เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า•ตอนที่ 39

ปาฏิหาริย์แห่งความเมตตา

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
“หากท่านยังยื้อเยื้อเช่นนี้ เส้นชีพจรหัวใจของเขาจะแตกสลายก่อนตะวันลับขอบฟ้า มู่หรงเซียน... ท่านควรยอมรับความจริงเสียที” เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความสมเพชของมารโลหิตดังก้องอยู่ในโถงถ้ำปิดตาย มันไม่ได้เร่งเร้าด้วยคมดาบ แต่ใช้ความเงียบงันเป็นอาวุธบีบคั้นหัวใจสตรีผู้กำลังประคองร่างที่เย็นเฉียบของหลินเฟยเอาไว้ มู่หรงเซียนไม่ได้เงยหน้ามองศัตรู แววตาของนางจดจ้องเพียงใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับหยกที่ไร้รอยเลือดของชายผู้เป็นที่รัก มือนางสั่นเทาขณะถ่ายทอดลมปราณที่เหลือน้อยนิดลงสู่แผ่นหลังของหลินเฟย แต่มันกลับถูกดีดกลับด้วยแรงต้านทานที่เย็นยะเยือก เหมือนพยายามเติมน้ำใส่โอ่งที่ก้นแตก “หุบปาก...” มู่หรงเซียนเค้นเสียงผ่านไรฟัน หยาดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากขาวนวล “เขายังไม่สิ้นลม... ตราบใดที่หัวใจเขายังเต้น แม้เพียงจังหวะเดียว ข้าก็จะไม่ยอมปล่อยมือ” หลินเฟยในยามนี้ ร่างกายภายนอกดูสงบนิ่ง ทว่าภายในห้วงจิตใต้สำนึก เขากำลังเผชิญกับพายุโหมกระหน่ำ กระบี่ที่เคยไร้ลักษณ์และไหลลื่นบัดนี้แตกสลายเป็นเศษเสี้ยว กระจัดกระจายอยู่ในมิติมืดมิดที่ไร้ทางออก ความทรงจำเกี่ยวกับอาจารย์ผู้ล่วงลับผุดพรายขึ้นมาดุจเงาสะท้อนในกระจกที่แตกร้าว ทุกถ้อยคำสั่งสอนเรื่อง ‘เต๋าคือธรรมชาติ ธรรมชาติคือความว่างเปล่า’ วนเวียนอยู่ในหัว *‘หากเจ้าต้านทานความตาย เจ้าจะพบเพียงความดับสูญ... หากเจ้าโอบรับความตาย เจ้าจะพบหนทางแห่งการอุบัติใหม่’* น้ำเสียงของอาจารย์ดังก้องกังวานในความว่างเปล่า หลินเฟยพยายามขยับนิ้วมือ ทว่าความเหน็บหนาวกลับกัดกินไปถึงกระดูก เขาพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรที่ไร้คลื่น ไม่มีกระบี่ ไม่มีศัตรู มีเพียงตัวเขาที่ไร้ตัวตน “กระบี่ไร้ลักษณ์... แท้จริงแล้วคือการสละทิ้งซึ่งตัวตนใช่หรือไม่?” เขาพึมพำกับความมืดมิด ภายนอกถ้ำ มู่หรงเซียนเริ่มอาเจียนเป็นเลือด พลังปราณของนางถึงจุดวิกฤต มารโลหิตก้าวเข้ามาใกล้ แววตาอำมหิตจ้องมองร่างของหลินเฟยด้วยความหิวกระหาย “น่าประทับใจนัก สตรีผู้โง่เขลากับบุรุษที่กำลังจะกลายเป็นศพ หากข้าปลิดชีพเจ้าตอนนี้ วิชาที่เจ้าฝึกฝนมาก็จะสูญสิ้นไปพร้อมกับความดื้อรั้นของเจ้า” มันยกฝ่ามือขึ้น ปราณสีดำสนิทก่อตัวเป็นคมดาบโลหิตที่พร้อมจะบั่นคอของทั้งคู่ในคราเดียว แต่ในวินาทีนั้นเอง อากาศรอบกายหลินเฟยกลับเปลี่ยนไป ความหนาวเหน็บที่เคยเกาะกินร่างกลับมลายหายไปแทนที่ด้วยความอบอุ่นประหลาด ปราณสีขาวนวลเริ่มหลั่งไหลออกมาจากร่างของชายหนุ่ม ไม่ใช่ปราณกระบี่ที่ดุดัน แต่เป็นพลังที่นุ่มนวลราวกับสายน้ำที่แทรกซึมผ่านรอยแยกของขุนเขา พลังนี้คือ ‘ปาฏิหาริย์แห่งเต๋า’ ที่หลินเฟยค้นพบจากการยอมปล่อยวางทุกสรรพสิ่ง “นี่มัน...” มารโลหิตชะงักฝีเท้า ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความตระหนก “พลังบ้าอะไรกัน! ทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับผืนแผ่นดินที่ไร้จุดสิ้นสุด!” หลินเฟยค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยความเคียดแค้นหรือความหวาดกลัว แต่มันใสสะอาดราวกับบ่อน้ำในคืนจันทร์เต็มดวง เขาไม่ต้องการกระบี่ ไม่ต้องการท่าร่างใดๆ เพียงแค่เขายกฝ่ามือขึ้นช้าๆ ปราณสีขาวนั้นก็กระจายตัวออกเป็นละอองแสง ปกคลุมมู่หรงเซียนและผลักดันไอสังหารของมารโลหิตให้กระเด็นออกไปไกล “มารโลหิต...” เสียงของหลินเฟยแหบพร่าแต่ทรงพลังราวกับเสียงระฆังวัดในยามเช้า “ความโลภของท่านทำให้ท่านมองไม่เห็นสิ่งที่เป็นอมตะ ท่านเห็นเพียงการทำลาย แต่กลับไม่เคยเห็นการก่อเกิด” “อวดดีนัก!” มารโลหิตคำรามลั่น พุ่งกายเข้าใส่ด้วยวิชาฝ่ามือโลหิตพันเล่ม คมพลังหวังบดขยี้ร่างของคนทั้งคู่ให้เป็นจุล หลินเฟยไม่ขยับหนี เขาเพียงแต่หมุนฝ่ามือเป็นวงกลมตามวิถีแห่งเต๋า ปราณสีขาวสร้างแนวป้องกันที่มองไม่เห็น แรงปะทะรุนแรงดุจพายุถล่มภูเขา ทว่าเมื่อปะทะกับพลังของหลินเฟย กลับกลายเป็นเพียงระลอกคลื่นที่หายไปในสายน้ำ มารโลหิตเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อพบว่าพลังของมันถูกดูดกลืนและเปลี่ยนสภาพเป็นพลังบำรุงชีพไหลเข้าสู่ร่างของหลินเฟย “เจ้า... เจ้าใช้ตัวข้าเป็นถังพักปราณงั้นรึ!” มารโลหิตกรีดร้อง พยายามถอนมือออก แต่กลับพบว่าตนเองติดหนึบอยู่กับกระแสพลังที่หมุนวนไม่รู้จบ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มู่หรงเซียนมองชายหนุ่มข้างกายด้วยความตื้นตันใจ เขาคือผู้ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปสู่ความเป็นเซียนด้วยความเมตตาที่แท้จริง ทว่าในจังหวะที่ทุกอย่างดูเหมือนจะคลี่คลาย ปรากฏการณ์ไม่คาดฝันก็อุบัติขึ้น ร่างของหลินเฟยเริ่มโปร่งแสงขึ้นเรื่อยๆ สีหน้าของเขาไม่ได้มีความปิติ แต่กลับมีความเศร้าสร้อยซ่อนอยู่ลึกๆ เขาหันมาสบตามู่หรงเซียนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของนางแทบหยุดเต้น “เซียนเอ๋ย... พลังนี้มิใช่ของข้า แต่มันคือลมหายใจสุดท้ายของดินฟ้าที่ข้าขอยืมมา เพื่อแลกเปลี่ยนกับบางสิ่งที่ข้าต้องทิ้งไว้...” ยังไม่ทันสิ้นคำ ร่างของมารโลหิตที่ถูกดูดกลืนพลังไปจนหมดสิ้นกลับระเบิดออกเป็นหมอกโลหิตสีดำสนิท ซึ่งทันใดนั้นเอง หมอกเหล่านั้นกลับไม่ได้สลายตัว แต่กลับพุ่งเข้าโอบล้อมร่างของหลินเฟยเอาไว้จนมิด และในเงาดำมืดนั้น ปรากฏเสียงหัวเราะของบุรุษอีกคนหนึ่ง... บุรุษที่ควรจะตายไปพร้อมกับสำนักเมื่อสิบปีก่อน “เจ้าทำได้ดีมากศิษย์รัก... ขอบใจที่เปิดประตูนี้ให้ข้ากลับมา” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเส้นทางสายกระบี่และธรรมะมาจนถึงช่วงเวลาที่บีบคั้นเช่นนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%