค่ทำอาหารเพื่อกิน แต่นี่คือการประกาศศักดาในยุคที่ความหิวโหยปกคลุมหมู่บ้าน กลิ่นหอมนี้คือใบเบิกทางชั้นดีที่จะทำให้นางกลายเป็นศูนย์กลางของข่าวสารและโอกาสในอนาคต เวลาผ่านไปไม่นาน เสียงฝีเท้าหนักแน่นของชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบทหารก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน เฉินเหว่ยเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเหนื่อยล้า แต่เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมกรุ่นที่เตะจมูก เขาก็หยุดชะงัก สายตาคมกริบมองไปยังร่างบางที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดโต๊ะอาหาร เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากทักทาย ร่างของใครบางคนที่ยืนรออยู่หน้าประตูบ้านเขาก่อนแล้วก็หันมาเผชิญหน้ากับเขาเสียก่อน “พี่เหว่ยคะ วันนี้มีเรื่องสำคัญที่พี่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับ ‘คนในบ้าน’ ของเราค่ะ” ซูเหมยเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางๆ แต่นัยน์ตาของนางกลับวาวโรจน์ด้วยความเด็ดขาด เฉินเหว่ยขมวดคิ้ว มองเข้าไปในบ้านที่กลิ่นหมูตุ๋นหอมฟุ้งสลับกับสีหน้าเคร่งเครียดของภรรยา เขาเพิ่งก้าวข้ามธรณีประตูเพียงครึ่งก้าว แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติ... บนโต๊ะอาหารไม่ได้มีแค่หมูตุ๋นที่นางทำ แต่มันมี 'จดหมายตราประทับสีแดง' วางอยู่ข้างๆ ชามข้าว ซึ่งเป็นจดหมายจากหน่วยงานของเขาที่เขายังไม่ได้เปิดอ่าน แต่ทำไมมันถึงมาอยู่ในมือของภรรยาเขาได้! ซูเหมยยื่นมือไปหยิบจดหมายนั้นขึ้นมา แล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า “พี่คงต้องเลือกระหว่าง ‘ความกตัญญูที่ตาบอด’ หรือ ‘อนาคตของลูกเรา’ ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไปแล้วล่ะค่ะ” หลินฮวายุคปฏิรูปขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตาชีวิตไปพร้อมกับซูเหมยนะคะ ครั้งหน้ามาร่วมลุ้นกันค่ะว่าเฉินเหว่ยจะเลือกทางไหน!
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%