หน้าจอโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดของธันวาที่สว่างวาบขึ้นมากลางความมืดสนิทของโถงทางเดินชั้นสิบสี่ ทำเอาหัวใจของดิฉันร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่มค่ะ!
บรรทัดข้อความภาษาไทยที่ถูกพิมพ์ค้างไว้ด้วยความลนลานเมื่อครู่ ปรากฏหร่าอยู่บนหน้าจอ OLED พร้อมกับสถานะตัวหนังสือสีเทาเล็กๆ ที่ขึ้นเตือนใจร้ายกาจว่า *'ส่งแล้ว'* อย่างเต็มตา!
*(ธันวา: "ถ้าเกิดผมไม่รอด... ช่วยเก็บกุมารทองแล้วแบ่งเงินทำบุญให้ผมครึ่งนึงด้วยนะครับ... จินจิน... คือ... ผมแอบชอบคุณมาตั้งแต่ปีแรกที่ย้ายมาตึกนี้แล้วล่ะครับ")*
ให้ตายเถอะค่ะ! นี่มันไม่ใช่แค่การสารภาพรักกลางดงวิญญาณอาฆาต แต่มันคือการเผาอนาคตตัวเองชัดๆ!
ดิฉัน—จินจิน อินฟลูเอนเซอร์สายมูผู้พกตะกรุดและยันต์เกราะเพชรแน่นเอี๊ยดจนเสื้อสูทแทบปริ อ้าปากค้างจนแมลงวันแทบบินเข้าไปทำรัง มือไม้สั่นเทาจนเกือบทำกระปุกน้ำมนต์วัดดังร่วงลงไปกระแทกพื้นกระเบื้อง เสียงลมหายใจของผีหน้าตายที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ พ่นไอเย็นเยียบออกมาจนขนแขนลุกชันไปหมด แต่เชื่อไหมคะว่า ในวินาทีนั้น... ความกลัวผีเปรตหน้าตายที่กำลังแยกเขี้ยวอยู่สุดทางเดิน กลับกลายเป็นเรื่องรองไปเสียสนิท เมื่อสมองของดิฉันกำลังประมวลผลข้อความสารภาพรักกวนๆ บ้าบอที่ถูกส่งออกไปแล้วเรียบร้อย!
"คุณ..." ดิฉันหันขวับไปมองหน้าอีตาโปรแกรมเมอร์หนุ่มหน้าตายทันที เสียงกระซิบลอดไรฟันด้วยความสั่นเครือ "นี่คุณ... คุณเผลอกดส่งจริงๆ เหรอเนี่ย! บ้าไปแล้วหรือไง! สถานการณ์แบบนี้ยังมีอารมณ์มาสารภาพรักกลางดงผีสางอีกเหรอคะ!"
ธันวาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มภายใต้กรอบแว่นหนาหันมามองหน้าดิฉัน ใบหน้าของเขายังคงนิ่งสนิทไร้ความรู้สึกเหมือนเดิมราวกับรูปปั้นหินอ่อน แต่ถ้าสังเกตให้ดีที่หูทั้งสองข้างของพ่อคุณ... มันแดงแจ๋จนลามไปถึงต้นคอแล้วค่ะคุณผู้ชม!
"มือ... มันลั่นครับ" ธันวาตอบเสียงเรียบ แต่จังหวะการกระพริบตาถี่รัวผิดปกติฟ้องชัดเจนว่าเขาก็สติหลุดไปไกลแล้วเหมือนกัน "แล้วก็... รบกวนช่วยเลิกใช้คำว่า 'ครับ' ตามบทบาทสมมติในใจคุณด้วยนะครับ จินจิน ตอนนี้สถานการณ์ข้างหน้าเรากำลังจะฆ่าเราจริงๆ แล้ว"
"ใครจะไปสนใจเรื่องสรรพนามเล่า!" ดิฉันแหวใส่เบาๆ พยายามคว้าแขนเสื้อสูทของเขาไว้แน่นด้วยความกลัว ทั้งกลัวผี ทั้งเขินอาย ทั้งหงุดหงิดจนอยากจะทึ้งหัวตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด "แล้วนั่น... คุณจะเดินไปคนเดียวจริงๆ เหรอคะ! ทางเดินตรงนั้นมันมืดสนิทแถมมีออร่าสีดำทมิฬพวยพุ่งออกมาขนาดนั้น ตาบอดหรือไงถึงไม่เห็นวิญญาณเร่ร่อนเกาะอยู่เต็มเพดานน่ะ!"
ตรงปลายทางเดินยาวเหยียดของสำนักงานออฟฟิศยามวิกาล บรรยากาศบิดเบี้ยวจนน่ากลัว เงาสะท้อนจากกระจกฝ้าเผยให้เห็นร่างโปร่งแสงของหญิงสาวในชุดพนักงานออฟฟิศที่คอหักพับเอียงไปด้านข้าง ดวงตาเบิกโพ้าง ริมฝีปากฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู กำลังคลานสี่ขาตรงเข้ามาหาพวกเราด้วยความเร็วสูง เสียงเล็บขูดขีดกับพื้นกระเบื้องดัง *แกร๊กๆๆ* แสบแก้วหูจนใจแทบวาย
ธันวาถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาไม่ได้สะดุ้งกลัวกับภาพสยดสยองตรงหน้าแม้แต่น้อย แต่กลับก้มมองมือของดิฉันที่กำแขนเสื้อเขาไว้แน่นเสียจนข้อนิ้วขาวซีด
"ปล่อยครับ... เดี๋ยวผมไปเคลียร์เอง" ธันวาเอ่ยเสียงนุ่มอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นน้ำเสียงที่เบาแต่หนักแน่นจนคนฟังใจสั่น "คุณยืนรอตรงนี้ ถือผ้ายันต์ไว้ให้มั่น ท่องคาถาชินบัญชรวนไปสามจบก็พอ เดี๋ยวผมจัดการเอง"
"ไม่เอา!" ดิฉันปฏิเสธเสียงแข็ง น้ำตาคลอเบ้าด้วยความกลัวจนแทบจะร้องไห้ออกมาจริงๆ "บอกแล้วไงว่าฉันไม่ใช่คนใจร้ายแบบนั้น! ถึงฉันจะปากจัด กลัวผีขึ้นสมอง และชอบบ่นคุณเรื่อยเปื่อย... แต่ฉันไม่มีวันปล่อยให้คนที่... เอ่อ... คนที่เพิ่งสารภาพรักกับฉัน เดินไปตายคนเดียวเด็ดขาดนะคะ!"
ธันวาชะงักกึก ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึง รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากปรากฏขึ้นแวบหนึ่งก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
"เป็นห่วงผมเหรอครับ?" เขายังมียกยิ้มกวนประสาทใส่ในสถานการณ์เป็นตายเท่ากันแบบนี้อีก!
"ห่วงบ้านป้าคุณสิคะ!" ดิฉันหน้าแดงแจ๋ ดึงยันต์ท้าวเวสสุวรรณในมือขึ้นมาสะบัดใส่หน้าผีสาวที่พุ่งเข้ามาใกล้ระยะประชิดทันที "ฉันแค่ห่วงกุมารทองกับเงินทำบุญครึ่งนึงต่างหากเล่า! ถ้าคุณตายแล้วใครจะแบ่งให้ฉันล่ะยะ!"
*เปรี้ยงงงง!*
เสียงตบยันต์ปะทะกับไอเย็นยะเยือกดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเสียงกรีดแหลมสูงของวิญญาณร้ายที่สะท้อนก้องไปทั่วตึกระฟ้า แรงปะทะมหาศาลทำให้ดิฉันเซถลาไปด้านหลัง แต่ทว่า... ก่อนที่แผ่นหลังจะกระแทกกับพื้นเย็นเฉียบ อ้อมแขนแข็งแกร่งของใครบางคนก็คว้าเอวบางของดิฉันไว้ได้อย่างทันท่วงที
ธันวาขยับตัวเข้ามาประชิดตัวดิฉันอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งโอบเอวประคองไว้มั่น ส่วนมืออีกข้างยกขึ้นร่ายคาถาบทโบราณที่เขาจำได้จากตระกูลอย่างคล่องแคล่ว เสียงทุ้มต่ำพึมพำคาถาออกมาด้วยความมั่นใจ ผิดลุคโปรแกรมเมอร์หนุ่มเนิร์ดหน้าตายคนเดิมไปลิบลับ ดวงตาของเขากลายเป็นประกายสีทองเรืองรองท่ามกลางความมืดมิด!
"จับผมไว้ให้แน่นๆ นะครับ..." ธันวาโน้มใบหน้าลงมากระซิบชิดริมหูของดิฉัน ลมหายใจอุ่นๆ รดต้นคอจนหัวใจของดิฉันเต้นระรัวแรงยิ่งกว่าเสียงกลองเพล "เพราะหลังจากนี้... ผมจะไม่ยอมปล่อยให้คุณต้องกลัวอะไรคนเดียวอีกแล้วล่ะครับ"
ยังไม่ทันที่ดิฉันจะได้อ้าปากเถียงหรือด่าทอความเจ้าเล่ห์ของเขา เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายสคู่ก็ดังขึ้นจากบันไดหนีไฟด้านหลัง พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อของพวกเราด้วยความตกใจ...
"เฮ้ย! คุณจินจิน! คุณธันวา! อยู่ข้างในนั้นกันไหมครับ! แย่แล้ว... ยามข้างล่างบอกว่าลิฟต์ค้างและมีคนเห็นเงาประหลาดบนชั้นสิบ四... อ้าวเฮ้ย!"
ร่างของ 'ต้นกล้า' เพื่อนร่วมงานหนุ่มรุ่นน้องโผล่พรวดพราดออกมาจากประตูหนีไฟ พร้อมกับไฟฉายแรงสูงที่ส่องกราดเข้ามาตรงจุดที่พวกเขายืนอยู่พอดี... และภาพที่สะท้อนเข้าตาของเด็กหนุ่มรุ่นน้อง ก็คือภาพของโปรแกรมเมอร์หนุ่มหน้านิ่งที่กำลังโอบกอดอินฟลูเอนเซอร์สาวสายมูไว้แนบชิด ในขณะที่เบื้องหน้าของทั้งคู่... มีร่างของวิญญาณสาวคอหักกำลังสลายกลายเป็นควันสีดำจางหายไปกับตา!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมหวีดความหลอนแบบเขินๆ ไปด้วยกันนะคะ!
มูเตลูไม่ลงตัวกับผีหน้าตายในออฟฟิศ•ตอนที่ 10
สารภาพว่ากลัวแต่ก็ห่วง
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ลงตัวกับผีหน้าตายในออฟฟิศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!