“สลักชื่อเจ้าลงไปบนศิลาด้วยความโกรธแค้น หรือจะสลักด้วยความอาลัยกันแน่ หลินเฟย?”
เสียงของมู่หรงเซียนแผ่วเบาพอๆ กับเสียงลมที่พัดผ่านยอดหญ้าบนยอดเขาไท่ซาน แต่สำหรับหลินเฟย มันดังก้องอยู่ในโสตประสาทราวกับเสียงระฆังยามวิกาล เขาหยุดมือที่ถือสิ่วหินไว้กลางอากาศ เศษฝุ่นผงจากหินแกรนิตเกาะพราวอยู่บนนิ้วมือที่สั่นเทาเล็กน้อย เขามองดูตัวอักษรที่เขาสลักลงไปบนศิลาแท่งใหญ่—‘อาจารย์และสหายผู้เป็นนิรันดร์’—ก่อนจะแค่นยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
“หากข้าสลักด้วยความโกรธแค้น ปลายกระบี่ของข้าในวันข้างหน้าคงมีไว้เพื่อล้างแค้นเพียงอย่างเดียว” หลินเฟยตอบโดยไม่หันไปมอง “แต่หากข้าสลักด้วยความอาลัย... ข้าเกรงว่าวันหนึ่ง ข้าอาจจะลืมไปว่าเหตุใดข้าถึงต้องจับกระบี่ขึ้นมาในคราแรก”
มู่หรงเซียนก้าวเข้ามาใกล้ นางวางมือลงบนไหล่ที่กว้างแต่ทว่าดูอ่อนล้าของเขา สัมผัสนั้นอบอุ่นจนน่าตกใจ ท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นเยียบของความตายที่รายล้อม “เจ้าไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างสองสิ่งนี้ หลินเฟย วิถีกระบี่ของเจ้าคือความไร้ลักษณ์ มิใช่หรือ? การยอมรับความสูญเสียก็คือหนึ่งใน ‘ความไร้ลักษณ์’ ของหัวใจเช่นกัน”
หลินเฟยหลับตาลง ภาพเหตุการณ์นองเลือดที่หุบเขาเมฆาครามยังคงแจ่มชัดเหมือนรอยเลือดที่ไม่มีวันจาง อาจารย์ผู้เปรียบเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรสละชีวิตเพื่อปกป้องวิชาสำนัก สหายร่วมเป็นร่วมตายที่เอาตัวเข้าแลกเพื่อเปิดทางให้เขาหนีรอด ทุกหยดเลือดนั้นถูกเปลี่ยนเป็นหยาดน้ำค้างบนศิลาแห่งนี้
เขาวางสิ่วลง แล้วใช้ฝ่ามือลูบไล้ไปตามตัวอักษรที่สลักขึ้นอย่างประณีต “ท่านอาจารย์เคยสอนข้าว่า ดาบที่คมที่สุดคือดาบที่วางอยู่ในฝัก ไม่ใช่ดาบที่ชุ่มไปด้วยเลือดของผู้คน แต่บัดนี้... ข้ากลับรู้สึกว่าต่อให้ข้าทิ้งดาบไปตลอดกาล โลกใบนี้ก็มิได้สงบสุขขึ้นแม้แต่น้อย”
“โลกไม่ได้ต้องการดาบของเจ้าหรอก หลินเฟย” มู่หรงเซียนกล่าวพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “โลกต้องการคนที่ยังคงรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ได้ในยามที่ทุกอย่างรอบตัวกำลังแหลกสลาย การที่เจ้าสร้างอนุสรณ์สถานนี้ขึ้นมา มิใช่เพื่อผู้ที่จากไปเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อเตือนสติเจ้าเองว่า เจ้ายังมีลมหายใจอยู่เพื่อสิ่งใด”
บรรยากาศรอบข้างเงียบงันลงทันใด เหลือเพียงเสียงลมที่พัดผ่านร่องหินราวกับเสียงกระซิบจากวิญญาณ หลินเฟยลุกขึ้นยืน ร่างกายสูงโปร่งของเขาดูโดดเดี่ยวภายใต้ชุดสีครามที่ซีดจาง เขาหันไปมองทิศทางของหุบเขาที่ซึ่ง 'มารโลหิต' กำลังรวบรวมกำลังพลที่เหลืออยู่ คัมภีร์ต้องห้ามที่ถูกชิงไปเปรียบเสมือนเชื้อไฟที่รอวันเผาผลาญยุทธภพให้เป็นจุณ
“ข้าจะไม่ยอมให้เลือดของพวกเขาเสียเปล่า” หลินเฟยกล่าว น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปจากความอ่อนโยนกลายเป็นความเด็ดเดี่ยวที่เยือกเย็น “มู่หรงเซียน หากวันหนึ่งข้าพลาดพลั้ง... หากมารโลหิตสามารถเปลี่ยนใจข้าให้กลายเป็นดาบสังหารได้ โปรดเป็นคนแรกที่ปลิดชีพข้าเสีย”
มู่หรงเซียนชะงักไปครู่หนึ่ง นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนแววตาที่สั่นไหว ก่อนจะกลับมาจ้องหน้าเขาด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้ากว่าครั้งไหนๆ “ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น หากเจ้าก้าวเท้าเข้าสู่ด้านมืด ข้าจะเป็นคนดึงเจ้ากลับมาเอง ต่อให้ข้าต้องแลกด้วยชีวิตของข้าก็ตาม”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นแต่เชื่องช้าก็ดังขึ้นจากทางเดินแคบๆ เบื้องหลัง ทั้งสองหันกลับไปโดยสัญชาตญาณ กระบี่ในมือของหลินเฟยขยับออกจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว บรรยากาศรอบตัวกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
บุรุษในชุดคลุมสีเทาหม่น ผู้มีใบหน้าซีกหนึ่งถูกผ้าพันแผลปิดทับอย่างหนาแน่นกำลังก้าวเข้ามา ชายผู้นั้นหยุดลงห่างจากพวกเขาสิบก้าว ในมือของเขามีกล่องไม้เก่าๆ ที่สลักตราประทับของสำนักที่ถูกล่มสลายไปเมื่อสิบปีก่อน
“เจ้าอาจจะสลักชื่อพวกเขาลงบนศิลาได้ หลินเฟย” ชายแปลกหน้าเอ่ยเสียงแหบพร่าราวกับกระดาษทรายขูดหิน “แต่เจ้ามิอาจสลักความจริงเอาไว้บนนั้นได้ เพราะความจริงที่แท้จริงนั้น... ยังคงมีชีวิตอยู่ และกำลังรอคอยที่จะชำระแค้นกับเจ้าในฐานะศิษย์คนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของ ‘คนทรยศ’”
ชายผู้นั้นดึงผ้าพันแผลออก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นที่ลากผ่านดวงตาจนถึงคาง หลินเฟยเบิกตากว้าง ความทรงจำในวัยเยาว์ที่เขาพยายามลบเลือนหวนกลับมาดั่งคลื่นยักษ์ ชายตรงหน้ามิใช่ใครอื่น แต่คือ 'พี่ชายร่วมสำนัก' ที่ทุกคนเชื่อว่าตายไปพร้อมกับเหตุการณ์เพลิงเผาหอตำราเมื่อสิบปีก่อน
และในจังหวะที่หลินเฟยกำลังจะเอ่ยปากถาม ความลึกลับก็กระจ่างชัดขึ้นเมื่อชายผู้นั้นชักกระบี่ออกมา... มันไม่ใช่กระบี่ธรรมดา แต่มันคือกระบี่ของอาจารย์ที่ควรจะถูกฝังอยู่พร้อมกับศพในหุบเขา!
“อาจารย์ไม่ได้ถูกฆ่าโดยมารโลหิต” ชายผู้นั้นแสยะยิ้ม “แต่ท่านถูกฆ่าด้วยเงื้อมมือของเจ้า... ในค่ำคืนที่เจ้าจำอะไรไม่ได้เลย!”
หลินเฟยรู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน กระบี่ในมือหลุดจากฝักร่วงลงสู่พื้นดิน ความเชื่อมั่นตลอดชีวิตของเขากำลังแตกสลายกลายเป็นธุลีในพริบตาเดียว!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเส้นทางสายกระบี่และธรรมะมาจนถึงช่วงเวลาที่บีบคั้นเช่นนี้นะครับ โดย หมื่นกระบี่คืนรัง
เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า•ตอนที่ 42
คำอำลาแด่ผู้ล่วงลับ
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!