กลิ่นอายกำยานหมื่นลี้อวลกำจายเคล้าคลออยู่เบื้องพระพักตร์ ทว่าความระอุในตำหนักอู่หลันกลับมิได้มาจากความอบอุ่นของเตาผิง หากแต่คือก้อนอารมณ์อันอึดอัดที่ถูกกดทับไว้ภายใต้รอยยิ้มเคลือบยาพิษนับร้อยคู่ในงานชมบุปผาฤดูใบไม้ผลิ
หลินเฟยหรานปักปิ่นหยกขาวลายหงส์สยายปีกอันเรียบง่ายไว้บนมวยผม ทว่าอาภรณ์ผ้าแพรต่วนสีเหมันต์ปักลายดอกเหมยสีชาดที่นางเลือกสวมในวันนี้ กลับขับเน้นให้ผิวพรรณผุดผ่องดั่งไข่มุกราตรี ร่างระหงก้าวเดินอย่างมั่นคง ท่วงท่าสง่างามดั่งราชสีห์ย่างก้าวบนพรมแดนศัตรู สายตาทุกคู่ในสวนอุทยานหลวงต่างเหลือบมองนางเป็นตาเดียว—บางคู่เต็มไปด้วยความริษยา บางคู่เย้ยหยัน และมีบางคู่ที่ฉายแววระแวดระวังอย่างไม่ปิดบัง
“ดูคุณหนูรองหลินสิเจ้าคะ ช่างกล้าหาญยิ่งนัก ถึงกับกล้ามาเหยียบงานเลี้ยงของพระสนมจ้าวด้วยตนเอง ทั้งที่ตระกูลหลินในยามนี้…”
เสียงกระซิบกระซาบจากคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์กลุ่มหนึ่งดังเล็ดลอดมาจากศาลาชมชล
หลินเฟยหรานหาได้ใส่ใจไม่ นางเพียงยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา ปลายเรียวลิ้นสัมผัสรับรสขมปร่าของชาสมุนไพรที่นางดื่มรองท้องมาก่อนออกจากเรือน เพื่อป้องกันกลอุบายสกปรกในงานเลี้ยงวังหลวงแห่งนี้
ในชาติก่อน งานชมบุปผาครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นที่นางถูกพระสนมจ้าวหนิงวางแผนใส่ร้ายจนต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ เป็นบันไดขั้นแรกที่ผลักให้นางร่วงหล่นสู่ขุมนรก แต่วันนี้… บนกระดานหมากกระดานเดิม ผู้เดินหมากหาใช่คนโง่เขลาเบาปัญญาอีกต่อไปแล้ว
“ถวายพระพรพระสนมจ้าวเพคะ”
หลินเฟยหรานย่อกายคำนับอย่างงดงามไร้ที่ติ สายตาทอดมองต่ำตามธรรมเนียม แต่โสตประสาทกลับจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวบนบัลลังก์เตี้ย
พระสนมจ้าวหนิงในชุดต่วนปักดิ้นทองลายหงส์เคียงมังกรแย้มพระ oสรวลกว้าง ทว่าแววตาคู่คมกลับทอประกายดุร้ายดั่งงูพิษ นางโบกพระหัตถ์น้อยๆ เป็นเชิงอนุญาต ก่อนเอא่ยด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อมที่บาดลึกถึงกระดูกดำ
“ลุกขึ้นเถิดคุณหนูรองหลิน เจ้าช่างงดงามขึ้นทุกวันจนข้าอดอิจฉาไม่ได้… ว่าแต่ ได้ยินว่าช่วงนี้เจ้าศึกษาตำราแพทย์อย่างขยันขันแข็ง ไฉนวันนี้จึงสนใจมาชมดอกโบตั๋นเล่า หรือว่าเจ้าหวังจะใช้ฝีมือการแพทย์อันน้อยนิด มาช่วยรักษาอาการ ‘ประชวร’ ของใครในวังหลวงแห่งนี้กัน?”
คำพูดเยาะเย้ยถากถางนั้นเรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากเหล่าสนมและคุณหนูรอบข้างทันที องค์ชายสามที่ประทับอยู่ ณ ที่นั่งฝั่งขวา ทอดพระเนตรมองหลินเฟยหรานด้วยสายตาโลภ
โมลีปะปนความกระหายใคร่ครอบครอง ดวงเนตรคู่นั้นกวาดสำรวจเรือนร่างอรชรของนางราวกับสัตวป่ากำลังจ้องเหยื่อในกรง
“พระสนมตรัสเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีไร้ค่าผู้หนึ่ง ย่อมมิกล้าอาจหาญเทียบชั้นหมอหลวง หากแต่ความเจ็บป่วยบางอย่าง… หากปล่อยไว้ไม่รักษา เกรงว่าวันหนึ่งอาจลุกลามจนกัดกินราชสำนักจนสิ้นซากได้นะเพคะ”
คำตอบของหลินเฟยหรานดังชัดถ้อยชัดคำ ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมสวนอุทยานชั่วขณะ ทุกสายตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าคุณหนูรองตระกูลตกอับผู้หนึ่ง จะกล้าต่อปากต่อคำกับสนมเอกผู้ทรงอิทธิพลด้วยวาจาคมกริบปานนี้
พระสนมจ้าวหนิงพระพักตร์เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำทันที พระโอษฐ์สั่นระริกด้วยความพิโรธ “บังอาจ! เจ้า…”
“ช้าก่อน…”
สุระเสียงทุ้มต่ำ เยือกเย็น และทรงอำนาจดังแทรกขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังตึงเครียด ราวกับสายลมหนาวจากยอดเขาเหนือที่พัดผ่านเข้ามาในฤดูใบไม้ผลิ ทุกสรรพเสียงในอุทยานพลันเงียบกริบลงทันที ราวกับถูกมนต์สะกด
ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำสนิทปักลายพยัคฆ์เงินก้าวพระบาทเข้ามาอย่างช้าๆ
ไอสังหารอันเข้มข้นที่แผ่ซ่านออกมาจากพระวรกาย ทำให้เหล่าขุนนางและนางกำนัลต่างต้องรีบก้มหน้าหลบสายตาโดยอัตโนมัติ ฉีจวินเหยียน—ท่านอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์อุดร ผู้ที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องทรงเกรงพระทัย เสด็จมาถึงแล้ว
หลินเฟยหรานชะงักไปเล็กน้อย หัวใจที่เคยนิ่งสงบดั่งน้ำในบึงลึกกลับกระตุกวูบอย่างหาสาเหตุไม่ได้
ในชาติก่อน นางกับฉีจวินเหยียนแทบไม่เคยข้องเกี่ยวกัน เขาคือปีศาจแห่งสนามรบผู้ไร้หัวใจ นางคือฮองเฮาผู้ถูกจองจำในตำหนักเย็น ทว่าในยามนี้… สายตาคมปลาบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกำลังจ้องมองตรงมาที่นาง ราวกับเขากำลังมองทะลุผ่านวิญญาณและอดีตอันดำมืดของนางจนหมดสิ้น
ฉีจวินเหยียนหยุดยืนห่างจากหลินเฟยหรานเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังเคล้าคลอด้วยกลิ่นอายสนและโลหะจางๆ ลอยเข้าจมูก
พระพักตร์คมคายราวกับสลักจากหยกหิมะไร้รอยยิ้ม ทว่ามุมพระโอษฐ์กลับยกขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความหมาย ขณะทอดพระเนตรสตรีตรงหน้า
“คำพูดของคุณหนูรองหลินเมื่อครู่… ช่างน่าฟังและลึกซึ้งยิ่งนัก”
ฉีจวินเหยียนตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนกดทับผู้คนให้แทบหยุดหายใจ “โรคที่กัดกินราชสำนักเช่นนั้นหรือ? ฟังดูแล้ว… ชายชาติทหารอย่างข้าชักสนใจอยากจะปรึกษากับเจ้าเป็นการส่วนตัวเสียแล้วสิ”
หลินเฟยหรานเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรกับท่านอ๋องผู้เย็นชาเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่คมดั่งหงส์ของนางไหววับด้วยประกายความคิด รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง
นางรู้ดีว่าการเข้าหาฉีจวินเหยียนคือการเดินหมากที่อันตรายที่สุด ดั่งการเล่นกับไฟบรรลัยกัลป์ แต่มันก็เป็นหนทางเดียวที่จะพลิกกระดานอำนาจนี้ได้
“หากท่านอ๋องสนใจ หม่อมฉันย่อมยินดีถวายการรักษา… แต่อาการป่วยของราชสำนักนั้นเรื้อรังนัก เกรงว่าการพูดคุยเพียงผิวเผินในงานเลี้ยง ย่อมไม่อาจรักษาให้หายขาดได้เพคะ” นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ามั่นคง ไม่หลบสายตาคู่นั้นแม้แต่น้อย
ฉีจวินเหยียนหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย ประกายความสนพระทัยวาบผ่านดวงเนตรคู่นั้นชั่วพริบตา ราวกับเสือร้ายที่เพิ่งพบเหยื่ออันน่าพึงใจบนลานล่าสัตว์
ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังระอุถึงขีดสุด ขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา พร้อมกับราชโองการสีทองอร่ามในมือ ถือวิสาสะแทรกเข้ามากลางวงล้อมด้วยใบหน้าซีดเผือด
“ท่านอ๋อง! คุณหนูรอง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ… เกิดเรื่องใหญ่ที่ตำหนักบูรพาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินหมากอันระทึกใจนี้ร่วมกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
กลยุทธ์หมากอาถรรพ์ ล้างแค้นทรราชพลิกชะตาฟ้า•ตอนที่ 4
เงาพยัคฆ์ในงานเลี้ยง
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลยุทธ์หมากอาถรรพ์ ล้างแค้นทรราชพลิกชะตาฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!