คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม•ตอนที่ 32

เผชิญหน้าญาติจอมหิว

ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
เสียงทุบประตูไม้เก่าดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังลงมาท่ามกลางความเงียบงันยามสายของหมู่บ้านหง H-12 บ่งบอกถึงเจตนาของผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดีว่าไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน หลินซูเหมยขมวดคิ้วเล็กน้อย วางตะหลิวไม้ในมือลงบนขอบเตาถ่านอย่างเบามือ กลิ่นหอมกรุ่นของเต้าหู้ผัดซอสพริกเสฉวนที่กำลังเดือดปุดๆ ในกระทะเหล็กหล่อส่งกลิ่นเย้ายวนลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัว แต่มันกลับถูกกลบด้วยเสียงโวยวายแหลมสูงที่แสนคุ้นเคยจากหน้าบ้าน "หลินซูเหมย! นังสะใภ้ตัวดี! แกคิดจะผูกขาดความร่ำรวยไว้คนเดียวหรือไง! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!" เสียงแหลมปรี๊ดของจางชุ่ยฮวา แม่สามีผู้ไม่เคยสร้างสรรค์แต่ขยันทำลาย แผดเผาเข้ามาในโสตประสาท ตามด้วยเสียงทุบปึงปังไม่หยุดหย่อน ย้อนกลับไปเมื่อครู่ คำเตือนที่ตะโกนเข้ามาหน้าบ้านเรื่องสินค้าล็อตใหม่ในตลาดมืดถูกเจ้าหน้าที่สหกรณ์ล้อมจับ... แท้จริงแล้วเป็นเพียงข่าวลือที่จางชุ่ยฮวาและญาติฝ่ายสามีจงใจกุขึ้น เพื่อสร้างความตื่นตระหนกและหวังบีบให้ครอบครัวของเธอจนมุม คายความลับเรื่องลู่ทางการค้าและเงินทองที่หามาได้ด้วยหยาดเหงื่อออกมาร่วมแบ่งปัน ประตูกลอนไม้ถูกกระชากเปิดออกอย่างกะทันหัน ไม่ใช่ด้วยฝีมือของซูเหมย แต่เป็นเฉินเหว่ย สามีหนุ่มนายทหารผู้มีใบหน้าคมเข้มดุจสลักจากหินผา ดวงตาคมกริบของเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจนผู้มาเยือนสะดุ้งโหยง "พี่ใหญ่เฉิน... พวกเรา... พวกเราแค่เป็นห่วงกลัวว่าครอบครัวพวกเธอจะเดือดร้อน..." ญาติห่างๆ คนหนึ่งที่ลากสังขารตามแม่สามีมาด้วยเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก เมื่อปะทะเข้ากับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ของเฉินเหว่ย "เป็นห่วง หรือมาปล้น?" เฉินเหว่ยเอ่ยถาม น้ำเสียงทุบต่ำกังวานราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มในป่าลึก เขายืนตระหง่านขวางธรณีประตูไว้มิดชิด ไม่เปิดโอกาสให้ใครก้าวล้ำเข้ามาในอาณาเขตบ้านของเขาแม้แต่ครึ่งก้าว จางชุ่ยฮวาหน้าเสียไปวูบหนึ่ง แต่ด้วยความโลภที่บังตา นางจึงรีบดันร่างท้วมของตัวเองแทรกเข้ามา พร้อมกับเอ่ยเสียงแข็งกลบเกลื่อนความกลัว "พูดจาอะไรแบบนั้นเล่า เฉินเหว่ย! แกมันลูกอกตัญญู! เมียแกมันทำมาค้าขายร่ำรวยจนคนเขานินทากันทั้งคอมมูน แต่กลับปล่อยให้แม่กับญาติๆ อดอยากปากแห้งเนี่ยนะ? แกต้องเอาเงินกับสูตรอาหารนั่นมาแบ่งให้บ้านใหญ่เดี๋ยวนี้!" หลินซูเหมยเดินเช็ดมือด้วยผ้าสะอาดก้าวออกมาจากห้องครัว รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนมุมปาก ดวงตากลมโตฉายแววเย้ยหยันอย่างไม่คิดจะปิดบัง ผู้หญิงยุคเจ็ดศูนย์ที่ผ่านการดิ้นรนมามากอย่างเธอ ไม่มีทางก้มหัวให้ความไร้เหตุผลของคนพวกนี้เป็นครั้งที่สองเด็ดขาด "คุณแม่พูดจาให้เกียรติแรงงานของพวกเราหน่อยนะคะ" ซูเหมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเฉียบคมจนคนฟังต้องชะงัก "วันที่ครอบครัวเราแทบไม่มีข้าวกรอกหม้อ ลูกๆ ต้องกินน้ำต้มผักประทังชีวิต พวกท่านอยู่ที่ไหนคะ? ตอนที่พวกเราถูกขับไล่ให้ออกมาอยู่บ้านร้างท้ายหมู่บ้านเพราะกลัวเปลืองพื้นที่ พวกท่านเคยส่งข้าวมาสักเมล็ดไหม?" บรรยากาศรอบตัวเงียบกริบลงทันที ญาติหลายคนที่ตามมามุงดูเริ่มหลบสายตาด้วยความละอายใจ เพราะเรื่องเหล่านี้ทุกคนในหมู่บ้านต่างรู้เห็นเป็นพยาน "น... นั่นมันเรื่องอดีต! ตอนนี้พวกแกมีกินมีใช้แล้ว ก็ต้องกตัญญูกตเวทีต่อญาติผู้ใหญ่สิ!" จางชุ่ยฮวาเถียงเสียงข้างๆ คูๆ ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นที่ถูกจี้จุดดำมืดในอดีต "ความกตัญญูมีไว้ให้คนที่รักและหวังดีต่อกันค่ะ ไม่ใช่มีไว้ให้ปลิงสูบเลือด" เฉินเหว่ยกล่าวเสริม น้ำเสียงของเขาเฉียบขาดไร้เยื่อใย "สูตรอาหารก็ดี เงินทองก็ดี ล้วนมาจากหยาดเหงื่อและมันสมองของภรรยาผม ถ้าใครยังกล้ามาสร้างความวุ่นวายที่นี่อีก อย่าหาว่าผมไม่เกรงใจศักดิ์ความเป็นเครือญาติ" ทว่า ก่อนที่จางชุ่ยฮวาจะทันได้กรีดร้องโวยวายต่อ สายตากลับเหลือบไปเห็นไânความร้อนและกลิ่นหอมเย้ายวนใจของอาหารที่ลอยออกมาจากห้องครัว กลิ่นซอสพริกเสฉวนผสมผสานกับความหอมของเนื้อหมูผัดแห้งเตะจมูกจนน้ำลายสอ ความโลภสายใหม่พุ่งพล่านขึ้นมาแทนที่ความโกรธ นางแสร้งทำเป็นอ่อนลง ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเปลี่ยนแผนทันที "แฮ่ม... เอาล่ะๆ ในเมื่อพวกแกใจแคบนัก แม่ไม่เอาสูตรอาหารก็ได้... แต่อย่างน้อย วันนี้พวกแกทำอะไรกิน กลิ่นหอมตลบอบอวลไปสามบ้านแปดบ้านขนาดนี้ ในฐานะแม่ ฉันขอข้าวสักชามกับหมูผัดนั่นไปกินแก้หิวก็แล้วกัน ถือว่าทำบุญให้ทานแก่คนยากไร้!" ความหน้าด้านระดับนี้ทำเอาซูเหมยเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด นางกวาดสายตามองหน้าบรรดาญาติจอมหิวโหยเหล่านั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มหวานหยาดเยิ้มจนน่าขนลุก "อยากกินเหรอคะ?" ซูเหมยทวนคำ เสียงใสราดรดความหวังลมๆ แล้งๆ ของอีกฝ่าย "ใช่! เร็วเข้า ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว!" จางชุ่ยฮวารีบพยักหน้ารัวๆ ทำท่าจะเดินดุ่มๆ เข้าครัวเอง แต่ทว่า... เฉินเหว่ยกลับขยับตัวเพียงเล็กน้อย ร่างกำยำบล็อกทางเข้าไว้ราวกับกำแพงเหล็ก พร้อมกับที่ซูเหมยหยิบชามกระเบื้องเคลือบใบใหญ่ขึ้นมา ตักเศษกากผักและน้ำแกงเผ็ดร้อนที่เหลือติดก้นกระทะ—ซึ่งเจือด้วยพริกขี้หนูสวนตำจนแหลกละเอียดชนิดที่กินเข้าไปแล้วลิ้นชาไปสามวัน—ราดลงบนข้าวสวยเย็นชืดชามหนึ่งอย่างไม่ใยดี "อาหารของบ้านเรา มีไว้ให้คนในครอบครัวกินค่ะ" ซูเหมยยื่นชามนั้นออกไปวางบนโต๊ะไม้เก่าหน้าบ้าน เสียงก๊องแก๊งดังขึ้นเบาๆ "ส่วน 'ทาน' ที่คุณแม่ขอ... นี่ค่ะ ข้าวคลุกพริกสูตรพิเศษเฉพาะกิจ รับรองว่าเผ็ดร้อนสะใจ สมกับความตั้งใจที่มาเยี่ยมเยียนถึงที่แน่นอนค่ะ" จางชุ่ยฮวาจ้องมองชามข้าวที่มีสีแดงฉานไปด้วยพริกบดจนแสบตา ใบหน้าของนางกระตุกเกร็งด้วยความแค้นเคืองจนพูดไม่ออก ในจังหวะที่ความตึงเครียดกำลังพุ่งถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงตะโกนคุ้นเคยก็ดังแทรกเข้ามาจากทางปากซอย... เจ้าหน้าที่คอมมูนในชุดเครื่องแบบสีเขียวเข้มพร้อมสมุดบันทึกในมือ กำลังเดินตรงดิ่งมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของพวกเขาอย่างเป็นทางการ! ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หลินฮวายุคปฏิรูป" มา ณ ที่นี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%