"ท่านคิดว่าคนตายจะยังถือดาบได้หรือไม่?"
หลินเฟยถามขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของหุบเขาหมอกผีสิง เขาไม่ได้หันไปมองมู่หรงเซียนที่เดินตามหลังมาติดๆ มือขวายังคงวางอยู่บนด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่สั่นไหวเบาๆ ราวกับรับรู้ถึงกระแสจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากมวลเมฆเบื้องหน้า
มู่หรงเซียนชะงักฝีเท้า นางกระชับผ้าคลุมไหล่ที่เปียกชื้นจากไอหมอกพลางแค่นยิ้ม "หากความแค้นหยั่งรากลึกถึงกระดูก แม้ลมหายใจจะดับสูญ ร่างกายก็ยังเป็นเพียงหุ่นเชิดของแรงอาฆาต ท่านถามเช่นนี้เพราะรู้สึกถึงบางอย่างได้แล้วใช่หรือไม่"
"ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ไม่ได้มาจากบาดแผล แต่มันมาจาก 'ความหิวกระหาย' ของผืนดิน" หลินเฟยตอบพลางก้าวข้ามโขดหินที่ปกคลุมด้วยตะไคร่สีเข้ม "ที่ตั้งหลักของพรรคมารอยู่หลังม่านหมอกนี้ห่างออกไปไม่เกินสามลี้ มารโลหิตไม่ได้ตั้งรับอยู่ในปราสาทหินดั่งที่เราคาดไว้ แต่มันกำลังดึงดูดปราณจากผืนป่าแห่งนี้เพื่อหล่อเลี้ยงอำนาจมืด"
"ถ้าเช่นนั้น เราก็กำลังเดินเข้าสู่ท้องอสูรโดยไม่รู้ตัว" มู่หรงเซียนก้าวขึ้นมาเคียงข้าง สายตาของนางที่เคยสุขุมบัดนี้ฉายแวววิตก "ศิษย์พี่หลิน ท่านอย่าลืมสิ่งที่อาจารย์ทิ้งไว้ก่อนจากไป กระบี่ไร้ลักษณ์ไม่ใช่กระบี่ที่เน้นการเอาชนะด้วยกำลัง แต่มันคือกระบี่ที่ใช้ 'หัวใจ' มองทะลุทุกสรรพสิ่ง"
"ข้าไม่เคยลืม" หลินเฟยหยุดเดินทันที ดวงตาคมกล้าจ้องเขม็งไปยังโพรงถ้ำที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ซึ่งดูคล้ายกับปากของสัตว์ร้ายที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพชีวิต
บรรยากาศโดยรอบบีบคั้นจนแทบขาดใจ เสียงนกร้องเงียบหาย เหลือเพียงเสียงลมที่พัดผ่านช่องเขาดุจเสียงคร่ำครวญของผู้ถูกจองจำ ทั้งสองก้าวเข้าสู่พื้นที่วงล้อมของพรรคมารโดยไร้ซึ่งการซุ่มซ่อน เพราะพวกเขาตระหนักดีว่าในดินแดนที่มารโลหิตควบคุม จมูกของมันย่อมแหลมคมกว่าสุนัขล่าเนื้อ
"ช้าก่อน" หลินเฟยยกมือขึ้นปราม
เบื้องหน้าของพวกเขาคือลานหินกว้างที่มีการวางหินอาคมไว้ในตำแหน่งพิสดาร ตรงกลางลานนั้นมีร่างของคนผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิหันหลังให้ ร่างนั้นสวมชุดยาวสีเลือดเก่าคร่ำคร่า กลิ่นอายรอบกายกดทับจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว หลินเฟยรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ลูกสมุนทั่วไป แต่เป็นหนึ่งในสี่ผู้คุมกฎแห่งพรรคมารที่หายสาบสูญไปนานหลายทศวรรษ
"เจ้ามาสายไปสามก้าว" เสียงแหบพร่าดุจใบไม้แห้งกรอบดังก้องออกมาจากร่างที่นั่งอยู่ "แต่ก็นับว่ามีความกล้าหาญพอที่จะเดินเข้ามาตายถึงที่"
มู่หรงเซียนขยับพัดในมือเตรียมพร้อม "คนผู้นี้ตายไปแล้ว! ดูที่คอของมันเถอะ"
หลินเฟยหรี่ตามอง เห็นรอยเย็บสีดำสนิทรอบลำคอที่ดูเหมือนจะเชื่อมหัวกับร่างเข้าด้วยกันอย่างฝืนธรรมชาติ นี่คือวิชา 'คืนชีพมาร' ที่เล่าขานกันในตำนานว่าเป็นวิชาที่สาบสูญไปพร้อมกับความชั่วร้ายของพรรคมารยุคแรก
"ข้าไม่ได้มาเพื่อฆ่าคนตาย" หลินเฟยชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกมาอย่างเชื่องช้า กระบี่ในมือของเขาสะท้อนแสงจันทร์รำไรที่เล็ดลอดผ่านม่านหมอก "ข้ามาเพื่อทำลายรากเหง้าของความอัปยศนี้ เพื่อให้อาจารย์ของข้าและผู้กล้าทุกคนที่ท่านสังหารได้พักผ่อนอย่างสงบเสียที"
"ปากดี!"
ร่างนั้นดีดตัวขึ้นจากพื้นด้วยความเร็วที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แขนที่แห้งกรังเหมือนกิ่งไม้เปลี่ยนเป็นอาวุธคมกริบพุ่งตรงมายังลำคอของหลินเฟย หลินเฟยไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว เขาเพียงเอียงตัวหลบด้วยจังหวะที่นุ่มนวลเหมือนสายน้ำที่ไหลผ่านหินผา กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือวาดวงโค้งเป็นครึ่งวงกลม กระแสปราณสะอาดสะอ้านเข้าปะทะกับไอชั่วร้ายจนเกิดเสียงดังกังวานราวกับระฆังวัด
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด หลินเฟยพบว่าทุกครั้งที่เขาฟันร่างของศัตรู แผลเหล่านั้นจะสมานตัวอย่างรวดเร็วด้วยไอหมอกที่ไหลเข้ามารวมตัวกัน มู่หรงเซียนที่คอยสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ รีบตะโกนขึ้น
"มันอาศัยพลังจากอาคมใต้ผืนดิน! หากท่านไม่ทำลายจุดเชื่อมโยงที่หินอาคมรอบลานกว้าง ท่านจะไม่มีวันฆ่ามันได้!"
หลินเฟยกัดฟันรับการจู่โจมด้วยกระบี่มือเดียว ขณะที่มือซ้ายหยิบยันต์สลายอาคมที่อาจารย์เคยมอบให้ก่อนตายออกมา ความลังเลเพียงชั่วครู่ในใจของเขากลับกลายเป็นความเด็ดเดี่ยว เขาตัดสินใจทิ้งการป้องกันทั้งหมด แล้วพุ่งร่างเข้าหาศัตรูโดยตรง
เขาใช้ปลายกระบี่แทงทะลุอกของร่างมารเพื่อตรึงมันไว้กับพื้น ก่อนจะใช้มือซ้ายกดเหรียญหยกอาคมลงบนจุดศูนย์กลางของลานหิน แสงสีทองสว่างวาบขึ้นสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขา!
ร่างของมารผู้คุมกฎกรีดร้องด้วยเสียงที่แหลมสูงจนแก้วหูแทบแตก ก่อนจะสลายกลายเป็นเถ้าถ่านสีดำ หลินเฟยหอบหายใจรุนแรง เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มใบหน้า ทว่าชัยชนะครั้งนี้กลับทิ้งความสงสัยไว้ในใจเขา
"มู่หรงเซียน... เจ้าดูสิ"
เขาชี้ไปยังรอยแยกของผืนดินที่เพิ่งถูกทำลายล้าง เมื่อไอหมอกจางลง เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาคมเหล่านั้น มันไม่ใช่สมบัติหรือคัมภีร์มาร แต่มันคือ... แผ่นป้ายวิญญาณนับร้อยที่สลักชื่อของศิษย์สำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ทุกคนที่สาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน
และชื่อสุดท้ายที่สลักอยู่ตรงกลางนั้น คือชื่อของ 'อาจารย์' ของเขาเอง ที่เพิ่งถูกสลักเพิ่มเข้าไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เท่านั้น!
ขณะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปสัมผัสป้ายวิญญาณ เสียงฝีเท้าหนักแน่นและกังวานดังก้องมาจากความมืดมิดในโพรงถ้ำ เงาร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทค่อยๆ ก้าวออกมา พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ฟังดูคุ้นหูอย่างประหลาดจนหลินเฟยต้องแข็งค้างไปทั้งร่าง
"ศิษย์ข้า... เจ้าทำได้ดีมากที่พาคนรักมาส่งให้ถึงมือข้าเพื่อใช้เป็นเครื่องสังเวยสุดท้าย"
หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านตื่นเต้นและติดตามต่อในตอนหน้า หมื่นกระบี่คืนรังขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันจนถึงตอนนี้ครับ
เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า•ตอนที่ 22
เสียงเรียกจากขุนเขา
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!