ความเงียบงันที่กดทับลงมาในห้องประชุมใหญ่ราวกับมีก้อนหินนับตันถ่วงไว้ ประตูบานมหึมาที่เพิ่งถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างสูงสง่าของชายวัยกลางคนผู้มีนัยน์ตาดุดันราวกับพญาอินทรี ทว่าสิ่งที่ตรึงสายตาทุกคู่ให้อยู่กับที่ ไม่ใช่ความน่าเกรงขามตามธรรมชาติของเขา หากแต่เป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก ซึ่งถอดแบบมาจากกรณ์ราวกับพิมพ์เดียวกัน
ธันย์ที่หน้าถอดสีไปก่อนหน้านี้แล้ว ยิ่งตัวสั่นเทาจนแทบทรุดฮวบคุกเข่าลงไปกองกับพื้น เมื่อประธานกรรมการใหญ่แห่งกลุ่มทุนอัคราภิรมย์—มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่แม้แต่นิตยสารระดับโลกยังต้องต่อคิวขอสัมภาษณ์—กวาดสายตาคมกริบมองกวาดผ่านทุกคน ก่อนจะหยุดนิ่งที่บุตรชายแท้ๆ ของตน
“คิดไม่ถึงเลยว่า ลูกชายตัวดีของฉัน จะต้องมาคอยตามเช็ดก้นให้พวกสวะไร้ค่าในบริษัทลูกแบบนี้”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบราวกับเสียงอสุนีบาตฟาดลงกลางห้อง กรณ์ไม่ได้มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย เขายังคงยืนนิ่งเคียงข้างลลิล ไหล่กว้างของเขาสัมผัสกับไหล่บางของเธออย่างมั่นคง ราวกับเกราะเหล็กกล้าที่พร้อมปกป้องสถาปนิกสาวจากพายุร้ายทุกรูปแบบ
ลลิลสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายความกดดันรอบตัวไม่ได้ทำให้เธอหวาดกลัว กลับกัน มันทำให้สายตาคู่สวยฉายแววเด็ดเดี่ยวและท้าทายยิ่งขึ้น เธอยืนหยัดอย่างสง่างาม ไม่ยอมก้มหัวให้ใครหน้าไหนทั้งสิ้น แม้กระทั่งมหาเศรษฐีระดับโลกผู้เป็นพ่อของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกาย
“คุณพ่อไม่จำเป็นต้องเสียเวลามาถึงที่นี่หรอกค่ะ” กรณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าเฉียบขาดจนคนเป็นพ่อหรี่ตามอง “เพราะเรื่องขยะพวกนี้ ผมจัดการเคลียร์ความสะอาดเรียบร้อยหมดแล้ว”
ประธานใหญ่หัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน “จัดการเหรอ? แกคิดว่าการซื้อหุ้นทั้งหมดของธันย์โฮลดิ้งแล้วเขี่ยมันทิ้งเหมือนเศษขยะ คือการจัดการที่เด็ดขาดแล้วงั้นสิ? แกยังอ่อนหัดนัก กรณ์… ศัตรูที่แท้จริง ไม่ใช่คนที่ยืนเห่าอยู่ต่อหน้า แต่มันคือคนที่ซ่อนพิษร้ายไว้ข้างหลังต่างหาก”
สิ้นคำพูดนั้น สายตาคมปลาบของผู้นำตระกูลอัคราภิรมย์ก็หันมาหยุดอยู่ที่ลลิลเต็มๆ เป็นครั้งแรก บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกลดอุณหภูมิลงจนหนาบีบหัวใจ
“ส่วนเธอ…” เสียงทุ้มกดต่ำลง “ผู้หญิงที่ทำให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของฉัน ถึงกับยอมทุ่มเงินครึ่งหมื่นล้านเพื่อซื้อบริษัทมาประเคนให้แลกกับการปกป้องโปรเจกต์เดียว… เธอมีความสามารถแค่นั้นจริงๆ หรือมีดีแค่เตียงนอนกันแน่ แม่สถาปนิก?”
เค้นคำดูถูกเหยียดหยามออกมาได้อย่างเลือดเย็นและไร้ความปรานี ธันย์ที่ลอบมองอยู่มุมห้องแอบยิ้มเยาะด้วยความสะใจ หวังว่าหญิงสาวจะทนรับแรงกดดันนี้ไม่ไหวและพังทลายลงตรงหน้า
ทว่า… ลลิลกลับไม่สะทกสะท้าน เธอยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่สะท้อนความเหนือชั้นในแบบฉบับของสถาปนิกสาวผู้ผ่านมรสุมชีวิตมานับไม่ถ้วน
“ถ้าท่านประธานจะกรุณาใช้สายตาที่กว้างไกลกว่าการมองหุ่นเชิดในกำมือ พิจารณาจากผลงานการออกแบบที่ฉันสร้างขึ้นด้วยมันสมองและหยาดเหงื่อ ไม่ใช่ใช้อคติของคนแก่ที่มองโลกแคบและหวาดกลัวอำนาจของผู้หญิง ท่านก็น่าจะรู้ดีนะคะว่า… ฉันยืนอยู่ตรงนี้ด้วยศักดิ์ศรี ไม่ใช่ด้วยความเสน่หาแบบที่ท่านกำลังดูถูก”
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครั้ง ชนิดที่ว่าแม้แต่เสียงเข็มตกก็คงดังสนั่น กรณ์หันมามองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวด้วยแววตาที่ไหววับ ความคลั่งรักและภาคภูมิใจฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น ขณะที่ผู้เป็นพ่อถึงกับชะงักไปครู่ใหญ่ ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างนึกสนุก
“ปากกล้าดีนี่… สมแล้วที่เป็นผู้หญิงที่ทำให้ลูกชายฉันเสียอาการได้ขนาดนี้” ประธานใหญ่หันหลังกลับ พร้อมโบกมือไล่ “จัดการให้เรียบร้อย ฉันไม่อยากเห็นเศษสวะพวกนี้อยู่ในสายตาอีก… ส่วนเธอ ลลิล คืนนี้ฉันมีเรื่องอยาก ‘คุย’ กับเธอเป็นการส่วนตัว หวังว่าเธอจะกล้าพอที่จะมาตามคำเชิญนะ”
ร่างสูงใหญ่เดินจากไปพร้อมกับบอดี้ガードเงียบเชียบ ทิ้งให้ห้องประชุมกลับคืนสู่ความปกติ แต่บรรยากาศกลับยังคงระอุไปด้วยแรงอารมณ์ที่ค้างคา
หลายชั่วโมงต่อมา ณ ภัตตาคารหรูบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมระดับเจ็ดดาว ใจกลางมหานครที่ประดับประดาด้วยแสงไฟระยิบระยับราวกับดวงดาวบนพื้นดิน ลลิลเลือกที่จะปฏิเสธการพบปะกับพ่อของกรณ์ และเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ตามคำชวนของชายหนุ่มแทน เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายและเปิดใจคุยกันอย่างแท้จริง
ลมเย็นยามค่ำคืนพัดผ่านเรือนผมสลวยของหญิงสาว ขณะเธอยืนทอดสายตามองทัศนียภาพเบื้องล่างจากระเบียงกระจกใส ไวน์รสเลิศในแก้วคริสตัลสะท้อนแสงไฟระยิบระยับ
“คิดอะไรอยู่หรือครับ?”
เสียงทุ้มอันคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสอบอุ่นจากสูทเนื้อดีที่ถูกนำมาคลุมไหล่ให้เธออย่างทะนุถนอม กรณ์ก้าวมายืนเคียงข้าง ร่างสูงใหญ่ของเขาให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดในยามที่โลกทั้งใบกำลังพยายามบดขยี้พวกเขา
“ฉันแค่นึกถึงเรื่องเมื่อตอนเย็นค่ะ” ลลิลหันไปสบตากับเขา แววตาของเธอฉายความอ่อนล้าที่ซ่อนไว้ภายใต้ความแข็งแกร่ง “คุณไม่น่าพาฉันไปเจอสถานการณ์แบบนั้นเลย… และที่สำคัญ คุณไม่ควรเอาเงินมหาศาลขนาดนั้นมาแลกกับการปกป้องศักดิ์ศรีให้ฉัน มันเสี่ยงเกินไปสำหรับตำแหน่งซีอีโอของคุณนะ”
กรณ์ระบายยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ปราศจากความเย่อหยิ่ง ทว่าเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและจริงจังจนน่าใจหาย
“ลลิล… เธอรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงยอมทำทุกอย่างได้โดยไม่เสียดายเงินแม้แต่บาทเดียว?” มือหนายื่นออกไปกุมมือเรียวบางของเธอไว้แน่น ความอุ่นซ่านแผ่ซ่านผ่านผิวสัมผัส “เพราะในวันที่ฉันตกต่ำที่สุดในชีวิต วันที่ไม่มีใครมองเห็นค่า และถูกครอบครัวเหยียบย่ำจนแทบไม่เหลือความเป็นคน… มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนหยัดอยู่ข้างฉัน ยื่นร่มคันเล็กๆ ให้ในวันที่พายุโหมกระหน่ำ และบอกฉันว่า *‘คุณมีค่ามากกว่าที่คนอื่นตีราคาเสมอ’*”
ดวงตาคมกริบของซีอีโอหนุ่มไหววับอย่างรุนแรง เผยให้เห็นรอยแผลเป็นในอดีตที่ถูกปิดตายมาเนาน “ผู้หญิงคนนั้นคือเธอ… ลลิล ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา ชีวิต ทรัพย์สิน และอำนาจทั้งหมดที่ฉันมี มันไม่ได้มีไว้เพื่อความยิ่งใหญ่ของบริษัท แต่มันมีไว้เพื่อปกป้องผู้หญิงคนนี้… ปกป้องรอยยิ้มของเธอ ไม่ให้ใครหน้าไหนกล้าแตะต้องอีกเด็ดขาด”
หัวใจของลลิลกระตุกวูบ ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านขึ้นมาจุกที่ลำคอ กำแพงความเย็นชาที่เธอสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา พังทลายลงในพริบตาเมื่อเผชิญหน้ากับความจริงใจที่หนักแน่นและไร้เงื่อนไขของชายตรงหน้า
ปมในใจเรื่องการถูกหักหลังในอดีตจากคนที่เคยรัก ถูกชะล้างด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่และพร้อมเปย์ทุกสิ่งเพื่อเธอคนเดียวของกรณ์
“คุณมันบ้าจริงๆ…” เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย รอยยิ้มทั้งน้ำตาปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวย “ทำไมถึงรักผู้หญิงเย็นชาอย่างฉันได้มากขนาดนี้กันนะ?”
“เพราะความเย็นชาของเธอ มีไว้เพื่อซ่อนหัวใจที่อบอุ่นที่สุดต่างหากล่ะครับ” กรณ์โน้มใบหน้าลงมาใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันแผ่วเบาในบรรยากาศที่โรแมนติกและลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย
เขากำลังจะประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากอิ่มของเธอเพื่อปิดท้ายค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองนี้ให้สมบูรณ์แบบ ทว่า ในวินาทีที่หัวใจของทั้งสองดวงกำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือราคาแพงในกระเป๋าเสื้อสูทของกรณ์ก็แผדเสียงดังทำลายบรรยากาศขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ แต่เมื่อเหลือบมองหน้าจอและเห็นชื่อผู้โทรเข้า ร่างทั้งร่างของเขาก็ชะงักกึก สีหน้าที่เคยผ่อนคลายและอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดเย็นเยียบในเสี้ยววินาที
ลลิลสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเอ่ยถามด้วยความกังวล “ใครโทรมาคะ? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
กรณ์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง แววตาคมกริบฉายประกายอันตรายที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของเธอเย็นเฉียบลงทันที
“พ่อของฉัน… ส่งคนบุกเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวที่บริษัท และพวกเขากำลังทำลาย ‘แบบแปลนโปรเจกต์สุดท้าย’ ที่เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจวาดมันมาตลอดสามเดือนเต็ม… ตอนนี้!”
สิ้นเสียงคำประกาศิตนั้น กรณ์ก็คว้าข้อมือเธอแน่นทันทีพร้อมออกวิ่งไปยังลิฟต์แก้วด้วยความเร็วแสง ทิ้งไว้เพียงค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองที่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นสมรภูมิรบครั้งใหม่ที่เดือดพล่านยิ่งกว่าเดิม!
---
ติดตามตอนต่อไป: รี้ดเดอร์คะ เตรียมทิชชลี่ซับน้ำตาและกำหมัดแน่นๆ รอไว้เลย เพราะบทลงทัณฑ์ของตระกูลอัคราภิรมย์กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแบบตาต่อตาฟันต่อฟันแล้วนะคะ! (กดติดตามกันไว้ด้วยน้า)
ขอบคุณรี้ดเดอร์ที่น่ารักทุกคนที่คอยสนับสนุน "เค้กวานิลลา" เสมอมานะคะ!
สถาปนิกสาวผู้เย็นชากับซีอีโอสายเปย์ทุ่มไม่อั้น•ตอนที่ 9
ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง
ผลงานโดย เค้กวานิลลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เค้กวานิลลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวผู้เย็นชากับซีอีโอสายเปย์ทุ่มไม่อั้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!