"เจ้าจะรั้งรออะไรอีกหลินเฟย... ในเมื่อคมเหล็กนี้สั่นระริกเพราะโหยหาเลือดของผู้ทำลายล้างมิใช่หรือ?"
เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากภายนอก แต่ดังกังวานอยู่ในโสตประสาทที่ลึกสุดหยั่ง ของเหลวสีแดงอุ่นร้อนหยดลงบนพื้นหินจนเกิดเสียง ‘เปาะ’ สม่ำเสมอ มือของผมสั่นเทาจนเกือบจะควบคุมไม่ได้ เส้นเลือดปูดโปนตามสันมือแสดงถึงความพยายามยับยั้งแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวกระบี่เหล็กดำในมือ
มู่หรงเซียนยืนอยู่ห่างออกไปสามก้าว ดวงตาที่เคยเปล่งประกายด้วยความชาญฉลาดบัดนี้ฉายแวววิตก เธอไม่ได้ขยับเข้ามาใกล้ แต่มือที่สั่นน้อยๆ นั้นกุมด้ามกระบี่คู่ใจไว้แน่น
"หลินเฟย... ปล่อยมันลงเสีย" เสียงของนางแผ่วเบาแต่ก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันของถ้ำลับใต้หุบเขาเมฆา "กระบี่เล่มนี้ไม่ใช่เครื่องมือของผู้พิทักษ์ มันเป็นผลึกรวมแห่งความอาฆาตของบรรพชนที่ท่านอาจารย์เคยเตือนไว้ อย่าให้มันครอบงำจิตใจของท่าน!"
ผมแค่นยิ้มออกมาโดยไม่ตั้งใจ มุมปากยกขึ้นอย่างขมขื่นขณะที่สายตาจับจ้องไปที่ใบกระบี่ที่บัดนี้เริ่มมีเส้นสายสีครามสว่างวาบขึ้นราวกับชีพจรของสิ่งมีชีวิต "เจ้าคิดว่าข้าเลือกได้หรือเซียนเอ๋อร์? นับแต่ข้าแตะต้องด้ามจับนี้ ข้ามิใช่คนเดิมอีกต่อไป... ข้าสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของคนนับพันที่เคยถูกมันสังหาร พวกเขากำลังกรีดร้อง... อยู่ในหัวข้า"
กระบี่ในมือสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้น ราวกับรับรู้ถึงแรงต้านในใจของผม พื้นดินใต้ฝ่าเท้าเริ่มแตกร้าว แรงกดดันปราณมหาศาลม้วนตัวเป็นพายุเล็กๆ รอบตัวผม ผมรู้สึกเหมือนถูกดึงลงสู่ห้วงเหวที่มืดมิด ทว่าในความมืดนั้น กลับมีเศษเสี้ยวความทรงจำของคนผู้หนึ่งผุดขึ้นมา
*‘วิถีกระบี่มิได้อยู่ที่ท่วงท่า แต่มันคือการเป็นหนึ่งเดียวกับความว่างเปล่า’*
เสียงของอาจารย์ย้อนกลับมาในความทรงจำ ทว่าคราวนี้กลับไม่ใช่คำสอนเพื่อความผาสุก แต่มันคือคำเตือนก่อนที่ท่านจะสิ้นใจจากการปกป้องความลับนี้ไว้ กระบี่เล่มนี้ไม่ได้ไร้ลักษณ์เพียงเพราะรูปร่าง แต่มันไร้ลักษณ์เพราะมันพร้อมจะแปลงกายตามจิตของผู้ถือครอง!
"หากจิตข้าคือกระบี่ และกระบี่คือจิตข้า..." ผมพึมพำ ดวงตาที่เคยกังวลเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบดุจผิวน้ำที่ไร้กระแสลม "เช่นนั้น... ก็จงดับเสียงกรีดร้องเสีย"
ทันใดนั้น แสงสีครามที่เคยดุดันกลับเปลี่ยนเป็นสีขาวนวลตา กระแสปราณที่เกรี้ยวกราดในถ้ำสงบลงฉับพลันราวกับสั่งได้ มือของผมที่สั่นเทาหยุดกะทันหัน ความเย็นเยียบจากเหล็กกล้าไหลผ่านเข้าสู่ไขสันหลัง พลังอำนาจที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
มู่หรงเซียนเบิกตากว้าง เธอสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น "หลินเฟย... ท่าน... ดวงตาของท่าน..."
ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาที่เคยเป็นสีดำสนิทบัดนี้มีประกายแสงสีเงินแฝงเร้นอยู่เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับคืนสู่ปกติ ผมมองกระบี่ในมือด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่เหล็กเย็นเฉียบอีกต่อไป แต่มันคือส่วนขยายของแขนขาข้าพเจ้า มันคือจิตวิญญาณที่ตื่นขึ้นเพื่อรอรับคำสั่ง
"มารโลหิตกำลังมา" ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่หนักแน่นดุจภูผา
มู่หรงเซียนชะงัก "ท่านรู้ได้อย่างไร?"
"มันไม่ได้มาด้วยเท้า แต่มันมาด้วยจิตอาฆาตที่ผูกติดอยู่กับกระบี่เล่มนี้" ผมหันไปมองปากถ้ำที่มืดมิด "ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราเข้าใจผิดมาโดยตลอด... ไม่ใช่เราที่ตามหามัน แต่มันต่างหากที่ใช้เราเป็นสะพานเพื่อกลับคืนสู่มือของมารโลหิต"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากความมืดภายนอก ไม่ใช่ฝีเท้าคนธรรมดา แต่มันคือเสียงลากของอาวุธที่ครูดไปกับพื้นหิน แรงกดดันมหาศาลที่มากกว่าตอนแรกทวีคูณขึ้นหลายเท่าจนมู่หรงเซียนถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น
"หลินเฟย! หนีไป! เขา... เขาไม่ได้มาคนเดียว!" เธอตะโกนด้วยความตระหนก
เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นม่านหมอกออกมา ใบหน้าที่ครึ่งหนึ่งถูกรอยแผลเป็นสีม่วงคล้ำปิดบังไว้จนแทบจำไม่ได้ว่าคืออดีตเจ้าสำนักผู้ทรงธรรม มารโลหิตยืนเด่นเป็นสง่าในชุดคลุมสีเลือด มือขวาของเขากำกระบี่อีกเล่มที่มีรูปลักษณ์คล้ายกับเล่มในมือผมราวกับแกะ แต่มันกลับเปล่งประกายสีแดงฉานที่ดูชั่วร้าย
"ในที่สุด..." มารโลหิตแสยะยิ้มที่ทำให้บรรยากาศโดยรอบเย็นเยือก "ข้าก็พบเจ้าเสียที... กระบี่ที่เหลืออยู่ของข้า"
เขายกกระบี่ขึ้นชี้มาที่ผม ปลายกระบี่สั่นระริกเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน ทันใดนั้น ความลับที่ถูกซ่อนไว้ในใจของผมก็กระจ่างขึ้น กระบี่สองเล่มนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเข่นฆ่ากัน แต่มันถูกสร้างมาเพื่อ... หลอมรวม
"เจ้าหลอกใช้ข้าตั้งแต่ต้น เพื่อให้ข้าเป็นผู้หลอมกระบี่เล่มนี้ให้สมบูรณ์ใช่หรือไม่!" ผมตะโกนถามพร้อมกับกระชับกระบี่ในมือแน่น
มารโลหิตหัวเราะร่า เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วถ้ำจนหินงอกหินย้อยร่วงหล่น "ฉลาดสมเป็นศิษย์รักของไอ้คนทรยศ! ใช่แล้ว... กระบี่เล่มนั้นต้องการ 'จิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์' ของเจ้าเพื่อขัดเกลาคมให้พร้อมสำหรับการสังหารพระเจ้า... และตอนนี้... ถึงเวลาที่ข้าจะต้องเอาของของข้าคืน!"
เขากระโจนเข้ามาในพริบตา ความเร็วที่เหนือธรรมชาติทำให้สายตาข้าพเจ้าแทบตามไม่ทัน ทว่าในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น กระบี่ในมือผมกลับหมุนพลิกเองโดยอัตโนมัติ มันรับคมกระบี่ของมารโลหิตไว้ได้อย่างแม่นยำ ราวกับมีคนอื่นที่ชำนาญการต่อสู้มากกว่าผมมาควบคุมข้อมือเอาไว้
ทว่า... สิ่งที่ทำให้ผมเย็นวาบไปทั้งสันหลังมิใช่การโจมตีของเขา
แต่เป็นเสียงกระซิบที่ดังขึ้นข้างหูของผม ในจังหวะที่คมกระบี่ทั้งสองปะทะกันจนเกิดประกายไฟสว่างวาบ... เป็นเสียงของอาจารย์ที่สิ้นใจไปนานแล้ว
*“หลินเฟย... แทง... แทงตัวเจ้าเอง... เพื่อหยุดมัน...”*
ผมเบิกตากว้าง สติที่กำลังสับสนมองไปยังด้ามกระบี่ของมารโลหิตที่สลักชื่อเดียวกับที่สลักอยู่บนด้ามกระบี่ของผม... ชื่อของคนรักที่ผมเพิ่งจะสูญเสียไปก่อนเริ่มการเดินทางครั้งนี้
และในวินาทีนั้นเอง... เงาร่างที่สามก็ปรากฏขึ้นจากเงามืดด้านหลังของมารโลหิต เป็นสตรีในชุดขาวใบหน้าเปื้อนเลือด... นางคือคนที่ผมมั่นใจว่าได้ฝังศพไปแล้วกับมือ
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นเช่นนี้ หวังว่าทุกท่านจะยังคงติดตามวิถีกระบี่ของหลินเฟยต่อไปนะครับ
หมื่นกระบี่คืนรัง
เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า•ตอนที่ 27
การตื่นรู้ของวิญญาณกระบี่
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!