“ศิษย์รัก... เจ้ามาช้าไปเสียแล้ว”
ประโยคนั้นดังก้องอยู่ในโสตประสาทของหลินเฟย ราวกับเสียงระฆังที่ถูกตีลงบนเนื้อหัวใจ น้ำเสียงที่คุ้นเคย แฝงไว้ด้วยความเมตตาที่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบจนน่าขนลุก หลินเฟยยืนนิ่งอยู่กลางความมืดมิดของโถงถ้ำชั้นใน กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นธูปหอมอับชื้นรบกวนจมูก เขากระชับฝักกระบี่ในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาคมกล้าพยายามเพ่งมองผ่านความสลัว
เบื้องหน้าของเขาคือเงาร่างที่นั่งตระหง่านอยู่บนบัลลังก์ศิลา ร่างนั้นคืออาจารย์ที่เขารักและเคารพเหนือชีวิต ทว่าไอสังหารที่แผ่ออกมากลับขัดแย้งกับรูปลักษณ์โดยสิ้นเชิง
"ท่านอาจารย์... หรือนี่เป็นเพียงภาพมายาที่มารโลหิตสร้างขึ้นเพื่อลวงข้า?" หลินเฟยเอ่ยถาม เสียงของเขาแม้จะสั่นพร่าเล็กน้อย แต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว
เงาร่างบนบัลลังก์ค่อยๆ ขยับกาย เผยให้เห็นใบหน้าที่หลินเฟยจดจำได้ดีทุกตารางนิ้ว แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งแววตาแห่งความเมตตาที่เคยมี มีเพียงความว่างเปล่าราวกับหลุมดำที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง
"ความจริงหรือภาพมายา... มันสำคัญด้วยหรือหลินเฟย ในเมื่อทุกอย่างที่เจ้าเห็นคือผลลัพธ์ของโชคชะตาที่เจ้าเลือกเอง" ชายชรากล่าวพลางลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางเสียงหยดน้ำที่กระทบพื้นหินดังกังวานเป็นจังหวะเหมือนเสียงเต้นของหัวใจที่กำลังจะดับสูญ
หลินเฟยไม่ได้ถอยหนี เขารู้ดีว่าหากตนก้าวเข้ามาในรังมารแห่งนี้ ย่อมต้องแลกด้วยสิ่งสำคัญ เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ปรับลมหายใจให้เป็นหนึ่งเดียวกับความเงียบงัน วิชา ‘กระบี่ไร้ลักษณ์’ ของเขาไม่ได้เน้นที่กระบวนท่า แต่เน้นที่การ ‘รู้สึก’ ถึงกระแสลมและเจตจำนงของศัตรู
“ท่านถูกครอบงำด้วยมารโลหิต” หลินเฟยกล่าวเบาๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม “ข้ามาที่นี่ไม่ใช่เพื่อต่อสู้กับท่าน แต่เพื่อดึงท่านกลับมาจากความมืดมิดนั้น”
“ไร้เดียงสา...” มารโลหิต (ในร่างอาจารย์) หัวเราะเบาๆ “โลกนี้ไม่มีความมืดหรือแสงสว่าง มีเพียงผู้ที่อ่อนแอที่รอคอยการถูกกลืนกิน กับผู้ที่แข็งแกร่งพอจะขีดเขียนโชคชะตา เจ้าฝึกกระบี่มาทั้งชีวิตเพื่อจะพูดคำพูดสวยหรูเหล่านี้หรือ?”
เขาพุ่งตัวเข้ามาเพียงพริบตา ความเร็วของชายชราเหนือล้ำกว่าที่หลินเฟยคาดการณ์ไว้หลายเท่า กระบี่ในมือของหลินเฟยถูกชักออกมาตามสัญชาตญาณ เสียงเหล็กกระทบกันดังกังวานไปทั่วโถงถ้ำ ประกายไฟที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งเดียวที่ให้แสงสว่างชั่วคราวในความมืดมิดนั้น
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด หลินเฟยพบว่าตนเองกำลังรับมือกับกระบวนท่าที่เขารู้จักดีที่สุด นั่นคือเพลงกระบี่ที่เขาเคยเรียนรู้จากอาจารย์ แต่มันกลับถูกบิดเบือนด้วยจิตสังหารที่รุนแรงจนน่าเกรงขาม ทุกครั้งที่ดาบของเขาปะทะกับศัตรู หลินเฟยรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่กรีดลึกลงไปในจิตวิญญาณ เขาไม่สามารถฟันลงไปเต็มแรงได้ เพราะทุกครั้งที่เห็นใบหน้านั้น เขายังคงเห็นภาพความหลังที่อาจารย์เคยสอนเขาจับกระบี่เป็นครั้งแรก
“เจ้าลังเล!” อีกฝ่ายตะคอก เสียงนั้นดังสนั่นราวกับเสียงคำรามของปีศาจ “ความเมตตาของเจ้าคือโซ่ตรวนที่ผูกมัดเจ้าไว้กับความพ่ายแพ้!”
หลินเฟยถอยร่นไปจนชิดผนังถ้ำ หอบหายใจถี่ด้วยความเหนื่อยล้า “ความเมตตาไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือสิ่งที่ทำให้ข้าแตกต่างจากพวกท่าน!”
ทันใดนั้น มู่หรงเซียนที่แฝงตัวอยู่อีกด้านของเสาหินก็ปรากฏตัวขึ้น นางขว้างยันต์อาคมขัดขวางสายตาของร่างมาร ทำให้เกิดการเสียจังหวะเพียงเสี้ยววินาที “หลินเฟย! อย่าหลงกลจิตสังหารของมัน! นัยน์ตาของท่านอาจารย์ท่านถูกครอบงำด้วยกลไกของสำนักมาร จ้องไปที่กึ่งกลางระหว่างคิ้วของเขา นั่นคือจุดรวมลมปราณที่มารโลหิตใช้ควบคุมร่างนี้อยู่!”
หลินเฟยได้ยินเสียงตะโกนนั้นชัดเจน เขาละทิ้งความอาลัยอาวรณ์ในใจ เปลี่ยนกระบวนท่าจาก ‘กระบี่ร่ายรำ’ เป็น ‘กระบี่ทลายม่านหมอก’ ซึ่งเป็นท่าไม้ตายที่เขาคิดค้นขึ้นเองเพื่อก้าวข้ามเงาของอาจารย์
เขาพุ่งทะยานเข้าหามารโลหิต กระบี่ในมือหมุนวนดุจสายน้ำไร้ลักษณ์ ลื่นไหลทว่าแฝงด้วยแรงปะทะมหาศาล เขาไม่ได้เล็งไปที่ร่างของอาจารย์ แต่เล็งไปที่จุดพลังที่นางบอกไว้
แต่ในวินาทีที่กระบี่เกือบจะแตะผิวหนัง ร่างของอาจารย์กลับหยุดนิ่งสนิท ดวงตาสีว่างเปล่าคู่นั้นดูเหมือนจะมีประกายความรู้สึกบางอย่างวูบขึ้นมา เป็นความเจ็บปวด... หรืออาจจะเป็นคำขอร้อง?
หลินเฟยชะงัก กระบี่ในมือสั่นไหวอย่างรุนแรง ความลังเลทำให้เขากลายเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ มารโลหิตคว้าข้อมือเขาไว้แน่นด้วยพละกำลังดุจคีมเหล็ก ก่อนจะกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้เป็นของอาจารย์อีกต่อไป แต่มันคือเสียงที่ดุดันและอำมหิตของเจ้าสำนักมารผู้ชั่วร้าย
“เจ้าพลาดแล้ว เจ้าหนุ่ม...”
เงาดำมืดเริ่มไหลทะลักออกมาจากร่างของอาจารย์ เข้าสู่ร่างกายของหลินเฟยผ่านทางข้อมือที่ถูกจับไว้ ความหนาวเหน็บพุ่งเข้าจู่โจมหัวใจของเขาในทันที หลินเฟยเบิกตากว้าง พยายามดึงกระบี่ออกแต่กลับพบว่ามือของตนติดหนึบราวกับถูกพันธนาการด้วยพันธะโลหิต
“เมื่อเจ้าไม่อาจฆ่าผู้เป็นที่รัก... เจ้าก็จงเป็นภาชนะที่เหมาะสมที่สุดให้กับข้าเสียเถิด”
คำพูดนั้นจบลงพร้อมกับความมืดมิดที่เข้าครอบงำสติสัมปชัญญะของหลินเฟย มู่หรงเซียนที่วิ่งเข้ามาหมายจะช่วยชะงักค้างอยู่ตรงหน้า ภาพที่นางเห็นไม่ใช่หลินเฟยผู้มุ่งมั่นอีกต่อไป แต่เป็นแววตาที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจโลหิตที่เพิ่งไหลออกมาจากแผลสด และสิ่งที่หลินเฟยเห็นก่อนสติจะดับวูบไป คือรอยยิ้มที่มุมปากของร่างที่เคยเป็นอาจารย์ของเขา... รอยยิ้มที่บอกว่าทุกอย่างคือแผนการที่เขาวางไว้ตั้งแต่วันแรกที่หลินเฟยเริ่มฝึกกระบี่
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของหลินเฟยมาจนถึงตอนนี้ครับ หมื่นกระบี่คืนรังจะรอพบทุกท่านในบทถัดไปนะครับ
เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า•ตอนที่ 29
ความกล้าในความมืด
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!