"เจ้าคิดว่ารอยเลือดบนศิลาจารึกนี้ จะจางหายไปได้จริงๆ หรือมู่หรง?"
หลินเฟยเอ่ยขึ้นโดยไม่หันไปมองคู่สนทนา นิ้วเรียวยาวของเขาแตะเบาๆ ลงบนรอยบากลึกที่เกิดจากกระบี่ของมารโลหิตเมื่อคราวก่อน บนยอดเขาหมอกขาวที่บัดนี้ไร้ซึ่งกลิ่นอายอำมหิตหลงเหลืออยู่
มู่หรงเซียนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะหิน กลิ่นหอมของใบชาป่าจางๆ ลอยฟุ้งไปตามแรงลมที่พัดเอื่อย นางขยับผ้าคลุมไหล่ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ สังเกตแววตาที่ยังคงติดค้างความรู้สึกผิดของบุรุษข้างกาย "รอยเลือดจางหายไปได้ แต่บทเรียนที่มันทิ้งไว้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนดิน... และส่วนหนึ่งของหัวใจพวกเรา หลินเฟย ยุทธภพไม่ได้ต้องการคนสมบูรณ์แบบ มันต้องการเพียงคนที่รู้ว่าเมื่อใดควรชักกระบี่ และเมื่อใดควรวางกระบี่ลงเพื่อโอบกอดผู้คน"
หลินเฟยแค่นยิ้มที่มุมปาก "บางครั้งข้าก็สงสัยว่า วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ข้าเพียรฝึกฝนมาตลอดชีวิต แท้จริงแล้วคือการแสวงหาความสงบ หรือเป็นการหนีจากความจริงกันแน่"
มู่หรงเซียนขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ จากตัวนางปะทะเข้ากับลมหายใจของเขา "ท่านไม่ได้หนี ท่านแค่เพียงเปลี่ยนรูปแบบการเผชิญหน้าต่างหาก... ดูนั่นสิ" นางบุ้ยปากไปทางเชิงเขาเบื้องล่าง ที่ซึ่งขบวนคาราวานของชาวบ้านเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง เสียงเกวียนและเสียงหัวเราะที่ขาดหายไปนานนับปีเริ่มแว่วดังขึ้นมาให้ได้ยิน
หลินเฟยมองลงไป ความตึงเครียดที่เกาะกินหัวใจตลอดหลายปีที่ผ่านมาเริ่มคลายตัวลง แต่ในความเงียบงันนั้นเอง สัญชาตญาณบางอย่างที่ฝึกฝนมาอย่างโชกโชนกลับกระตุกเร้ากลางแผ่นหลัง
"เจ้าได้ยินหรือไม่?" หลินเฟยถามเบาๆ แววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจปลายกระบี่
มู่หรงเซียนชะงัก "ได้ยินอะไร? เสียงลมรึ?"
"ไม่ใช่ลม... มันคือเสียงฝีเท้าที่จงใจซ่อนเร้น แต่มีจังหวะหนักแน่นเกินกว่าจะเป็นสัตว์ป่า"
ทั้งสองนิ่งสงบ ดุจผืนน้ำที่ไร้คลื่นลม ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ขอบหน้าผา ไม่ใช่ศัตรู ไม่ใช่มารร้าย แต่เป็นชายชราในชุดอาภรณ์ขาดวิ่นที่ดูคุ้นตาเป็นอย่างยิ่ง ชายผู้นั้นหอบหายใจรุนแรง มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกที่เปื้อนเลือด
"หลิน... เฟย..." ชายชรากล่าวเสียงแหบพร่า "เจ้าอย่าเพิ่งวางใจ... สิ่งที่มารโลหิตทิ้งไว้... ไม่ได้มีเพียงรอยบากบนศิลา..."
หลินเฟยพุ่งตัวเข้าไปประคองร่างนั้นไว้ได้ทันท่วงที ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็น 'สิ่งของ' ที่ชายชรากำไว้แน่นในอุ้งมือ มันคือตลับไม้ประดับลวดลายประหลาดที่เขารู้จักดี... ตลับใส่เศษเสี้ยวคัมภีร์ที่ควรจะถูกทำลายไปพร้อมกับการตายของมารโลหิตแล้ว
"อาจารย์อา?" หลินเฟยอุทานด้วยความตกตะลึง "ท่านหายไปไหนมาตลอดเวลาที่ข้าตามล่ามัน!"
ชายชรากระอักเลือดออกมาคำโต ก่อนจะบีบมือหลินเฟยแน่นจนกระดูกลั่น "มันไม่ได้ตาย... แต่มันแค่เปลี่ยนที่พักพิง... มันไม่ได้อยู่ในร่างคน... แต่มัน... มัน..."
ก่อนที่ชายชราจะกล่าวจบ แสงสีม่วงหม่นประหลาดก็พุ่งออกมาจากตลับไม้ในมือเขา มันไม่ใช่แสงแห่งวิชาที่คุ้นเคย แต่เป็นไอสังหารที่เย็นเยียบจนถึงกระดูกสันหลัง หลินเฟยสัมผัสได้ทันทีว่ากระบี่คู่กายที่วางอยู่ข้างตัวเขาสั่นระริกราวกับหวาดกลัวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ท่ามกลางความเงียบงันที่กลับมาปกคลุมยอดเขาอีกครั้ง มู่หรงเซียนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ใบหน้าซีดเผือด "หลินเฟย... ดูที่เงาของท่านสิ..."
หลินเฟยหันไปมองเงาของตนที่ทอดลงบนพื้นศิลา ทว่าเงานั้นไม่ได้ขยับตามการเคลื่อนไหวของเขา มันค่อยๆ ยกมือขึ้น และคว้าเข้าที่ลำคอของร่างจริง... ในขณะที่เสียงหัวเราะอันคุ้นเคยที่เขาคิดว่าดับสูญไปแล้ว กลับดังก้องขึ้นภายในสมองของเขาเอง
'เจ้าคิดว่าธรรมะจะคืนใต้หล้าได้โดยง่ายเช่นนั้นรึ? เจ้าเด็กน้อย... ข้าเพียงแค่รอให้เจ้าปูทางให้ข้าครอบครองร่างที่ไร้ซึ่งความระแวดระวังที่สุดเท่านั้นเอง'
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเส้นทางสายกระบี่และธรรมะมาจนถึงช่วงเวลาที่บีบคั้นเช่นนี้นะครับ โดย หมื่นกระบี่คืนรัง
เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า•ตอนที่ 41
วันฟ้าใสหลังฝน
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!