กลยุทธ์หมากอาถรรพ์ ล้างแค้นทรราชพลิกชะตาฟ้า•ตอนที่ 11

ปมปริศนาในตำหนักใน

ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
"หากหมากตานี้คือความจริง... พระองค์ทรงคิดว่าเงาดำเบื้องหลังคราบเลือดเมื่อเจ็ดปีก่อน จะยังหลงเหลือร่องรอยใดให้เราขุดคุ้ยขึ้นมาล้างบางได้อีกหรือเพคะ, ท่านอ๋อง" น้ำเสียงของหลินเฟยหรานราบเรียบทว่าเฉียบคมดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนในฝักแพรไหม ปลายเรียวนิ้วของนางบรรจงวางหมากสีดำลงบนกระดานกระดูกสัตว์ เสียงกระทบเบาหวิวแต่กลับดังก้องกังวานในความเงียบสงัดของตำหนักรับรองยามราตรี ฉีจวินเหยียนหรี่ตาลง รอยยิ้มเยือกเย็นบนพระพักตร์อันหล่อเหลาดั่งหยกสลักพลันแข็งค้าง แววตาดุจพยัคฆ์ซ่อนเร้นประกายอันตรายวาบขึ้น ร่างสูงสง่าในอาภรณ์ปักลายมังกรเร้นเงาขยับเข้าใกล้เพียงนิด กลิ่นอายบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพเหนือโชยปะทะนาสิก เจือด้วยกลิ่นจางๆ ของสนิมเหล็กและกลิ่นหมึกชั้นดี นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ... และยิ่งไม่ใช่เรื่องเล่าขานเพ้อเจ้อจากปากขันทีชั้นต่ำ หากแต่เป็นร่องรอยของ "ความลับมืด" ที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ฐานพระแท่นมังกรมานานนับปี ย้อนกลับไปในชาติภพก่อน ขณะที่หลินเฟยหรานยังคงสวมมงกุฎหงส์เคียงคู่บัลลังก์ นางเคยได้ยินเพียงเสียงร่ำลือถึงการเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันของอดีตฮ่องเต้—พระบิดาของฉีจวินเหยียน—ว่าทรงประชวรด้วยโรคเรื้อรัง ทว่าในคืนนี้ แผ่นกระดาษไขบางเบาที่ถูกซ่อนไว้ในซับในของพัดหยกที่เพิ่งถูกส่งต่อมาทางสายลับตระกูลจ้าว กลับพลิกผันทุกประวัติศาสตร์ที่นางเคยจำฝังใจ ตัวอักษรหวัดๆ ด้วยลายมือของขันทีผู้ดูแลพระโอสถระบุชัดเจนว่า พระองค์ไม่ได้สิ้นพระชนม์เพราะโรคภัย หากแต่ถูก "ปลิดชีพ" ด้วยยาพิษรินรดเรื้อรังที่ออกฤทธิ์คล้ายคลึงกับอาการประชวรตามธรรมชาติ และผู้ที่ถือครองกุญแจดอกสำคัญในการสั่งจ่ายยานั้น... กลับมิใช่ใครอื่นไกล นอกจากตระกูลจ้าวและขุนนางใหญ่ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในกรมมหาดเล็กเวลานี้ "เจ้ากำลังสงสัยว่า... การตายของเสด็จพ่อ เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระสนมจ้าวหนิงและขั้วอำนาจเก่าที่กำลังชูคอในราชสำนักตอนนี้สินะ" ฉีจวินเหยียนตรัสด้วยสุ้มเสียงทุ้มต่ำ ทว่าแฝงกระแสคลื่นอารมณ์อันดุร้ายที่ถูกสะกดกลั้นไว้ภายใต้ความนิ่งงัน พระหัตถ์หนายื่นออกไปกุมเรียวนิ้วเย็นเฉียบของหลินเฟยหรานไว้โดยไม่ทันตั้งตัว ความอุ่นจากฝ่าพระหัตถ์ถ่ายทอดผ่านผิวเนื้อ ส่งผลให้หัวใจของนางกระตุกวูบอย่างแรง "หาใช่เพียงแค่สงสัยเพคะ..." หลินเฟยหรานเงยพระพักตร์ขึ้นสบตา ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในระยะประชิด แววตาของนางไหวระริกด้วยไฟแค้นที่ถูกจุดขึ้นอีกครา "หากการลอบสังหารฮ่องเต้ในอดีตคือหมากกระดานแรกที่พวกมันใช้ปูทางขึ้นสู่อำนาจ เช่นนั้น การก้าวขึ้นมาครองบัลลังก์ขององค์ชายสามในตอนนี้ ก็ย่อมเป็นผลผลิตจากฆาตกรรมอำพรางครานั้นเช่นกัน... พวกเรากำลังเล่นอยู่บนกระดานที่ย้อมไปด้วยเลือดของพระบิดาของพระองค์เพคะ, ท่านอ๋อง" บรรยากาศในห้องทรงอักษรพลันกดดันจนแทบหายใจไม่ออก แสงจากเปลวเทียนวับแวมสาดส่องเงาร่างของคนทั้งสองให้ทาบทับกันดั่งภาพวาดโบราณที่เต็มไปด้วยกลลวง สำหรับฉีจวินเหยียนแล้ว สตรีตรงหน้ามิใช่เพียงแค่คุณหนูรองผู้บอบบางที่ถูกรังแกแห่งตระกูลหลินอีกต่อไป นางคือยอดกุนซือผู้มองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ของเกมอำนาจ เป็นดั่งแสงจันทร์สีเลือดที่ส่องนำทางให้เขาเห็นช่องโหว่ในเกราะเหล็กของศัตรู "เจ้าช่างกล้าหาญนัก... ที่กล้าหยิบยกเรื่องอัปยศของราชวงศ์ขึ้นมากล่าวต่อหน้าเราอย่างไม่สะทกสะท้าน" ฉีจวินเหยียนแย้มสรวลหยัน ทว่าแววตากลับทอประกายลุ่มลึกและเต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ พระองค์โน้มพระพักตร์ลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบชิดกัน ลมหายใจเจือกลิ่นอายบุรุษแผ่ซ่านความอบอุ่นท่ามกลางความหนาวเหน็บของราตรี "แต่เจ้าก็รู้ดีเช่นกัน... ว่าหากเราสะสางบัญชีแค้นนี้จนถึงที่สุด แผ่นดินนี้จะลุกเป็นไฟ และตัวเจ้าเอง... ก็จะก้าวเข้าไปสู่ปากเหวแห่งความตายที่ไร้ทางถอยหลัง" "ความตายหรือเพคะ?" หลินเฟยหรานแย้มยิ้มหยันริมพระโอษฐ์ งดงามหยาดเยิ้มทว่าเย็นเยียบดึงดูดใจจนแทบหยุดหายใจ นางไม่ถอยหนีแม้แต่น้อย กลับโน้มกายเข้าประชิดยิ่งกว่าเดิม ดวงตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยวราศีกดขี่ข่มเหงผู้ใดไม่ลง "หม่อมฉันตายไปครั้งหนึ่งแล้วในตำหนักเย็น... วิญญาณดวงนี้ถูกควักคว้นและย้อมด้วยความแค้นจนไม่มีสิ่งใดให้ต้องสูญเสียอีก หากการลากพวกมันลงมาจากบัลลังก์สูงส่งเพื่อชดใช้เลือดต่อนั้นต้องแลกด้วยชีวิต หม่อมฉันก็ยินดีจะใช้ร่างกายนี้เป็นสะพานให้ท่านอ๋องเหยียบย่างไปจนถึงเป้าหมาย!" คำกล่าวที่หนักแน่นดั่งหินผานั้น ทำให้ฉีจวินเหยียนนิ่งงันไปชั่วขณะ พระองค์ไม่เคยพบสตรีใดที่มีจิตวิญญาณดุดันและมั่นคงปานนี้ นางมิได้รักตัวกลัวตาย มิได้โหยหาความโปรดปรานหรือลาภยศสรรเสริญเช่นสตรีทั่วไปในวังหลัง นางปรารถนาเพียง "ความพินาศ" ของศัตรู และพร้อมจะเผาไหม้ทุกสิ่งไปพร้อมกับเพลิงแค้น ในวินาทีที่ความเงียบงันเริ่มปกคลุมและเคมีระหว่างคนทั้งสองพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดขององครักษ์เงาก็ดังขึ้นที่เบื้องนอกประตู ตามมาด้วยเสียงเคาะสามครั้งติดต่อกัน—สัญญาณเตือนภัยเร่งด่วนระดับสูงสุด "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงรายงานร้อนรนดังลอดเข้ามา "ขันทีผู้ดูแลคลังพระโอสถเมื่อเจ็ดปีก่อน... ผู้ที่ควรจะหลบหนีออกนอกด่านไปตั้งแต่คืนเกิดเหตุ... เพิ่งถูกพบเป็นศพถูกฆ่าตัดหัวเสียบประจานไว้ที่ประตูทิศเหนือ ทิ้งจดหมายเลือดลงชื่อถวายฎีกา... ระบุว่ามี 'หนอนบ่อนไส้' กำลังไขว่คว้าหาความลับนี้ภายในตำหนักในเวลานี้พ่ะย่ะค่ะ!" หลินเฟยหรานสะบัดหน้าขวับไปมองบานประตูกระดาษที่ถูกเงาแสงจันทร์ทาบทับ หัวใจกระตุกวูบอย่างแรงเมื่อตระหนักได้ว่า... นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันคือหมากตาร้ายกาจที่ถูกซ้อนไว้สามชั้นจากเงาดำที่นางคาดไม่ทัน! พวกมันรู้ตัวก่อนแล้ว... และกำลังใช้ "ศพ" นั้น ส่งสารเตือนมายังพวกนางโดยตรง! ฉีจวินเหยียนผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประกายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายตวัดกลับมามองร่างบางที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่หน้ากระดานหมาก ก่อนที่พระหัตถ์หนาจะคว้าจับด้ามกระบี่ข้างกายอย่างรวดเร็ว ทว่ายังไม่ทันที่ผู้ใดจะขยับตัว เสียงปรบมือเบาๆ สามครั้งก็ดังขึ้นจากมุมมืดของระเบียงตำหนัก พร้อมกับร่างระหงในอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายดอกโบตั๋นทองคำที่ก้าวออกมาจากเงามืดอย่างเชื่องช้า รอยยิ้มเย้ายวนทว่าเต็มไปด้วยพิษสงของพระสนมจ้าวหนิงปรากฏขึ้นภายใต้แสงจันทร์ พร้อมกับถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวในมือที่ส่งควันกรุ่นจางๆ นางแย้มยิ้มกริ่มพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อมบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ดึกป่านนี้แล้ว... ท่านอ๋องและพระชายา (ในนาม) ยังทรงขยันเดินหมากกระดานใหญ่กันอยู่อีกหรือเพคะ? หม่อมฉันเกรงว่า... หมากตานี้ของพวกพระองค์ คงจะไม่มีโอกาสได้เดินจนจบกระดานเสียแล้วกระมัง... เพราะว่าน้ำชาถ้วยนี้ หม่อมฉันเพิ่งนำมา ‘ถวาย’ เพื่อส่งเสด็จพวกท่าน... ไปสู่ปรโลกพร้อมกันในคืนนี้พ่ะย่ะค่ะ" ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ไปพร้อมกับหงส์เพลิงหวนคืนนะคะ!
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลยุทธ์หมากอาถรรพ์ ล้างแค้นทรราชพลิกชะตาฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%