“เจ้าคิดว่ากระบี่ที่ไม่มีคม จะสังหารผู้คนได้จริงหรือ หลินเฟย?”
เสียงหัวเราะแหบพร่าดั่งโลหะครูดกันของมารโลหิตดังก้องไปทั่วหุบเขาไร้ลักษณ์ มันไม่ได้ขยับกายแม้แต่น้อย แต่แรงกดดันจากปราณมารสีเลือดที่แผ่ออกมา กลับทำให้พื้นหินใต้ฝ่าเท้าของหลินเฟยร้าวรานราวกับแผ่นดินจะถล่มลง
หลินเฟยยืนนิ่ง กระบี่ในมือของเขาสั่นไหวเบาๆ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะมันกำลัง ‘ตื่น’ เขาหลับตาลงสัมผัสถึงจังหวะชีพจรของแผ่นดิน ที่ฝ่ามือข้างที่จับด้ามกระบี่ เขารู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบดั่งธารน้ำแข็ง
“กระบี่ที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องมีคม เพราะมันถูกสร้างขึ้นจากเจตจำนงที่ไร้รูป... ท่านมารโลหิต ท่านหลงทางในขุมนรกของอำนาจ จนลืมไปว่าแม้แต่เงาของตัวท่านเอง ก็ยังไม่อาจยึดครองได้” หลินเฟยกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาของเขายังคงปิดสนิท ทว่าในความมืดมิดนั้น เขากลับเห็นทุกการเคลื่อนไหวของศัตรู
มู่หรงเซียนซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นางมองดูหลินเฟยที่ดูเปลี่ยนไปราวกับคนละคน ไอสังหารที่ควรจะดุดันกลับดูนุ่มนวลและกว้างใหญ่ไพศาลเหมือนมหาสมุทร นางตระหนักได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่แค่การประลองฝีมือ แต่นี่คือการชี้ขาดวิถีแห่งเต๋า
“อย่ามัวร่ายรำวาทะ!” มารโลหิตคำราม ก่อนจะพุ่งร่างเข้าใส่ดุจพายุสีเลือด ฝ่ามือของมันปลดปล่อยกระไอแห่งการทำลายล้างที่หนาแน่นจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
หลินเฟยลืมตาขึ้น ในดวงตาคู่นั้นไม่มีแววของโทสะหรือความโกรธแค้น มีเพียงความว่างเปล่าที่สะท้อนท้องฟ้าเบื้องบน เขาวาดกระบี่เป็นวงกลมเชื่องช้า ทว่าในจังหวะที่คมกระบี่เคลื่อนผ่านอากาศ กลับเกิดเสียงดนตรีแว่วหวานดุจสายน้ำไหลกระทบหินผา
*เคร้ง!*
เสียงปะทะที่ควรจะสนั่นหวั่นไหวกลับแผ่วเบาดุจใบไม้ร่วง มารโลหิตชะงักงัน ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึง พลังปราณมารที่เขาทุ่มเทมาทั้งชีวิตกลับถูก ‘กลืนกิน’ เข้าไปในวงกลมของกระบี่เล่มนั้นอย่างไร้ร่องรอย หลินเฟยไม่ได้ตั้งรับ แต่เขากำลัง ‘โอบอุ้ม’ พลังของศัตรูให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิชากระบี่ตัวเอง
“นี่มันวิชาอะไรกัน... วิถีกระบี่ของเจ้า... มันไม่มีตัวตน!” มารโลหิตถอยกรูด สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด
“เหนือฟ้ายังมีฟ้า ท่านมารโลหิต ท่านมองหาพลังจากภายนอกมาตลอดชีวิต แต่กลับไม่เคยแลมองความว่างเปล่าในใจตนเอง” หลินเฟยก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร้ทิศทาง ทว่าทุกก้าวย่างกลับกดดันจนมารโลหิตแทบจะสำลักเลือด
มู่หรงเซียนที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ตระหนักได้ในวินาทีนั้น พลังที่แท้จริงของกระบี่ที่หลินเฟยค้นพบ ไม่ใช่การฆ่าฟันเพื่อชัยชนะ แต่คือการบรรลุถึงขั้นที่เรียกว่า ‘ไร้ลักษณ์คืนธรรม’ เมื่อกระบี่กลายเป็นเพียงส่วนต่อขยายของจิตวิญญาณ โลกทั้งใบก็กลายเป็นอาวุธในมือเขา
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายมาร ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสกลับมืดครึ้มลงฉับพลัน เสียงระฆังโบราณดังสนั่นมาจากทิศทางของสำนักต้นกำเนิดที่ห่างไกลออกไป หลินเฟยชะงักค้าง กระบี่ในมือสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนเขาต้องรีบพยุงร่างไว้
“ฮ่าๆๆ! เจ้าเด็กโง่ เจ้ามัวแต่เล่นสนุกกับข้า จนลืมไปว่าใครคือเจ้าของวิชาที่แท้จริง!” มารโลหิตแสยะยิ้ม ทั้งที่มุมปากมีเลือดไหลซึม “ดูสิว่าอาจารย์ที่เจ้าเทิดทูนนักหนา... กลับมาทวงคืนสิ่งที่เจ้าครอบครองแล้ว!”
เงาสีดำทมิฬขนาดมหึมาปรากฏขึ้นเหนือยอดเขาสูง เป็นร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากม่านหมอก กลิ่นอายของคนผู้นั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ามารโลหิตหลายเท่าตัว หลินเฟยถึงกับหน้าถอดสีเมื่อจำได้ว่าใครคือผู้ที่ก้าวออกมาจากเงามืดนั้น
คนผู้นั้นคืออาจารย์ที่เขาร่ำลือว่าเสียชีวิตไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน ทว่าบัดนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมกับดวงตาที่ว่างเปล่าดุจไร้วิญญาณ และในมือของเขานั้น... ถือคัมภีร์ต้องห้ามที่หายสาบสูญไปพร้อมกับร่างของเขาในวันนั้น
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้หลินเฟยมาจนถึงบทนี้ด้วยความอบอุ่นนะครับ
หมื่นกระบี่คืนรัง
เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า•ตอนที่ 37
เหนือฟ้ายังมีฟ้า
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!