"เอ่อ... พี่จินจินครับ คือว่า... ประตูหนีไฟนี่มันมีระบบระบายอากาศที่ดีเกินคาดไปหน่อยหรือเปล่าครับ ถึงได้มีลมพัดกลิ่นธูปกับกลิ่นเส้นผมไหม้ๆ ลอยออกมาอบอวลขนาดนี้"
เสียงทุ้มปนสั่นเครือของต้นกล้าดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด เด็กหนุ่มรุ่นน้องกะพริบตาปริบๆ มือข้างหนึ่งยังคงถือไฟฉายแรงสูงค้างไว้ในท่าทางที่เก้ๆ กังๆ แสงไฟสีขาวนวลสาดส่องกระทบเข้ากับพื้นปูนซีเมนต์เปลือย แต่วินาทีนี้ สิ่งที่สะท้อนอยู่ในเรตินาของต้นกล้าไม่ใช่ร่องรอยของวิญญาณสาวคอหักที่เพิ่งสลายหายไปเมื่อกี้ หากแต่เป็นภาพของโปรแกรมเมอร์หนุ่มรุ่นพี่ผู้ขึ้นชื่อว่าหน้านิ่งราดน้ำแข็ง ไร้ความรู้สึกขวัญผวาใดๆ ในสามโลก กำลังยืนโอบกอดอินฟลูเอนเซอร์สาวสายมูผู้พกตะกรุดและยันต์เต็มกระเป๋าเสื้อไว้แนบอกอย่างแนบชิด ชนิดที่เรียกว่าถ้ามีไม้บรรทัดมาวัด ระยะห่างระหว่างหัวใจของทั้งคู่คงติดลบไปหลายเซนติเมตรแล้วค่ะ
"กรี๊ด! ต้นกล้า! แกมาตั้งแต่เมื่อไหร่!"
จินจินสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อต หญิงสาวดีดตัวออกจากอ้อมแขนของธันวาด้วยความเร็วแสง ใบหน้าสวยหวานที่ปกติมักจะเชิ่ดใส่คนอื่น บัดนี้แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู ร้อนผ่าวราวกับจับไข้สูง มือเรียวรีบตบสะเปะสะปะไปตามลำตัวเพื่อหาเครื่องรางของขลังมาถือแก้เขิน ทั้งตะกรุด ทั้งเบี้ยแก้ จนพวงกุญแจส่งเสียงกระทบกันกรุ๊งกริ๊งอลหม่านไปหมด ปากก็อ้าพะงาบๆ แก้ตัวเสียงหลง "มะ... เมื่อกี้มันมีฝุ่นเข้าตา! ใช่! ฝุ่นผงวิญญาณอะไรสักอย่างปลิวเข้าตาพี่ ธันวาเขาก็แค่... เออ... เขาแค่เป็นพลเมืองดีช่วยปฐมพยาบาลทางสายตาให้ต่างหากเล่า!"
"ปฐมพยาบาลทางสายตาด้วยการกอดเอวแน่นขนาดนั้นเลยเหรอครับพี่จิน..." ต้นกล้าหรี่ตามองด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ตามประสาเด็กยุคใหม่ พลางยกมือขึ้นเกาแก้มแก้เขิน "ผมไม่ได้ตาฝาดใช่ไหมครับเนี่ย นึกว่ามาผิดตึก นึกว่าหลุดเข้ามาในกองถ่ายซีรีส์โรแมนติกสยองขวัญซะอีก"
"โรแมนติกบ้าบออะไร! แกตาฝาดแล้วต้นกล้า!" จินจินเสียงสูงปรื๊ด รีบก้าวเข้าไปตีแขนรุ่นน้องเบาๆ เป็นการกลบเกลื่อนความพิรุธ "ว่าแต่มายืนทำอะไรตรงนี้ ทำไมยังไม่กลับบ้านกลับช่องฮึ ถึงเวลาเลิกงานมาเป็นชาติแล้วนะ หรืออยากอยู่เคลียร์งานเอกสารกองโตบนโต๊ะฉันแทนไหมล่ะ!"
ธันวาไม่ได้เอ่ยปากแก้ตัวใดๆ สักคำ โปรแกรมเมอร์หนุ่มเพียงแค่ยืนนิ่ง ขยับแว่นตากรอบสี่เหลี่ยมขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวยาวแอบปัดเศษฝุ่นควันจางๆ ที่ติดอยู่บริเวณปกเสื้อของตัวเองอย่างใจเย็น สายตานิ่งสนิทคู่นั้นเหลือบมองคนขี้โวยวายที่กำลังยืนหน้าดำหน้าแดงอยู่ข้างๆ แวบหนึ่ง ก่อนจะมุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาชนิดที่แทบจะมองไม่เห็น—รอยยิ้มที่ถ้าใครไม่สังเกตดีๆ ก็คงนึกว่าเขาแค่กลั้นขำ
"ผมแค่เดินมาดูว่าทำไมไฟที่โซนเซิร์ฟเวอร์มันกระพริบแปลกๆ ครับ" ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ไร้ความตื่นตระหนกใดๆ แม้แต่น้อย ราวกับว่าเมื่อครู่เขาไม่ได้เพิ่งเผชิญหน้ากับผีคอหักมาหรี่ๆ "แต่ดูเหมือนว่า... ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบไฟในเซิร์ฟเวอร์หรอกครับ แต่อยู่ที่คลื่นพลังงานรอบตัวคนแถวนี้มากกว่า"
"นี่นาย!" จินจินหันขวับไปค้อนใส่ตาคว่ำ "ฉันอุตส่าห์แบกหน้ามาช่วยสืบเรื่องผีในตึกนี้ให้นะยะ ยังจะมีหน้ามาแขวะฉันอีกเหรอเนี่ย!"
"ผมไม่ได้แขวะครับ ผมแค่พูดตามข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์... ผสมกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสามวินาทีก่อน" ธันวาตอบหน้าตาย ก่อนจะปรายตามองต้นกล้าที่ยืนยิ้มกรุ่มกริ่มไม่เลิก "ส่วนน้องต้นกล้า ถ้าเช็คไฟเสร็จแล้ว ก็ควรกลับบ้านได้แล้วครับ ดึกดื่นตื่นตาแบบนี้ ระวังจะได้เจอ 'เพื่อนใหม่' เดินตามกลับห้องไปE-mail รายงานความคืบหน้าด้วยนะ"
คำขู่หน้าตายสไตล์ธันวาได้ผลชะงัดนัก ต้นกล้าสะดุ้งเฮือก หน้าถอดสีทันที รีบพยักหน้ารัวๆ "ครับๆ ผมรีบกลับตอนนี้แหละครับ! พี่จินจิน พี่ธันวา กลับบ้านดีๆ นะครับ ระวัง... เอえ... ระวังสะดุดรัก เอ้ย สะดุดธรณีประตูนะครับ!"
พูดจบเด็กหนุ่มก็วิ่งแนบหายลับไปทางบันไดหนีไฟอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้บรรยากาศบริเวณหน้าประตูหนีไฟกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและกลิ่นอายความเย็นยะเยือกที่ยังคงหลงเหลืออยู่จางๆ
จินจินแอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หญิงสาวกอดอกแล้วหันไปมองหน้าโปรแกรมเมอร์หนุ่มที่ยังคงยืนนิ่งราวกับเสาหินทาสี บรรยากาศรอบตัวเขาช่างชวนให้อึดอัดเสียจริง แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกปลอดภัยประหลาดๆ ก็ยังคงเกาะกุมอยู่ในใจเธออย่างไม่น่าเชื่อ
"มองอะไรเล่า มีอะไรจะพูดก็พูดมาเลยนะ" จินจินเอ่ยตัดบท ทำเป็นเชิดหน้าหนีสายตานิ่งคู่นั้น "อย่าบอกนะว่านายจะทำเป็นจำไม่ได้ว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น..."
ธันวาเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นทอประกายลึกล้ำขึ้นวูบหนึ่ง เขาก้าวเข้ามาใกล้กว่าเดิมอีกนิด จนจินจินต้องก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังบางชนเข้ากับผนังปูนเย็นเฉียบอย่างจัง
"เรื่องเมื่อกี้... ผมจำได้ทุกรายละเอียดครับ" ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเจือจางอยู่ใกล้จนจินจินต้องกลั้นหายใจ "รวมถึงเรื่องที่หัวใจใครบางคนเต้นดังจนผมได้ยินทะลุกระเป๋าเสื้อมาด้วย"
"ไอ้... ไอ้นายบ้า!" จินจินหน้าร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิด มือเรียวผลอกอกเขาเบาๆ ด้วยความเขินอายปนหมั่นไส้ "ใครใจเต้นกันยะ! มั่วตลอด! นายเป็นโปรแกรมเมอร์นะ ไม่ใช่หมอโรคหัวใจ อย่ามาวินิจฉัยมั่วซั่ว!"
ธันวาไม่ได้เถียงต่อ เขายอมถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งอย่างผู้ชนะ แต่แววตายังคงเจือรอยยิ้มจางๆ ที่ทำให้คนมองใจสั่นเล่น ร่างสูงหันหลังเดินนำไปยังทางเดินหลักมุ่งหน้าสู่ลิฟต์พนักงานพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นทีละน้อย
"กลับกันเถอะครับ... ดึกมากแล้ว และถ้าเรายังไม่อยากติดอยู่ในวังวนความฝันประหลาดๆ ของผมไปตลอดกาล"
จินจินขมวดคิ้วฉับ ความสงสัยเข้ามาแทนที่ความเขินอายทันที หญิงสาวรีบก้าวเท้าตามหลังโปรแกรมเมอร์หนุ่มไปติดๆ "เดี๋ยวนะ นายหมายความว่ายังไงที่บอกว่า 'ความฝันประหลาดๆ ของนาย' ? หรือว่า..."
ระหว่างที่ทั้งคู่ก้าวเข้าสู่ตัวลิฟต์และกดปุ่มลงไปยังชั้นจอดรถ ธันวาก็กดปิดประตูลิฟต์ เสียงเครื่องยนต์กลไกของลิฟต์ทำงานเบาหวิวท่ามกลางความเงียบงัน บรรยากาศรอบตัวบีบแคบลงจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นชัดเจน
โปรแกรมเมอร์หนุ่มกอดอกพิงผนังลิฟต์ สายตาทอดมองตัวเลขบอกชั้นที่ค่อยๆ ลดลงอย่างเหม่อลอย แววตาคู่นั้นไหววูบไปชั่วขณะ ราวกับกำลังเปิดประตูบานที่ปิดตายไว้ในส่วนลึกที่สุดของความทรงจำ
"ผมไม่ได้ฝันร้ายธรรมดามาหลายเดือนแล้วครับ... จินจิน" ธันวาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามองหน้าเธอ น้ำเสียงราบเรียบแต่กลับเต็มไปด้วยมวลความรู้สึกหนักอึ้งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
จินจินนิ่งงันไป เธอไม่เคยเห็นแววตาแบบนี้จากผู้ชายหน้านิ่งคนนี้มาก่อน มันไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความเหนื่อยล้า... และความลับบางอย่างที่เขาแบกรับไว้คนเดียว
"นายฝันเห็นอะไรเหรอ..." หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ความขี้โวยวายหายวับไปกับตา เหลือเพียงความห่วงใยที่แอบซ่อนอยู่ใต้ความอยากรู้อยากเห็น
ลิฟต์ส่งเสียงติ๊งเบาๆ ประตูโลหะเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นลานจอดรถชั้นใต้ดินที่มืดสลัวและวังเวง ธันวาก้าวเดินนำออกไปสองสามก้าว ก่อนจะหยุดยืนอยู่ข้างเสาปูนต้นใหญ่ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันกลับมาสบตาเธอนิ่งๆ
"ผมฝันเห็นตึกออฟฟิศนี้... ในยามที่ไม่มีใครอยู่" ธันวาเอ่ยเสียงกระซิบแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าเสียงนั้นจะไปปลุกบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ตามมุมมืดของลานจอดรถ "และในความฝันทุกๆ คืน... ผมมักจะเห็นคนตายเดินสวนทางกับผมเสมอ... รวมถึงเห็น 'คุณ' ด้วย"
จินจินเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบ ท่ามกลางความเงียบสงัดของลานจอดรถยามวิกาล บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบลงอย่างไร้สาเหตุ เมื่อหน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของเธอจู่ๆ ก็สว่างวาบขึ้นมาเอง โดยไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ ทั้งสิ้น!
และสิ่งสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอมืดสนิทนั้น... กลับไม่ใช่ข้อความจากต้นกล้า แต่เป็นตัวหนังสือสีแดงเลือดที่พิมพ์ทับลงไปทีละตัวอย่างช้าๆ—
*[ระบบตรวจพบวิญญาณเป้าหมายในระยะประชิด: อย่าหันหลังกลับเด็ดขาด]*
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ... เพราะความลับที่ซ่อนอยู่ในโปรแกรมเมอร์หนุ่ม กำลังจะเปลี่ยนค่ำคืนนี้ให้กลายเป็นฝันร้ายที่ไม่มีวันตื่น!
*(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 11 แล้วนะคะ ขอให้ทุกท่านนอนหลับฝันดี และระวังอย่าหันไปมองมุมห้องมืดๆ ตอนตีสามนี้นะคะ!)*
มูเตลูไม่ลงตัวกับผีหน้าตายในออฟฟิศ•ตอนที่ 11
นิมิตจากโปรแกรมเมอร์
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ลงตัวกับผีหน้าตายในออฟฟิศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!