"ถ้าคุณยังดื้อดึงจะปีนขึ้นไปทั้งที่มือเย็นเฉียบขนาดนี้ ผมคงต้องอุ้มคุณขึ้นไปจริงๆ แล้วล่ะครับ... อ่า, หมายถึงว่า ผมทำจริงแน่ๆ นะครับปาลิน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือแววเอ็นดึงสติปาลินให้หลุดออกจากภวังค์ ร่างโปร่งสะดุ้งน้อยๆ เมื่อรู้ตัวว่าเผลอปล่อยให้อีกฝ่ายกุมมือที่ไร้ซึ่งไออุ่นไว้นานเท่าไหร่แล้ว ปาลินก้มมองมือหนาของคิมหันต์ที่ห่อหุ้มเรียวนิ้วของเขาไว้เสียมิด ความอบอุ่นจากฝ่ามืออีกฝ่ายแผ่ซ่านลามเลียขึ้นมาถึงพวงแก้มขาวอย่างห้ามไม่อยู่ ในความมืดสลัวของยามค่ำคืนบนเนินเขาไผ่โน้ม ที่มีเพียงแสงไฟฉายคาดหัวของสถาปนิกหนุ่มส่องนำทาง ปาลินกลับรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองกำลังร้อนผ่าวเสียยิ่งกว่าผิงไฟในเตา
"ปาลินไม่ได้ดื้อสักหน่อยครับ... แค่, แค่สะดุดรากไม้นิดเดียวเอง" นายเอกหนุ่มพยายามแก้ตัวเสียงแผ่วเบา ดวงตากลมโตหลบวูบไปมองทิวไผ่สีเข้มที่ลู่ลมส่งเสียงเสียดสีกันเบาหูราวกับกำลังกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง
คิมหันต์ถอนหายใจยาวอย่างยอมจำนน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาพยายามกวาดมองสำรวจร่างบางในชุดเสื้อกันหนาวไหมพรมตัวโคร่งอย่างเป็นห่วงเป็นใย ตั้งแต่ออกจากกระท่อมปลายนาจนกระทั่งลัดเลาะมาตามทางเดินลาดชันขึ้นสู่จุดชมวิวสูงสุดของไร่ ปาลินไม่เคยบ่นสักคำ แม้ลมหนาวเดือนพฤศจิกายนจะพัดกรรโชกจนปลายจมูกรั้นนั้นขึ้นสีแดงระเรื่อแล้วก็ตาม
สำหรับคิมหันต์แล้ว... ปาลินเปรียบเสมือนดอกไม้ป่าที่เติบโตอย่างงดงามท่ามกลางความเปราะบาง แม้จะมีความเข้มแข็งและอ่อนโยนอยู่ในตัว แต่ลึกๆ แล้วเขากลับสัมผัสได้ถึงความอ้างว้างที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มละมุนละไมนั้นเสมอ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขารู้สึกอยากกางกั้นโลกอันโหดร้ายใบนี้ออกไป เพื่อให้คนตรงหน้าได้ยิ้มอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องแบกรับความเหงาไว้อีกต่อไป
"ถึงแล้วครับ..."
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเบาๆ เมื่อก้าวพ้นแนวพุ่มไม้รกทึบ สู่ลานโล่งกว้างบนยอดเนินที่มองเห็นผืนฟ้ากว้างไกลอย่างไร้สิ่งกีดขวาง
ปาลินอ้าปากค้างอย่างลืมตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตะลึง ภาพเบื้องหน้าไม่ใช่เพียงแค่ท้องฟ้ายามค่ำคืนธรรมดา หากแต่เป็นผืนผ้าใบกำมะหยี่สีนิลที่ถูกประดับประดาด้วยละอองดาวนับล้านดวง ทอประกายระยิบระยับราวกับมีใครโปรยผงเพชรลงมา ไกลออกไปคือทิวเขาสลับซับซ้อนที่ทอดตัวยาวเหยียดใต้แสงจันทร์นวลตา และที่สำคัญ... ความเงียบสงบ ณ ที่แห่งนี้ มันช่างปลอดโปร่งจนหัวใจที่เคยเคว้งคว้างของปาลินรู้สึกเหมือนได้ทิ้งสมอลงสู่จุดที่มั่นคงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
"สวย... สวยมากเลยครับคุณคิม" ปาลินพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า คราบน้ำตาคลอหน่วยขึ้นที่หน่วยตาโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เป็นเพราะความงดงามที่ล้นทะลักจนหัวใจรับแทบไม่ไหว
คิมหันต์ไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแต่ปลดเป้สะพายหลังออก นำผ้าห่มผืนหนาลวดลายเรียบง่ายออกมาปูลงบนพื้นหญ้าแห้งนุ่มมือก่อนจะผายมือเชิญให้ร่างบางนั่งลง ปาลินทรุดตัวลงนั่งอย่างระมัดระวัง กอดเข่าตัวเองไว้หลวมๆ ปล่อยให้สายลมอ่อนโยนพัดผ่านเส้นผมปะทะแก้ม ขณะที่คิมหันต์ทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้าง เว้นระยะห่างเพียงแค่ช่วงไหล่แตะกัน แต่มันกลับอุ่นหนาจนความหนาวเย็นรอบกายกลายเป็นเรื่องไกลตัว
"ผมพาคุณมาที่นี่... ไม่ใช่แค่เพราะอยากให้ดูดาวหรอกนะครับปาลิน"
จู่ๆ เสียงทุ้มก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงนั้นราบเรียบแต่กลับหนักแน่นจนปาลินต้องหันไปมอง ดวงตาคมคายของสถาปนิกหนุ่มในยามนี้ไม่ได้มองท้องฟ้าเบื้องบนเลย เขากำลังมองมาที่ปาลิน... มองด้วยสายตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่คนแปลกหน้าหรือแม้กระทั่งคนรู้จักทั่วไปจะมอบให้กัน
ปาลินนิ่งงัน หัวใจเต้นผิดจังหวะ "คะ... คุณคิมหมายความว่ายังไงครับ?"
คิมหันต์แค่น The breath ออกมาเบาๆ คล้ายกำลังชั่งใจบางอย่าง นิ้วมือหนายกขึ้นถอดแว่นสายตาออกก่อนจะใช้มืออีกข้างนึงนวดสัน鼻ตัวเองช้าๆ ท่าทางนั้นทำให้เขามีเสน่ห์แบบดิบๆ และดูเปราะบางในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นมุมที่ปาลินไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
"คุณเคยสงสัยไหมครับ... ทำไมสถาปนิกที่เคยออกแบบตึกระฟ้าใจกลางเมืองหลวงอย่างผม ถึงเลือกที่จะทิ้งทุกอย่างแล้วมาจมปลักซ่อมแซมบ้านไม้เก่าๆ ในไร่ไผ่ปลายแถวแบบนี้" คิมหันต์ถามเสียงพร่า ทอดสายตาไกลออกไปยังความมืดเบื้องล่าง "คนที่ใครๆ ก็บอกว่าอนาคตกำลังไปได้สวย... คนที่ทำลายชีวิตของตัวเองด้วยความหยิ่งผยองและความประมาท"
ปาลินขยับตัวเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจตีตื้นขึ้นมาจุกอก มือเรียวยื่นไปแตะหลังมือหนาที่วางอยู่บนผ้าห่มแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบที่สะท้อนความตึงเครียดในใจของอีกฝ่าย
"ถ้ามันเป็นเรื่องที่ทำให้คุณคิมเจ็บปวด... ไม่ต้องเล่าก็ได้นะครับ ปาลินไม่ได้อยากบังคับ..."
"ไม่ใช่ความลับหรอกครับปาลิน..." คิมหันต์หันกลับมาสบตา ปลายนิ้วอุ่นพลิกกลับมาจับมือเรียวของปาลินไว้แน่น ราวกับต้องการหาที่ยึดเหนี่ยว "มันคือความผิดพลาด... ความผิดพลาดที่ผมไม่มีวันลบมันออกไปจากความทรงจำได้เลย"
ลมหนาวพัดกรรโชกมาอีกระลอก ส่งผลให้ยอดไผ่ไหวระริก ทว่าในความมืดสลัวบนเนินเขาแห่งนั้น เรื่องราวในอดีตที่ถูกฝังกลบไว้ภายใต้รอยยิ้มสุภาพและมาดนิ่งของคิมหันต์ ก็ค่อยๆ ถูกเปิดเปลือยทีละน้อย ผ่านเสียงทุ้มต่ำที่เจือความร้าวรานทีละนิด
"เมื่อสามปีก่อน... ผมได้รับมอบหมายให้ออกแบบโครงสร้างอาคารอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ เป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานตอนนั้น ผมมั่นใจในความรู้ มั่นใจในวิศวกร มั่นใจในทุกอย่างจนมองข้ามเสียงเตือนเล็กๆ น้อยๆ จากคนงานหน้างาน... คนงานที่พยายามบอกผมว่า ดินบริเวณฐานรากมีความชื้นสูงเกินไปเพราะพายุเข้าติดต่อกันหลายวัน"
คิมหันต์หยุดพูดไปชั่วขณะ ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงช้าๆ ภาพเหตุการณ์ในอดีตฉายชัดในหัวจนลมหายใจสะดุด
"แต่ผม... ด้วยความที่อยากให้งานเสร็จทันกำหนดตามสัญญา เพื่อชื่อเสียง เพื่อความสำเร็จของบริษัท ผมสั่งให้ลุยงานต่อ... และคืนนั้นเอง กำแพงดินกันดินถล่มก็พังครืนลงมากลบฝังคนงานกะดึกสามชีวิต... หนึ่งในนั้นคือพ่อของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ที่เพิ่งอายุครบเจ็ดขวบในวันเกิดเหตุ"
ปาลินเบิกตากว้าง ความหนาวเหน็บแล่นริ้วจากปลายนิ้วเข้าสู่ขั้วหัวใจ เมื่อได้ยินถ้อยคำสารภาพที่เต็มไปด้วยตราบาปนั้น ไม่มีเสียงปลอบโยนใดๆ เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากบาง มีเพียงหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นคลอหน่วยและไหลรินลงมาเงียบๆ บนแก้มเนียน ปาลินเข้าใจ... เข้าใจความรู้สึกของการสูญเสีย และเข้าใจความรู้สึกผิดที่ต้องแบกรับมันไว้ชั่วชีวิตเป็นอย่างดี
คิมหันต์เงยหน้าขึ้นมองดวงดาวบนฟ้า แววตาไหวระริกด้วยความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดไว้เนิ่นนาน "ผมรอดคดีอาญาเพราะผลประเมินระบุว่าเป็นอุบัติเหตุจากธรรมชาติ... แต่ผมไม่เคยรอดจากศาลเตี้ยในใจตัวเองเลยสักวัน ใบปริญญา ใบประกาศนียบัตร หรือคำชื่นชมพวกนั้น... มันกลายเป็นเศษขยะทันทีที่ผมมองเห็นคราบน้ำตาของภรรยาและลูกสาวคนงานคนนั้น"
มืออีกข้างของคิมหันต์สั่นเทาเล็กน้อยก่อนที่ปาลินจะตัดสินใจทำในสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง...
ร่างโปร่งขยับเข้าไปใกล้มากกว่าเดิม สองแขนเรียวโอบกอดรอบลำตัวหนาของสถาปนิกหนุ่มไว้แน่น ซบใบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างที่กำลังสั่นไหวเล็กๆ ปาลินปล่อยให้หยาดน้ำตาของตัวเองซึมผ่านเนื้อผ้ากันหนาวของอีกฝ่าย พร้อมกับกระซิบเสียงสั่นพร่าข้างใบหูที่ขึ้นสีแดง
"คุณคิมไม่ได้ตั้งใจ... มันไม่ใช่ความผิดของคุณคนเดียวหรอกครับ... อย่าลงโทษตัวเองด้วยการขังไว้ที่นี่คนเดียวอีกเลยนะ"
สัมผัสอบอุ่นและกลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกไม้ป่าของปาลิน ราวกับเวทมนตร์วิเศษที่ช่วยปัดเป่าหมอกควันสีเทาในใจของคิมหันต์ให้จางลงชั่วขณะ สถาปนิกหนุ่มนิ่งอึ้งไปชั่ววินาที ก่อนที่วงแขนแข็งแกร่งจะตวัดโอบกอดร่างบางเข้าแนบอกแน่น ราวกับคนจมน้ำที่คว้าได้ทุ่นชีวิต สุดท้ายแล้ว... กำแพงที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นตัวเองมาตลอดสามปี ก็พังทลายลงในอ้อมกอดของคนที่อ่อนโยนที่สุดคนนี้
ทว่า ในขณะที่ความอบอุ่นกำลังหลอมรวมหัวใจของคนทั้งคู่เข้าหากัน ท่ามกลางความเงียบสงบของค่ำคืนบนเนินเขาไผ่โน้ม...
*แกร๊ก!*
เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังขึ้นแผ่วเบาจากพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหลังแนวหินใหญ่ ห่างจากจุดที่พวกเขานั่งอยู่ไม่ถึงสิบก้าว!
คิมหันต์ชะתักกึก สัญชาตญาณดิบของชายหนุ่มตื่นตัวทันที ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ด้วยความระแวดระวัง เขาดึงปาลินให้เข้ามาหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของตนเองทันที พร้อมกับเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟันด้วยความเคร่งเครียด
"ใครน่ะ... ออกมา!"
เงาร่างสูงโปร่งของใครบางคนก้าวพ้นออกมาจากความมืดของเงาไผ่ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยียบเย็นที่ดังลอดความเงียบขึ้นมา ทำให้เลือดในกายของคิมหันต์เย็นเฉียบลงในพริบตาเดียว—
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอบอุ่นหัวใจไปด้วยกันในตอนนี้นะคะ
---
*หมอกไม้ไผ่*
ไผ่อุ่นในสายหมอก•ตอนที่ 11
คำสัญญาใต้แสงดาว
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไผ่อุ่นในสายหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!