“หากท่านยังลังเลที่จะลงมือ จิตวิญญาณของสำนักกระบี่เมฆาที่ตายไปจะไม่มีวันได้รับการชำระล้าง”
เสียงของมู่หรงเซียนราบเรียบ ทว่าบาดลึกราวกับคมมีดที่กรีดลงบนรอยแผลเก่าในใจของหลินเฟย เขายืนนิ่งอยู่กลางโถงไม้เก่าแก่ของโรงเตี๊ยมร้าง แสงตะเกียงน้ำมันเพียงดวงเดียวในห้องสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแตกของผนัง ทำให้เงาของชายหนุ่มทอดตัวยาวเหยียดสั่นไหวไปมาดุจวิญญาณร้ายที่กำลังเต้นระบำ
หลินเฟยไม่ได้หันไปมองนาง มือที่หยาบกร้านจากการจับด้ามกระบี่มานับสิบปีประสานกันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “มู่หรง เจ้าคิดว่าเลือดที่ข้าทำหกไปมากพอหรือยัง? ทุกครั้งที่ข้าขยับกระบี่ ภาพอาจารย์ที่สิ้นลมในอ้อมแขนข้าก็ปรากฏขึ้นมาเสมอ การรวมเหล่าจอมยุทธ์ที่เหลืออยู่เพื่อไปตายในศึกที่มองไม่เห็นจุดจบ... นั่นหรือคือหนทางที่เจ้าเรียกว่าการกู้ชื่อเสียง?”
มู่หรงเซียนขยับตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกท้อจากตัวนางช่วยลดทอนไอสังหารที่อบอวลอยู่ในห้อง นางวางมือลงบนไหล่ที่สั่นเทาของเขาเบาๆ แต่หนักแน่น “มันไม่ใช่การกู้ชื่อเสียง หลินเฟย แต่มันคือการหยุดยั้งหายนะ หากเราไม่เป็นผู้จุดคบเพลิงในความมืดนี้ ใครเล่าจะทำ? หรือท่านจะรอให้มารโลหิตกวาดล้างจนสิ้นแผ่นดิน แล้วค่อยออกไปเก็บซากศพของเหล่าผู้บริสุทธิ์?”
หลินเฟยแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ “เจ้าพูดง่าย เพราะเจ้ามองเห็นแผนที่บนโต๊ะ แต่มองไม่เห็นความสูญเสียในดวงตาของคนที่ต้องจากลูกเมียไปรบ”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นจากด้านนอก ไม่ใช่เสียงเดินธรรมดา แต่เป็นจังหวะก้าวที่เป็นระบบของเหล่าผู้ฝึกตนระดับสูง หลินเฟยชักกระบี่ออกจากฝักเพียงครึ่งคืบ เสียงโลหะกระทบฝักดังกังวานใสราวกับเตือนภัย
“มีคนมา” เขาพึมพำ
ประตูไม้ถูกผลักออกอย่างแรง โดยไม่ได้มีการเคาะให้เสียเวลา คนที่ก้าวเข้ามาคือชายชราในชุดสีเทาหม่น นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวเบื้องหลังคือเหล่านักสู้ที่เขารู้จักดีจากพรรคธรรมะที่กระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดิน
“หลินเฟย เจ้าคิดว่าเจ้าหลบซ่อนอยู่ที่นี่แล้วมารโลหิตจะหาไม่พบหรือ?” ชายชราผู้นั้นกล่าวเสียงเข้ม เขาคือผู้อาวุโสสำนักกระบี่ทิศใต้ที่เหลือเพียงไม่กี่คน “พวกเราได้รับข่าวสารที่เจ้าส่งไป... ข่าวเรื่องวิชาไร้ลักษณ์ที่อาจปราบปรามวิชาโลหิตได้ ข้ามาที่นี่ไม่ได้เพื่อขอร้องเจ้า แต่มาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่เหล่าศิษย์น้องที่ตายไป!”
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก หลินเฟยเก็บกระบี่ลงเข้าฝักช้าๆ เขาสบตาเหล่าจอมยุทธ์นับสิบชีวิตที่ยืนเบียดเสียดกันอยู่ในโถงเล็กๆ นี้ ทุกคนต่างมีแววตาแห่งความโกรธแค้นและความสิ้นหวังผสมปนเปกัน
“พวกท่านพร้อมแล้วหรือ?” หลินเฟยถามน้ำเสียงจริงจัง “หากก้าวออกไปจากประตูนี้ เส้นทางข้างหน้าคือความตายที่รออยู่ มารโลหิตไม่ได้มีแค่พลังฝีมือ แต่มันมีกองทัพที่ถูกควบคุมด้วยพิษโลหิต หากท่านพลาดเพียงนิดเดียว ท่านจะไม่ใช่แค่ตาย แต่จะเป็นหุ่นเชิดของมันตลอดกาล”
“ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว” หญิงสาวในชุดสีดำผู้หนึ่งก้าวออกมา นางคือธิดาอดีตเจ้าสำนักผู้ถูกมารโลหิตฆ่าล้างตระกูล “น่ากลัวกว่านั้นคือการมีชีวิตอยู่โดยปราศจากเกียรติยศ หลินเฟย... เจ้าคือความหวังเดียว หากเจ้าไม่นำพวกเราไป พวกเราก็จะไปเอง และหากเจ้าต้องการกั้นขวางพวกเรา เจ้าต้องข้ามศพพวกเราไปก่อน”
มู่หรงเซียนสบตากับหลินเฟย นางพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงสนับสนุน หลินเฟยถอนหายใจยาว ก่อนจะหันหลังไปมองแผนที่ยุทธภพที่กางอยู่บนโต๊ะ เขาชี้ไปยังจุดหนึ่งบนภูเขาพยัคฆ์ขาว ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของมารโลหิต
“คืนนี้... จันทร์จะมืดมิดที่สุด นั่นคือเวลาที่เราจะเคลื่อนพล” หลินเฟยประกาศน้ำเสียงก้องกังวาน “ข้าจะไม่สัญญาว่าพวกท่านทุกคนจะได้เห็นแสงตะวันในวันรุ่งขึ้น แต่ข้าสัญญาว่า กระบี่ของข้าจะไม่มีวันหันหลังให้พวกท่านแน่นอน”
เหล่าจอมยุทธ์ต่างก้มหัวลงทำความเคารพหลินเฟยด้วยใจจริง ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะหนึ่ง ราวกับพายุที่สงบก่อนจะโหมกระหน่ำ ทุกคนต่างรู้ดีว่านี่คือการเดินทางเที่ยวสุดท้ายของชีวิต แต่ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่หันหลังกลับ
ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังวางแผนการเดินทัพอยู่นั้น เสียงหัวเราะแหลมเล็กและชั่วร้ายก็ดังขึ้นจากบนเพดานโรงเตี๊ยม ก่อนที่เพดานไม้จะพังทลายลงมาเป็นชิ้นๆ พร้อมกับร่างของชายชุดดำที่โปรยผงสีแดงฉานลงมาทั่วทั้งโถง
“ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก...” เสียงแหบพร่าดังกังวานมาจากความมืดบนหลังคา “เสียดายที่พวกเจ้ายังต้องจัดงานเลี้ยงอำลา เพราะคืนนี้... ข้าจะส่งพวกเจ้าไปสู่ปรโลกด้วยกันทั้งหมด โดยไม่ต้องรอให้ถึงภูเขาพยัคฆ์ขาว!”
หลินเฟยเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างของคนที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้น เขาคือคนสนิทที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อสามปีก่อน และในมือของมันถือสิ่งที่หลินเฟยไม่คิดว่าจะได้เห็นอีก... ป้ายหยกประจำตัวอาจารย์ของเขาที่ควรจะถูกฝังไปพร้อมกับร่างไร้วิญญาณ!
“อาจารย์ยังไม่ตาย...” หลินเฟยอุทาน ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านรู้สึกถึงความตึงเครียดและชวนติดตามไปพร้อมกับผมนะครับ ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในยุทธภพนี้ไปกับหมื่นกระบี่คืนรังครับ
เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า•ตอนที่ 33
พายุเตรียมก่อตัว
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!