"ห้าเหมาต่อชาม... เจ้าคิดจะปล้นกลางวันแสกๆ หรือไงแม่บ้านหลิน! แป้งข้าวโพดเจือจางกับเศษไข่ผัดน้ำมันก้นกระทะแบบนี้ กล้าขายราคานี้ได้อย่างไร หน้าเลือดสิ้นดี!"
เสียงแหลมสูงของจางชุ่ยฮวาแผดก้องจนผู้คนที่กำลังเดินจับจ่ายใช้สอยในตลาดมืดช่วงสายตรึงฝีเท้าลงทันที ร่างท้วมในชุดเสื้อผ้าเก่าซีดจางปักหลักขวางแผงลอยไม้ไผ่ชั่วคราวของหลินซูเหมย ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความริษยาจนเนื้อตัวสั่นเทา นางกวาดสายตามองหม้อดินเผาใบใหญ่ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของไข่ตุ๋นน้ำซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีน—กลิ่นที่แม้แต่คนเดินผ่านไปมายังต้องกลืนน้ำลายเอื้อมมือควักกระเป๋า
หลินซูเหมยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากการตักไข่ตุ๋นเนื้อเนียนดั่งแพรไหมใส่ชามกระเบื้องเคลือบ ปลายนิ้วเรียวยาวบรรจงโรยต้นหอมซอยสีเขียวสดและหยดน้ำมันงาทองคำลงไปบนผิวหน้าอาหารอย่างประณีตราวกับศิลปินกำลังวาดภาพ ท่าทีนิ่งสงบและเยือกเย็นของนางยิ่งทำให้แม่สามีเดือดดาลจนแทบคลั่ง
"ถ้าคิดว่าแพงและไร้รสชาติ เช่นนั้นก็เชิญเดินไปซื้อหมั่นถันแข็งๆ แถวท้ายตลาดกินเถอะค่ะ คุณแม่... อ้อ แต่อย่าลืมนะว่าเงินห้าเหมาของท่านน่ะ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะดมกลิ่นน้ำซุปในหม้อของฉันด้วยซ้ำ"
ซูเหมยเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นทอประกายเฉียบคมราวกับใบมีดอาบน้ำผึ้ง รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากไม่ได้ไปถึงดวงตาแม้แต่น้อย บรรยากาศรอบแผงลอยพลهدอุณหภูมิลดฮวบลงจนคนมุงต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
"นัง... นังลูกสะใภ้เนรคุณ!" ชุ่ยฮวากัดฟันกรอด ยกมือขึ้นชี้หน้าหมายจะพุ่งเข้าตบตีสั่งสอนให้หลาบจำเช่นเคย ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วหยาบกร้านจะสัมผัสโดนชายเสื้อ ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อโค้ตกันหนาวสีเขียวเข้มทหารก็ก้าวเข้ามาบังร่างของซูเหมยไว้ได้อย่างแม่นยำ
เฉินเหว่ยไม่ได้เปล่งเสียงสักแฮกเดียว ทว่าแววตาดุดันคมกริบดั่งพญาอินทรีที่จ้องเหยื่อประกอบกับไหล่กว้างที่แผ่ไอสังหารอ่อนๆ จากค่ายทหาร ทำให้จางชุ่ยฮวาต้องสะดุ้งสุดตัว ถอยกรูดจนเกือบสะดุดตะกร้าผักของแม่ค้าข้างเคียง
"ถ้ามือข้างนี้กล้าแตะต้องภรรยาผมอีกครั้ง... คุณแม่คงทราบดีนะว่า ระเบียบวินัยในครอบครัวเราควรจัดการอย่างไร" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอื้อnเอ่ยออกมาเรียบๆ แต่ทรงพลังจนชุ่ยฮวาหน้าซีดเผือด นางเค่นเสียงฮึดฮัดด้วยความคับแค้นใจ ก่อนจะสะบัดก้นเดินหนีหายไปท่ามกลางฝูงชน พร้อมกับเสียงซุบซิบนินทาของชาวบ้านที่ดังระงม
ซูเหมยลอบถอนหายใจเบาๆ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับสามีที่หันกลับมามองนางด้วยแววตาห่วงใย แม้ใบหน้าคมคายจะยังคงความเคร่งขรึมตามนิสัย แต่ฝ่ามือใหญ่ที่ยื่นมาช่วยจัดผ้ากันเปื้อนให้เรียบร้อยนั้นอบอุ่นและมั่นคงเสียจนหัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ
"ไหวไหม?" เสียงทุ้มเอ่ยถามเบาๆ มีเพียงเขาก and นางที่ได้ยิน
"สบายมากค่ะ สามีฉันคอยคุ้มกันอยู่ทั้งคน" ซูเหมยยิ้มกว้าง แววตาพราวระยับด้วยความขบขันและซาบซึ้งใจ ก่อนที่นางจะหันไปสนใจลูกค้ากลุ่มแรกที่ยืนรออยู่หน้าแผงด้วยความคาดหวัง
แท้จริงแล้ว อาหารในหม้อดินเผานี้ไม่ใช่สิ่งที่หาได้ทั่วไปในตลาดมืดแห่งนี้ น้ำซุปกระดูกหมูและไข่ไก่สดเนื้อเนียนละมุนเหล่านี้ ล้วนถูกคัดสรรและปรุงแต่งด้วยวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมจาก 'มิติส่วนตัว' ในห้วงจิตของซูเหมย กลิ่นหอมของเครื่องเทศและไข่ตุ๋นที่ผสานกันอย่างลงตัว ทำให้มันไม่ใช่แค่ประทังชีวิต แต่เป็นประสบการณ์ทางรสชาติที่คนยุค 70 ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
"น้องสาว... ชามนึง ห้าเหมาใช่ไหม? ฉันเอาจริงนะ!" เสียงทุ้มห้าวของชายวัยกลางคนสวมหมวกแก๊ปสีเขียวเข้มคนหนึ่งดังขึ้น เขาคือ 'ลุงเฉียน' ช่างซ่อมรถประจำสหกรณ์ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความปากจัดและลิ้นทอง ไม่เคยมีร้านไหนในตลาดนี้ที่เขาจะเอ่ยปากชมเกินสองคำ
ซูเหมยจำได้ทันที นี่คือลูกค้าที่เดินผ่านมาดมกลิ่นเมื่อครู่แล้วยืนกลืนน้ำลายอยู่สามรอบ นางตักไข่ตุ๋นร้อนๆ ราดด้วยน้ำซุปสีอำพันเข้มข้นลงในชามกระเบื้องอย่างรวดเร็ว ส่งยิ้มเป็นมิตรให้ "เชิญค่ะลุงเฉียน รับรองว่ารสชาตินี้จะไม่ทำให้ลุงผิดหวังแน่นอนค่ะ"
ลุงเฉียนรับชามกระเบื้องมาด้วยมือที่สั่นเทานิดๆ ความร้อนระอุแผ่ซ่านผ่านเนื้อกระเบื้องเข้าสู่ฝ่ามือ กลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกเคี่ยวเคี่ยวจนงวดผสานกับกลิ่นหอมละมุนของไข่ตุ๋นเตะเข้าที่จมูกเต็มแรงจนเขาต้องหลับตาพริ้มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ใช้ช้อนกระเบื้องตักเนื้อไข่เนียนนุ่มสีเหลืองนวลเข้าปาก...
ความเงียบงันพลันเข้าปกคลุมรอบบริเวณแผงลอยชั่วขณะ
ลุงเฉียนเบิกตากว้างจนแทบถลน เนื้อไข่เนียนละมุนแทบจะละลายหายไปบนลิ้นทันทีโดยไม่ต้องเคี้ยว รสชาติกลมกล่อม หวานน้ำต้มกระดูกอ่อนๆ เค็มกำลังดี และหอมกลิ่นน้ำMันงากับต้นหอมสดชื่นระเบิดขึ้นในโพรงปาก ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาทั้งวันมลายหายไปในพริบตา ราวกับร่างกายถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยพลังวิเศษ
"อร่อย... อร่อยชะมัด!" ลุงเฉียนอุทานออกมาเสียงดังลั่นจนคนหันมามอง เขาลืมภาพลักษณ์ช่างซ่อมรถผู้เคร่งขรึมไปจนหมดสิ้น ซัดไข่ตุ๋นคำแล้วคำเล่าอย่างหิวกระหาย ชามกระเบื้องเกลี้ยงเกลาภายในเวลาไม่ถึงครึ่งนาที
"แม่เจ้า... นี่มันอาหารระดับภัตตาคารในเมืองหลวงชัดๆ! น้องสาว ฝีมือเธอเยี่ยมยอดจริงๆ!" ลุงเฉียนวางชามลงบนโต๊ะด้วยความเสียดายที่มันหมดเร็วเกินไป ควักเงินห้าเหมาออกมาวางตบโต๊ะเสียงดัง "พรุ่งนี้! พรุ่งนี้ฉันจองไว้ก่อนเลยสองชาม อย่าเพิ่งขายให้ใครนะ!"
เสียงฮือฮาจากผู้คนที่ยืนมุงดูเหตุการณ์ดังขึ้นทันที เมื่อเห็นคนเข้มงวดเรื่องรสชาติอย่างลุงเฉียนออกปากชมถึงเพียงนี้ คนอื่นๆ ที่ลังเลอยู่ก็เริ่มกรูเข้ามาเบียดเสียดหน้าแผงลอย
"ทางนี้เอาด้วยชามนึง!"
"ฉันเอาสองชาม! เร็วเข้า ลูกฉันรออยู่ที่บ้าน!"
"อย่าเพิ่งแย่งกันค่ะ ทุกท่านมีพอแน่นอนค่ะ!" ซูเหมยส่งเสียงหวานใสจัดการรับเงินและตักอาหารด้วยความคล่องแคล่ว รอยยิ้มมั่นใจประดับอยู่บนใบหน้า ขณะที่ยอดเงินในกระเป๋าเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เฉินเหวียวยืนมองภรรยาคนสวยที่กำลังค้าขายอย่างกระตือรือร้นด้วยแววตาภาคภูมิใจ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เขารู้ดีว่าภรรยาของเขาเปลี่ยนไปแล้ว นางไม่ได้อ่อนแอและยอมให้ใครรังแกอีกต่อไป ทว่าความฉลาดและเสน่ห์ของนางในตอนนี้... ช่างน่าหลงใหลเสียจนเขาไม่อาจละสายตาได้เลย
เวลาผ่านไปไม่นาน หม้อดินเผาใบใหญ่ก็ว่างเปล่า สินค้าล็อตแรกหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็วท่ามกลางเสียงบ่นเสียดายของลูกค้าที่มาไม่ทัน ซูเหมยกำลังก้มหน้าเก็บอุปกรณ์ด้วยความอารมณ์ดี ขณะที่เฉินเหว่วยื่นมือเข้ามาช่วยยกหม้อหนักๆ ขึ้นใส่จักรยาน
ทว่า ในจังหวะที่ซูเหมยกำลังจะเงยหน้าขึ้นรับถุงเงินจากสามี สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นเคยของชายหนุ่มในชุดสูทสากลเนื้อดี ท่าทางภูมิฐานผิดกับคนในตลาดมืดแห่งนี้กำลังเดินตรงมาที่แผงลอยของนาง
ชายคนนั้นหยุดยืนตรงหน้าแผงที่ว่างเปล่า รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต่มีเสน่ห์ปรากฏบนริมฝีปากหยัก เขายื่นนามบัตรกระดาษชั้นดีสีขาวสะอาดตามาให้ซูเหมย พร้อมกับน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยประโยคทำลายความสงบทั้งหมดในพริบตา
"คุณหลิน... อาหารฝีมือคุณยอดเยี่ยมมาก สนใจมาร่วมหุ้นเปิดร้านอาหารกับผมในตัวเมืองไหมครับ? เงื่อนไข... คุณเป็นคนกำหนดเองได้ทั้งหมด"
ดวงตาของเฉินเหว่ยหรี่แคบลงทันที บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มในเครื่องแบบทหารแผ่รังสีความเย็นเยียบออกมาอย่างน่ากลัว ซูเหมยชะงักงัน นามบัตรในมือสั่นไหวเล็กน้อยเมื่ออ่านชื่อบนนั้น—'ไป๋จิ่ง1;000000000; ผู้จัดการสหกรณ์การค้าภาคเหนือ'
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
*ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนหลินฮวายุคปฏิรูปมาจนถึงตอนนี้นะคะ!*
คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม•ตอนที่ 12
ลูกค้าขาประจำคนแรก
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณแม่ลูกสองยุค 70 ขอปฏิวัติชีวิตใหม่ให้ร่ำรวยกว่าเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!