กลิ่นอายของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มข้ามปีลอยกรุ่นคละคลุ้งอยู่เบื้องหน้า ทว่าความอบอุ่นจากถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่กลับไม่อาจละลายความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากสายตาของบุรุษที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้เลย
“บนกระดานนี้... ห้ามนับว่าใครคือผู้ชนะ จนกว่าจะถึงตาเดินสุดท้ายนะคะ ใต้เท้าเซียว”
เสียงหวานใสแต่ทุึกถ้อยคำหนักแน่นราiค้อนตอกลงบนแผ่นศิลาของหลินฟางหรงยังคงก้องกังวานอยู่ในความเงียบงันของห้องหนังสือลับ นางไม่ได้ขยับเขยื้อนกายหนี ปล่อยให้ปลายเส้นผมสีดำสนิทระลงเคลียไหล่บาง ขณะที่สายตาคู่คมกริบราวกับใบมีดซ่อนในฝักตวัดสบประสานเข้ากับนัยน์ตาคู่ลึกล้ำของเซียวเหยียนเจินอย่างไร้ความเกรงกลัว
เซียวเหยียนเจินมิได้ตอบทันที เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่ผู้คนในราชสำนักต่างหวาดกลัวยิ่งกว่ายามที่เขาพิโรธ นิ้วเรียวยาวดุจหยกขาวเคาะเบาๆ ลงบนโต๊ะไม้จันทน์แดงเป็นจังหวะเชื่องช้า ทว่าหนักแน่นราวกับเสียงกลองศึกที่คอยบั่นทอนสติสัมปชัญญะของฝ่ายตรงข้าม
“คุณหนูหลินช่างมั่นใจใน ‘หมาก’ ของตนเองเสียจริง” ราชครูหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง แต่แฝงไว้ด้วยประกายความกดดันที่พร้อมจะบดขยี้คู่สนทนาให้แหลقคามือ “แต่เจ้าลืมไปแล้วกระมัง ว่ากระดานนี้ไม่ได้มีไว้ให้เจ้าเล่นสนุกตามอำเภอใจ... และเบี้ยทุกตัวบนกระดาน ย่อมมีวันหมดอายุของมัน หากมันไร้ซึ่งประโยชน์ที่จะอยู่ต่อ”
นี่คือการปะทะกันครั้งแรกอย่างเป็นทางการ—ไม่ใช่เพียงแค่ในฐานะผู้ตรวจการคดีกับราชครูผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่เป็นการประชันทัศนคติทางการเมืองและอุดมการณ์ที่อยู่คนละขั้วอย่างสิ้นเชิง
หลินฟางหรงแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่ออำนาจมืดที่ชายหนุ่มถือครอง นางโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
“เบี้ยจะไร้ประโยชน์ก็ต่อเมื่อ ‘ผู้เล่น’ มองเห็นคุณค่าของมันแค่เพียงเครื่องมือสังเวยนะคะ ใต้เท้าเซียว” ฟางหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบคม บ่งบอกถึงการผ่านศึกมาโชกโชน “ท่านมองราษฎรนับหมื่นในแคว้นว่าเป็นเพียงเบี้ยบนกระดานการเมือง เพื่อแลกกับอำนาจและความสงบสุขจอมปลอมที่ท่านสร้างขึ้น แต่ท่านเคยเงี่ยหูฟังเสียงกรีดร้องของพวกเขายามที่ถูกท่านเหยียบย่ำบ้างหรือไม่?”
ดวงตาของเซียวเหยียนเจินหรี่แคบลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ชั่วขณะ แต่มันก็ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างรวดเร็วภายใต้หน้ากากแห่งความสุขุม เขายังคงมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน—มีความรังเกียจระคนทึ่งอยู่ในแววตานนั้น นางเป็นสตรีคนแรกกล้าต่อปากต่อคำกับเขาด้วยเหตุผลและหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยน้ำตาหรือการประจบสอพลอเหมือนสตรีอื่นในเมืองหลวง
“ความยุติธรรมที่เจ้าโหยหานัก... มันกินได้หรือ, คุณหนูหลิน?” เซียวเหยียนเจินโน้มตัวเข้าไปใกล้เช่นกัน กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นหมึกจางๆ แผ่เข้ามาระหว่างกัน “ความเมตตาและความถูกต้องที่เจ้าพยายามไขว่คว้า มันเป็นเพียงภาพลวงตาของพวกคนอ่อนแอที่ไม่มีปัญญาจะไขว่คว้าอำนาจมาไว้ในมือ โลกนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความดีงามหรอกนะ... แต่มันขับเคลื่อนด้วยความหวาดกลัว และผลประโยชน์ต่างหาก”
“นั่นคือเหตุผลที่ท่านต้องทำลายล้างทุกคนที่รู้ความจริงสินะคะ” ฟางหรงสวนกลับทันควัน นัยน์ตาสั่นระริกด้วยเพลิงแห่งความแค้นที่ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต “ความกลัวที่ท่านสร้างขึ้น ปกปิดความเน่าเฟะของพวกขุนนางกังฉิน รrecovering คดีทุจริตงบประมาณอุทกภัยเมื่อสามปีก่อน... ใต้เท้าเซียว มือของท่านเปื้อนเลือดของคนบริสุทธิ์ไปเท่าไหร่แล้ว ถึงได้กล้ามานั่งจิบชาพูดจาฉาดฉานอยู่ตรงนี้!”
บรรยากาศในห้องหนังสือลับพลันทึบตันขึ้นมาทันที อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนน่าใจหาย ไม่มีใครยอมหลบสายตาใคร ความเงียบสงบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยกระแสจิตวิทยาอันเชี่ยวกราก ทั้งสองต่างจ้องมองกันราวกับสัตว์ป่าล่าเนื้อที่กำลังประเมินจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม
เซียวเหยียนเจินไม่ได้โกรธเคืองต่อคำกล่าวหาอันร้ายแรงนั้น ตรงกันข้าม มุมปากของเขากลับยกย่องขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่คมพินิจพิจารณาร่างระหงที่สั่นเทาด้วยความโกรธแค้นแต่มั่นคงในอุดมการณ์ ความดื้อรั้นและสติปัญญาที่ฉลาดเฉลียวนี้... ช่างน่าดึงดูดใจจนน่าอันตรายเสียจริง
“เจ้าฉลาดมาก, ฟางหรง” เขาเอ่ยชื่อนางอย่างไร้คำนำหน้า นํ้าเสียงเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งนั่นยิ่งทำให้หญิงสาวต้องระแวดระวังตัวมากขึ้น “เจ้าหยิบยกคดีอุทกภัยขึ้นมาพูดได้อย่างแม่นยำ... แต่เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า หลักฐานทั้งหมดที่เจ้าเก็บสะสมมาอย่างยากลำบาก จะสามารถโค่นล้มข้าได้จริงๆ?”
หัวใจของหลินฟางหรงกระตุกวูบ ทว่าใบหน้ายังคงรักษาความเยือกเย็นไว้ได้อย่างแนบเนียน
“ท่านหมายความว่าอย่างไร...”
เซียวเหยียนเจินหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นช่างเยือกเย็นและทรงอำนาจ เขายื่นมือออกไปหยิบแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้กองตำราขึ้นมา แล้วเลื่อนมันข้ามโต๊ะมาตรงหน้าหญิงสาว
“ลองดูนี่สิ... ของขวัญชิ้นเล็กๆ ที่ข้าเตรียมไว้ต้อนรับ ‘ผู้ตรวจการ’ คนเก่งของฮ่องเต้”
ฟางหรงก้มลงมองกระดาษแผ่นนั้น แววตาที่เคยแข็งกร้าวพลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—นั่นคือสำเนาบัญชีลับที่นางซ่อนไว้ในห้องทำงานส่วนตัวที่สำนักงานผู้ตรวจการ! มันควรจะเป็นความลับสุดยอดที่ไม่มีใครล่วงรู้ แต่มันกลับมาอยู่บนโต๊ะทำงานของเซียวเหยียนเจินได้อย่างไรกัน?
“เจ้า...!” นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรก
“คิดว่ามีแค่เจ้าคนเดียวหรือที่เดินหมากเป็น?” เซียวเหยียนเจินยิ้มเยาะ สายตาคมกราบกวาดมองปฏิกิริยาของนางด้วยความพึงพอใจ “บนกระดานนี้ เจ้าเป็นฝ่ายเดินพลาดตานี้เสียแล้ว... คุณหนูหลิน”
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบที่หน้าประตูลานเรือน ตามด้วยเสียงเคาะประตูดังรัวและเสียงรายงานด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์ประจำตัวราชครู
“เรียนใต้เท้า! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! คลังเอกสารลับที่ศาลากลาง... ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด! และในที่เกิดเหตุ... พบตราประจักษ์ของผู้ตรวจการหลินตกอยู่พ่ะย่ะค่ะ!”
หลินฟางหรงหันขวับไปทางประตูทันที สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงระคนเคียดแค้น นางหันกลับมามองบุรุษตรงหน้าที่ยังคงนั่งจิบชาด้วยท่าทางสบายๆ อย่างสมบูรณ์แบบ
เซียวเหยียนเจินวางถ้วยมากลงบนโต๊ะช้าๆ เขาเงยหน้าขึ้นสบตานาง พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา
“ดูเหมือนว่า... ตาเดินต่อไปของเจ้า จะไม่มีโอกาสได้แก้เกมแล้วกระมังคะ?”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและขบคิดไปพร้อมกันในทุกย่างก้าวของหมากกระดานนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
“หมอกเหมยปลายฤดู”
หมากกระดานสุดท้ายกับศัตรูหัวใจที่ข้ามภพมา•ตอนที่ 2
กลยุทธ์ลับในเงามืด
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานสุดท้ายกับศัตรูหัวใจที่ข้ามภพมา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
