“เจ้าสัมผัสถึงมันได้หรือไม่... กลิ่นคาวเลือดที่ลอยมากับสายลมในคืนไร้จันทร์เช่นนี้”
หลินเฟยเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะที่มือขวาวางทาบอยู่บนด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ข้างกาย นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นมิได้จ้องมองไปยังกองไฟที่กำลังมอดไหม้ แต่กลับทอดมองออกไปในความมืดมิดของหุบเขาเบื้องหน้า ความเงียบสงัดของยามค่ำคืนนี้มิใช่ความสงบที่น่ารื่นรมย์ แต่มันคือความเงียบที่แฝงไปด้วยแรงกดดันราวกับป่าทั้งป่ากำลังกลั้นหายใจ
มู่หรงเซียนที่นั่งขัดสมาธิอยู่ไม่ไกลเงยหน้าขึ้น นางวางแผนที่ยุทธภูมิลงช้าๆ พลางขยับกายเข้ามาใกล้คนรัก แววตาของนางมิได้มีความตื่นตระหนก ทว่ากลับฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก “ข้าไม่ได้กลิ่นเลือดหรอกหลินเฟย... แต่ข้าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของสรรพสิ่ง นกกลางคืนเงียบเสียงลง ต้นไม้ใบหญ้าดูเหมือนจะพากันบิดเบี้ยวผิดรูป นี่มิใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่มันคือการบงการของพลังงานบางอย่างที่ขุ่นมัวและหยาบช้า”
หลินเฟยพยักหน้าช้าๆ เขาขยับตัวลุกขึ้นยืน ร่างกายที่ดูผอมบางภายใต้ชุดผ้าฝ้ายสีครามกลับแผ่ซ่านไอพลังอันเยือกเย็นแต่บริสุทธิ์ เขาเดินไปที่ขอบหน้าผา มองลงไปเห็นไอสีดำจางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือพื้นดินราวกับงูพิษที่กำลังหาทางเลื้อยขึ้นมา
“มารโลหิตไม่ได้ลงมือเอง แต่มันกำลังเปลี่ยนผืนดินแห่งนี้ให้กลายเป็นค่ายกลสังหาร” หลินเฟยพึมพำ “มันรู้ว่าข้าต้องเดินทางผ่านเส้นทางนี้ไปสำนักกระบี่เมฆา มันจึงใช้กลิ่นอายมารค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในรากไม้และลำธาร เพื่อให้ผู้ที่ผ่านทางได้รับพิษปราณโดยไม่รู้ตัว”
“หากเป็นเช่นนั้น ท่านมิควรนำตัวเข้าไปเสี่ยง” มู่หรงเซียนลุกขึ้นยืนเดินมาเคียงข้าง นางเอื้อมมือไปจับแขนเสื้อของเขาไว้เบาๆ “วิถีกระบี่ของท่านเน้นความไหลลื่นและคืนสู่ธรรมชาติ แต่พลังของมารโลหิตนั้นคือการทำลายธรรมชาติ หากท่านปะทะกับไอพิษที่หนาแน่นเช่นนี้ ปราณของท่านอาจจะถูกมลทินแปดเปื้อนได้”
หลินเฟยหันกลับมามองใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยนั้น เขาคลี่ยิ้มจางๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะนางอย่างแผ่วเบา “ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดมลทินหรอกเซียนเอ๋อร์ มีเพียงใจคนเท่านั้นที่เลือกจะถูกกระทำ หรือเลือกจะเป็นผู้กระทำ วิชาของข้าคือ ‘ไร้ลักษณ์’ หากข้าปล่อยให้ปราณของข้าเป็นดั่งน้ำที่ไร้รูป เมื่อมารโลหิตต้องการแปดเปื้อน มันก็ต้องแปดเปื้อนความว่างเปล่านั้นด้วย ซึ่งมันไม่มีวันทำสำเร็จ”
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก จิตวิญญาณแห่งกระบี่ในกายเริ่มหมุนวนเป็นเกลียว ราวกับพายุกระบี่ที่ซ่อนเร้นอยู่ในความสงบ เขาไม่รอช้าที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริง เขาหยิบกิ่งไม้แห้งขึ้นมา กิ่งไม้ธรรมดาในมือของเขากลับแผ่ประกายกระบี่อันคมกริบเพียงแค่เขาสะบัดข้อมือเบาๆ ไปยังเบื้องล่าง
ฉับ!
อากาศรอบตัวบิดเบี้ยว ไอสีดำที่เกาะกลุ่มอยู่เบื้องล่างถูกคลื่นพลังไร้ลักษณ์ตัดขาดจนสลายไปในทันที แต่ทว่า สิ่งที่ปรากฏตามมากลับไม่ใช่ความโล่งใจ ทันทีที่ไอสีดำจางลง เสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณแค้นก็นับร้อยสายก็ดังแทรกขึ้นมาจากความมืดมิด มันมิใช่เสียงของลมพัด แต่มันคือเสียงร้องของเหล่าผู้คนที่ถูกมารโลหิตช่วงชิงวิญญาณไปเมื่อครั้งอดีต
มู่หรงเซียนเบิกตากว้าง นางรีบชักกระบี่พกพาออกมาตั้งท่าป้องกัน “หลินเฟย! มันมิใช่แค่ไอพิษ แต่มันคือกับดักวิญญาณ! ท่านดึงความสนใจของมันมาที่นี่แล้ว!”
หลินเฟยกระชับกระบี่ในมือแน่น แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเมตตาเป็นความเฉียบคมดุจน้ำแข็ง “ข้ารู้... ข้าต้องการให้มันเผยตัว”
ฉับพลัน พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองก็สั่นสะเทือน เลือดสีคล้ำทะลักขึ้นมาจากรอยแตกของหินผา ราวกับผืนดินกำลังร้องไห้เป็นสายเลือด ในเงามืดนั้น ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมา ร่างกายของเขาสูงใหญ่จนดูผิดมนุษย์ ผิวหนังซีดเผือดราวกับศพที่แช่อยู่ในน้ำแข็ง แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือดวงตาสีแดงฉานดุจโลหิตที่มองตรงมายังหลินเฟยด้วยความอาฆาต
“ข้าตามหากระบี่ที่ไร้ลักษณ์มานานแสนนาน...” เสียงของชายผู้นั้นแหบพร่าคล้ายเสียงเหล็กขูดหิน “ในที่สุด ข้าก็ได้พบเจ้า... ผู้สืบทอดที่อ่อนแอที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา”
หลินเฟยไม่ได้สะทกสะท้าน เขาขยับกายไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง สายลมรอบตัวเขาเปลี่ยนทิศทางจากการพัดผ่านเป็นการโอบล้อมดุจมารดาที่ปกป้องบุตร “ท่านมิใช่มารโลหิต... ท่านเป็นเพียงเงาที่มันสร้างขึ้นมาเพื่อทดสอบข้า”
“ทดสอบหรือ?” ร่างเงาสะบัดมือ เพียงชั่วพริบตาอากาศรอบข้างก็กลายเป็นคมมีดโลหิตนับพันเล่มพุ่งเข้าใส่คนทั้งสอง “ข้าคือผู้ที่จะสังหารเจ้า แล้วควักเอาปราณกระบี่ในกายเจ้าออกมาสังเวยแด่ท่านเจ้าสำนัก!”
การต่อสู้เริ่มขึ้นในจังหวะที่ไม่มีใครคาดคิด หลินเฟยตวัดกระบี่เพียงหนึ่งครั้ง แต่กลับสร้างเป็นม่านพลังรูปวงกลมล้อมรอบตัวเขาและมู่หรงเซียนเอาไว้ คมมีดโลหิตปะทะกับม่านพลังจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับสายฟ้าฟาด แต่ม่านพลังนั้นกลับไม่สั่นคลอนแม้แต่น้อย
มู่หรงเซียนอาศัยจังหวะนี้ทะยานกายออกไปทางด้านข้าง พลิกแพลงกลยุทธ์การต่อสู้ นางร่ายรำกระบี่เข้าสกัดจุดตายของเงาร้ายนั้นอย่างแม่นยำ ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวของนางเปรียบดั่งการเดินหมากที่ไร้ช่องโหว่ แต่มันกลับไม่ส่งผลใดๆ ต่อร่างเงา เพราะไม่ว่านางจะแทงกี่ครั้ง ร่างนั้นก็สลายกลายเป็นควันแล้วก่อตัวขึ้นใหม่ได้เสมอ
“มันไม่มีตัวตนที่แท้จริง!” มู่หรงเซียนตะโกนบอก “หลินเฟย อย่าใช้กระบี่กายภาพสู้กับมัน!”
หลินเฟยหลับตาลง เขาปลดปล่อยกระบี่ในมือให้หลุดลอยไปลอยอยู่เหนือหัว เขาไม่ได้ต่อสู้ด้วยคมเหล็ก แต่เขาต่อสู้ด้วย ‘จิต’ เขาเริ่มโคจรปราณธรรมคืนใต้หล้า บรรยากาศรอบข้างที่เคยเต็มไปด้วยไอพิษเริ่มถูกชำระล้างด้วยแสงสีขาวนวลที่เปล่งออกมาจากร่างของเขา ราวกับพระอาทิตย์ที่กำลังโผล่พ้นเมฆหมอกแห่งความตาย
ร่างเงาเริ่มหวีดร้อง มันพยายามถอยหนี แต่ทว่ารัศมีแห่งธรรมกลับขยายตัวเร็วเกินไป ในวินาทีที่แสงสีขาวสัมผัสกับร่างเงา ความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลวงตาก็ปรากฏขึ้น... เงาของชายผู้นั้นไม่ได้หายไป แต่มันกลับค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นหญิงสาวนางหนึ่งที่หลินเฟยคุ้นเคยเป็นอย่างดี
นางคือศิษย์พี่หญิงผู้ซึ่งหายสาบสูญไปเมื่อสามปีก่อน นางยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตา และในมือของนางไม่ได้ถืออาวุธร้าย แต่กลับถือป้ายหยกประจำตัวของอาจารย์ที่ควรจะถูกทำลายไปนานแล้ว
หลินเฟยหยุดชะงัก กระบี่ที่ลอยอยู่กลางอากาศร่วงหล่นลงสู่พื้นดินจนเกิดเสียงดังสนั่น หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างไม่อาจควบคุมได้ “ศิษย์พี่... นี่เจ้า... เจ้ายังมีชีวิตอยู่หรือ?”
หญิงสาวผู้มีใบหน้าแววตาเศร้าสร้อยยกป้ายหยกขึ้นมา นางพยายามจะพูดบางอย่าง แต่ก่อนที่เสียงนั้นจะเล็ดลอดออกมา กรงเล็บสีดำสนิทนับสิบข้างก็โผล่ทะลุออกมาจากแผ่นหลังของนาง ราวกับมีบางสิ่งที่ชั่วร้ายกว่ากำลังสิงสู่อยู่ในร่างของนางจากภายใน!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเฝ้ามองวิถีกระบี่นี้ไปกับผมนะครับ... หมื่นกระบี่คืนรัง
เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า•ตอนที่ 6
กลิ่นอายมารคุกคาม
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงกระบี่หมื่นดารา: ปราณธรรมสะท้านใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!