“ถอยออกไปค่ะ ฉันบอกให้ถอยไป!”
เสียงหวานที่เคยราบเรียบสั่นพร่าด้วยความโกรธจัด รินรดากระแทกประตูห้องทำงานของตัวเองปิดลงหวังจะขังความวุ่นวายไว้ข้างนอก แต่แรงต้านจากฝ่ามือหนาของชายชุดดำร่างยักษ์สองคนที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าห้องกลับทำให้มันปิดไม่ลง
“คุณรินรดาครับ นายสั่งไว้ว่าอย่าให้คลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความรู้สึก ผิดกับสายตาที่จับจ้องเธอราวกับเธอเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ที่พร้อมจะหลบหนี
รินรดาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ความขบขัน “คีรีนเขามองว่าฉันเป็นอะไรคะ? นักโทษ? หรือแค่ของเล่นชิ้นโปรดที่กลัวว่าจะหายไปไหนงั้นเหรอ?”
เธอกระชากประตูจนเปิดกว้างแล้วก้าวออกไปเผชิญหน้ากับพวกเขา ความสูงของเธอที่ห่างจากบอดี้การ์ดเหล่านั้นไม่ทำให้เธอดูด้อยค่าลงเลยแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตจ้องเขม็งราวกับจะแผดเผาคนตรงหน้าด้วยความอัดอั้น
คีรีน วรโชติเมธี... ผู้ชายที่ตีราคาอิสรภาพของเธอด้วยหนี้สินมหาศาล และตอนนี้เขากำลังตีราคาความปลอดภัยของเธอด้วยการล่ามโซ่ที่มองไม่เห็นผ่านชายฉกรรจ์กลุ่มนี้
ตลอดทั้งวัน รินรดาแทบจะไม่มีพื้นที่หายใจ เธอเดินไปที่ห้องครัว บอดี้การ์ดสองคนก็เดินตามราวกับเป็นเงา เธอเดินไปที่ระเบียงเพื่อรับลมเพื่อคลายความอึดอัด พวกเขาก็ยืนห่างออกไปเพียงสามก้าว คอยรายงานทุกจังหวะการหายใจของเธอผ่านเครื่องสื่อสารที่แนบอยู่ที่หู
“บอกเจ้านายของพวกคุณด้วยว่า ถ้าเขายังไม่หยุดทำตัวเป็นโรคจิตคอยจับผิดฉันแบบนี้ ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไร ฉันก็จะหาทางออกไปจากกรงทองนี้ให้ได้” เธอประกาศกร้าว ก่อนจะหมุนตัวเดินดุ่มๆ ไปตามโถงทางเดินที่ปูด้วยพรมชั้นดี
ความเงียบเชียบของคฤหาสน์วรโชติเมธีในยามบ่ายช่างบีบคั้น รินรดาหยุดยืนอยู่หน้าบานประตูไม้แกะสลักห้องสมุดส่วนตัวของเขา เธอรู้ดีว่าคีรีนอยู่ในนั้น และเธอก็รู้ดีว่านี่คือจุดสิ้นสุดของความอดทน
เธอผลักประตูพรวดเข้าไปโดยไม่เคาะ
คีรีนกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แสงแดดสีส้มยามเย็นที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างอาบไล้ไปทั่วใบหน้าคมสันที่ดูเคร่งขรึม เขากำลังถือแก้ววิสกี้ราคาแพงในมือ ดวงตาคมกริบสีนิลกาฬคู่นั้นเงยขึ้นมองเธอด้วยความเย็นชาที่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดต่ำลงทันที
“ใครสอนให้เธอเสียมารยาทแบบนี้ รินรดา” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น เขาวางแก้วลงบนโต๊ะด้วยจังหวะที่เชื่องช้า แต่น่าเกรงขาม
“ใครสอนให้คุณทำตัวเป็นสตอล์กเกอร์คอยส่งคนมาคุกคามชีวิตคนอื่นกันล่ะคะ!” รินรดาตอกกลับ เดินเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานตัวใหญ่ “ฉันไม่ใช่สมบัติที่คุณจะเอาใครมาเฝ้าก็ได้ คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับฉัน!”
คีรีนลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ก้าวผ่านโต๊ะทำงานมาหาเธอ กลิ่นน้ำหอมบุรุษผสมกับกลิ่นยาสูบจางๆ ที่ลอยมาแตะจมูกทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไม่ใช่เพราะความรัก แต่เพราะความหวาดหวั่นในสิ่งที่เขามักจะทำเมื่อเขาโกรธ
“สิทธิ์เหรอ?” เขาแค่นหัวเราะ ก่อนจะคว้าข้อมือเธอไว้เบาๆ แต่แน่นหนาพอที่จะไม่ให้เธอขยับไปไหน “สิทธิ์ของฉันคือเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เธอแลกมาด้วยชีวิต และความปลอดภัยของเธอที่ฉันลงทุนจ่ายไป... ถ้าเธอยังไม่รู้จักรักชีวิตตัวเอง ก็อย่าโทษที่ฉันต้องบังคับ”
“ฉันเกลียดคุณ...” เสียงของเธอแผ่วลงเหลือเพียงเสียงกระซิบ แต่แฝงไปด้วยความร้าวราน “คุณทำแบบนี้เพราะคุณกลัวว่าอคินจะมาชิงตัวฉันไป หรือเพราะคุณแค่กลัวว่าของเล่นชิ้นนี้จะหลุดมือไปโดยที่คุณยังไม่ทันได้ทำลายมันจนพังกันแน่?”
นิ้วเรียวของคีรีนเชยคางเธอขึ้น บังคับให้เธอต้องสบตาเขา แววตาของเขาซับซ้อนเกินกว่าที่เธอจะอ่านออก มันมีทั้งความปรารถนา ความเกลียดชัง และเงาแห่งความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกสุดใจ
“อคินงั้นเหรอ...” ชื่อของศัตรูถูกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม “มันไม่ใช่แค่เรื่องของมัน รินรดา เธอเป็นผู้หญิงที่โง่ที่สุดที่ฉันเคยรู้จัก และเพราะความโง่นั่นแหละที่ทำให้ฉันต้องจับตาดูทุกย่างก้าว เพราะถ้าเธอพลาด... คนที่จะเดือดร้อนที่สุด ไม่ใช่เธอ แต่คือคนที่เธอรักทั้งหมด”
หัวใจของเธอร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม นี่ไม่ใช่แค่คำขู่ แต่มันคือคำประกาศิตที่เธอมิอาจหลีกหนี
“คุณขู่ฉัน...”
“ฉันเตือน” เขาปล่อยคางเธอราวกับรังเกียจ ก่อนจะหันหลังกลับ “กลับไปที่ห้องซะ และอย่าให้ฉันต้องสั่งให้คนไปอุ้มเธอกลับมา”
รินรดาสั่นสะท้านด้วยความโกรธแค้นและเจ็บใจ เธอหมุนตัวเดินออกจากห้องสมุดด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้ บอดี้การ์ดสองคนยังคงยืนรออยู่หน้าประตูทันทีที่เธอออกมา พวกเขาเริ่มเดินตามเธอไปตามโถงทางเดินอย่างใจเย็น ราวกับรู้ดีว่าเธอยังไงก็ไม่มีทางหนีพ้น
เธอเดินเข้าไปในห้องนอนตัวเองและปิดประตูลงอย่างแรง ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงนุ่ม มือสั่นเทาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างเลิกลั่ก เธอต้องติดต่อใครสักคน ใครก็ได้ที่สามารถช่วยเธอออกจากนรกขุมนี้ได้
ในขณะที่หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้น ข้อความปริศนาที่ไม่ได้บันทึกชื่อผู้ส่งก็เด้งขึ้นมาตรงหน้า
*‘อย่าเชื่อใจคีรีน... คนที่เธอคิดว่าจงรักภักดีที่สุด อาจจะเป็นคนเปิดประตูให้ศัตรูเข้ามาเชือดเธอทิ้งในคืนนี้... รีบหนีไปก่อนที่แสงไฟในสวนจะดับลง’*
รินรดาเบิกตากว้าง มือที่ถือโทรศัพท์ชาวาบเมื่อได้ยินเสียง ‘คลิก’ เบาๆ ของกลอนประตูห้องนอนที่ถูกล็อกลงจากด้านนอก... ไม่ใช่โดยเธอ แต่มันมาจากระบบควบคุมส่วนกลางของคฤหาสน์ และทันใดนั้น ไฟในสวนที่ส่องสว่างผ่านกระจกบานใหญ่ก็ค่อยๆ ดับวูบลงทีละดวง จนทุกอย่างเหลือเพียงความมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่วทิศทาง
มิดไนท์คิสหวังว่าเหตุการณ์ในตอนนี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นระทึกไปกับรินรดานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
พันธะกุหลาบสีเพลิง: สัญญาลับใต้เงารัก•ตอนที่ 15
เงาตามตัว
ผลงานโดย มิดไนท์คิส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิดไนท์คิส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะกุหลาบสีเพลิง: สัญญาลับใต้เงารัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!