"ถ้าแกกล้าก้าวขาออกจากบ้านหลังนี้ไปแม้แต่ก้าวเดียว ก็อย่าหวังว่าจะได้เหยียบกลับเข้ามาในฐานะสะใภ้ตระกูลเฉินอีกเลย!"
เสียงตวาดแหลมสูงของจางชุ่ยฮวาบาดลึกลงไปในความเงียบยามพลบค่ำ กลิ่นอายของความตึงเครียดแผ่ซ่านจนแม้แต่ลมหายใจยังรู้สึกฝืดเคือง หลินซูเหมยไม่ได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางกำลังใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบน้ำมันบนเคาน์เตอร์ไม้ที่เพิ่งต่อเติมขึ้นมาใหม่ ดวงตากลมโตฉายแววเยือกเย็นปนสมเพชระคนกัน มือเรียวบางชะงักไปนิดเดียวก่อนจะวางผ้าลงอย่างนิ่มนวล
สะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองต่างยืนหลบมุมอยู่หลังประตู ส่งสายตาสมน้ำหน้ามาให้ แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ ในยุคปีเจ็ดศูนย์ที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ การพึ่งพาจอมตะกละตระกูลเฉินมีแต่จะทำให้สองพี่น้องเป่าเป่ากับถังถังต้องอดมื้อกินมื้อ
"คุณแม่พูดราวกับว่าบ้านหลังนี้เคยต้อนรับฉันอย่างอบอุ่นอย่างนั้นแหละค่ะ" ซูเหมยหันกลับไปสบตาแม่สามีตรงๆ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากยิ่งสร้างความขัดเคืองใจให้อีกฝ่ายจนหน้าดำหน้าแดง "ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าวทุกเมล็ด น้ำทุกหยดที่ฉันหามาได้ หรือแม้แต่เงินเบี้ยเลี้ยงทหารที่พี่เหว่ยส่งกลับมา... ถูกผลาญไปกับความลำเอียงของใครบ้างในบ้านหลังนี้ ทุกคนรู้อยู่แก่ใจดีนะคะ"
"นังตัวดี! กล้าเถียงฉันเรอะ!" จางชุ่ยฮวากำหมัดแน่น ก้าวเท้าจะพุ่งเข้ามาหมายจะสั่งสอนลูกสะใภ้ผู้แข็งกระด้าง ทว่าจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูรั้ว เป็นจังหวะก้าวที่มั่นคงและทรงพลังจนทุกคนในลานบ้านต้องชะงักงัน
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ประตูกลอนไม้ถูกผลักเปิดออกด้วยมือหนาหยาบกร้านของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อผ้าทหารสีเขียวเข้มที่ฝุ่นละอองจากการเดินทางเกาะกรังทั่วร่าง ใบหน้าคมคายเคร่งขรึม ดวงตาคมปลาบกวาดมองสถานการณ์ในลานบ้านด้วยแววตานิ่งสงบ ทว่ากลับทรงพลังจนทำให้จางชุ่ยฮวาต้องชะงักฝีเท้าโดยอัตโนมัติ
"พี่เหว่ย..." เสียงอุทานของสะใภ้รองหลุดลอดออกมาด้วยความตกใจ
เฉินเหว่ยไม่แม้แต่จะชายตามองมารดาหรือพี่สะใภ้ ร่างสูงใหญ่ก้าวผ่านพวกเขาตรงดิ่งมายังห้องครัวที่หลินซูเหมยยืนอยู่ กลิ่นอายของความเป็นชายชาติทหารและฝุ่นควันจากการเดินทางไกลปะปนกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องเทศที่ลอยอบอวลอยู่ในห้องครัว ดวงตาคมเข้มคู่นั้นทอดมองภรรยาที่ไม่ได้เจอกันนานแรมปี ประกายความห่วงใยและคิดถึงซ่อนอยู่ใต้ความนิ่งขรึมอย่างมิดชิด
ซูเหมยชะงักไปครู่หนึ่ง นางไม่คาดคิดว่าเขาจะเดินทางกลับมาเร็วกว่ากำหนดถึงสามวัน สภาพของเขาดูผอมลงเล็กน้อยแต่กำยำและเต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง สมกับเป็นนายทหารผู้ผ่านศึกมาอย่างโชคโชน
"คุณ... กลับมาแล้วเหรอคะ" นางเอ่ยทัก น้ำเสียงเจือความประหลาดใจเล็กน้อยแต่ยังคงความนิ่งสงบ
"อืม ผมกลับมาแล้ว" เสียงทุ้มต่ำน่าฟังเอ่ยตอบ นัยน์ตาคมกริบกวาดสำรวจใบหน้าของภรรยาและเด็กๆ ที่วิ่งออกมาจากห้องนอนด้วยความคิดถึง เป่าเป่ากับถังถังโผเข้ากอดขาผู้เป็นพ่อทันที เฉินเหว่ยย่อตัวลงอุ้มลูกชายคนเล็กขึ้นแนบอก มือหนาลูบศีรษะลูกน้อยอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับภรรยาอีกครั้ง "ผมได้รับจดหมายฉบับสุดท้ายของคุณแล้ว... ซูเหมย"
หัวใจของซูเหมยกระตุกวูบ จางชุ่ยฮวาที่ตั้งสติได้รีบปรี่เข้ามาหมายจะฟ้องร้องตามสันดานเดิม
"ไอ้ลูกอกตัญญู! แกกลับมาก็ดีแล้ว ดูซิว่าเมียแกมันทำตัวอย่างไร! มันกล้าต่อปากต่อคำกับฉัน ขโมยของในบ้านออกไปทำมาหากินเอง แถมยังประกาศว่าจะตัดขาดจากตระกูลเฉิน! แกต้องจัดการสั่งสอนมันเดี๋ยวนี้!"
เฉินเหว่ยค่อยๆ วางถังถังลงกับพื้น เขายืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันจากร่างสูงใหญ่แผ่ซ่ายจนจางชุ่ยฮวาต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มปรายตามองมารดาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งความอบอุ่น
"แม่ครับ..." เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่ทรงพลังจนผู้เป็นแม่ต้องหุบปากฉับ "ตลอดหลายปีที่ผมไม่อยู่ ผมส่งเงินเดือนครึ่งหนึ่งกลับมาให้ตระกูลเฉินดูแลภรรยาและลูก แต่สิ่งที่ผมเห็นในจดหมายฉบับสุดท้ายของซูเหมย... คือเรื่องราวที่สะใภ้ใหญ่กับแม่ร่วมกันกักขังและปล่อยให้ลูกผมอดอยาก"
ใบหน้าของจางชุ่ยฮวาซีดเผือดลงทันที นางอ้าปากพะงาบๆ จะแก้ตัวแต่พูดไม่ออก
"และที่สำคัญที่สุด..." เฉินเหว่ยหันกลับมามองภรรยา แววตาที่เคยแข็งกระด้างกลับอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อทอดมองร่องรอยความเหนื่อยยากบนใบหน้าของหญิงสาว "บ้านหลังนี้... ที่ดินแปลงนี้ และเงินทุกหยวนที่ซูเหมยหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง เป็นสิทธิ์ขาดของเธอแต่เพียงผู้เดียว ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ไล่เธอไปไหนทั้งสิ้น เพราะถ้าเธอจะไป... ผมก็จะพาเธอกับลูกไปจากที่นี่ด้วยกัน"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของคนตระกูลเฉิน สะใภ้ใหญ่หน้าเสียจนแทบเป็นลม ส่วนจางชุ่ยฮวากัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคืองแต่ทำอะไรไม่ได้
ซูเหมยลอบถอนหายใจยาว นางมองสามีหนุ่มที่ยืนหยัดปกป้องนางอย่างไม่มีเงื่อนไข เคมีที่ก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งสองในยามนี้อบอุ่นเสียจนความหนาวเหน็บของฤดูหนาวแทบละลายหายไป ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลงนั้น สายตาของเฉินเหว่ยก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของภรรยา
มันคือจดหมายอีกฉบับ... ที่ซูเหมยยังเขียนไม่เสร็จ และลายมือบนนั้นระบุแผนการบางอย่างที่นางยังไม่ได้บอกเขา
เฉินเหว่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านผ่านๆ ดวงตาคมกริบหรี่ลงทันทีเมื่อกวาดสายตาไปถึงบรรทัดสุดท้าย
"ซูเหมย..." ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองภรรยา น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังและเคร่งเครียดขึ้นมาทันที "นี่มันหมายความว่ายังไง? คุณตั้งใจจะ..."
ซูเหมยชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกเล็กน้อยเมื่อความลับในแผนการขั้นเด็ดขาดของนางกำลังจะถูกเปิดเผยต่อหน้าเขา
แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม•ตอนที่ 28
จดหมายฉบับสุดท้าย
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!