“คุณแม่คะ... เรื่องการแต่งงานที่ผู้ใหญ่คุยกันไว้ หนูขอปฏิเสธค่ะ”
เสียงทุ้มต่ำแต่หนักแน่นดังก้องไปทั่วห้องรับแขกสไตล์โมเดิร์นลักชูรีที่ตกแต่งด้วยโทนสีเข้ม คิมหันต์ยืนตัวตรงเป็นสง่า ดวงตาคมกริบฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ความลังเล เขาเพิ่งวางสายจากปาลินเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ หลังจากได้ยินเสียงเคาะประตูลึกลับยามวิกาลที่ไร่ไผ่อุ่นในสายหมอก ความร้อนรนในอกทำให้เขายิ่งตระหนักชัดเจนว่า หัวใจของเขาไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพฯ แห่งนี้อีกต่อไปแล้ว
คุณหญิงกมลา มารดาผู้ทรงอิทธิพลแห่งตระกูลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ชะงักมือที่กำลังยกถ้วยชาเซรามิกเนื้อดีขึ้นจิบ ดวงตาคู่คมที่ถอดแบบมาจากบุตรชายหันขวับมามอง รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่ทาลิปสติกสีแดงก่ำ
“แกพูดว่าอะไรนะคิม... ทบทวนคำพูดตัวเองใหม่อีกทีซิ” คุณหญิงวางถ้วยลงบนจานรองเสียงดังกระทบกันเบาๆ แต่สะท้อนความไม่พอใจในความเงียบ
“ผมบอกว่า ผมไม่แต่งงานกับคุณลดาครับ... เอ่อ... กับคุณลดาค่ะ” คิมหันต์เปลี่ยนสรรพนามในใจเล็กน้อยเมื่อนึกถึงความจริงจัง เขาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ “ผมไม่มีทางแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก และครอบครัวของเราก็ไม่มีสิทธิ์เอาชีวิตรักของผมมาเป็นเครื่องมือทางธุรกิจอีกต่อไป”
บรรยากาศในห้องรับแขกอุณหภูมิลดฮวบทันที ลดา สาว 1 ไฮโซตระกูลดังที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาอีกฝั่ง สะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มมั่นใจเผือดสีลงทันตา เธอกำกระเป๋าแบรนด์เนมในมือแน่นจนข้อต่อสีขาวโพลน
“คิมหันต์! แกกล้าดีอย่างไรมาพูดจาแบบนี้ต่อหน้าคุณลดาและคุณท่าน!” เสียงตบโต๊ะเบาๆ จากผู้เป็นพ่อที่นั่งอยู่หัวโต๊ะดังขึ้น พร้อมกับใบหน้าถมึงทึงด้วยความโกรธ “การแต่งงานครั้งนี้ผู้ใหญ่ตกลงกันไว้หมดแล้ว แกจะมาล้มเลิกกลางคันเพราะความใจร้อนไม่ได้!”
“มันไม่ใช่ความใจร้อนครับพ่อ... เอ่อ ขอโทษทีค่ะ มันคือการตัดสินใจที่ผมไตร่ตรองมาดีที่สุดแล้ว” คิมหันต์สביบหน้าเล็กน้อยด้วยความเผลอตัว แต่แววตาไม่มีทีท่าว่าจะถอยหลัง “ผมโตพอที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้แล้ว และผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาบงการชีวิตผมอีก”
“เพราะเด็กนั่นสินะ...” คุณหญิงกมลากล่าวแทรกขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล “เด็กชาวไร่คนนั้น... คนที่ชื่อปาลินอะไรนั่นใช่ไหม ที่ทำให้ลูกชายฉันกลายเป็นคนอกตัญญู ก้าวร้าว และกล้าต่อรองกับครอบครัว”
ชื่อของปาลินที่หลุดออกมาจากปากมารดา ทำให้กรามของคิมหันต์ขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ความโกรธพุ่งพล่านขึ้นมาราวกับลาวาใต้พื้นพิภพ เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะกลางห้องมากขึ้นอีกนิด เพื่อแสดงออกถึงการปกป้อง
“อย่าเอาปาลินเข้าไปเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของผมครับ” คิมหันต์เน้นทีละคำ น้ำเสียงเย็นเยียบจนคนฟังต้องขนลุก “เขาเป็นคนบริสุทธิ์ เป็นคนจิตใจดีที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเกมอำนาจของพวกท่านเลยแม้แต่น้อย และที่สำคัญที่สุด... เขาคือคนเดียวที่ผมเลือกจะใช้ชีวิตด้วย”
“คิมหันต์! แกเสียสติไปแล้วหรือไง!” ผู้เป็นพ่อลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโมโหจัด “แกจะเอาเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้ามาแทนที่คุณลดา ลูกสาวนักธุรกิจใหญ่ที่เพียบพร้อมทุกอย่างเนี่ยนะ แกเอาสมองส่วนไหนคิด!”
“ผมใช้หัวใจคิดครับ” คิมหันต์สวนกลับทันควัน สายตาคมกริบกวาดมองผู้เป็นพ่อและแม่สลับกับลดาที่นั่งน้ำตาคลอเบ้าด้วยความอับอาย “ผมรู้ดีว่าพวกท่านต้องการอะไร... ต้องการพันธมิตรทางธุรกิจ ต้องการขยายอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่ แต่ผมไม่ใช่หุ่นเชิดที่จะต้องคอยทำตามคำสั่งเพื่อให้พวกท่านสะใจอีกต่อไปแล้ว”
ลดากัดริมฝีปากแน่น กลั้นความรู้สึกหยาดน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา เธอสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับสถาปนิกหนุ่มผู้เป็นเป้าหมายของการคลุมถุงชนครั้งนี้
“คุณคิมคะ...” เสียงสั่นเครือแต่พยายามควบคุมให้มั่นคงเอ่ยขึ้น “ลดาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคุณมี... คนในใจอยู่แล้ว ถ้าลดาเป็นต้นเหตุให้ครอบครัวคุณต้องทะเลาะกัน ลดาต้องขอโทษด้วยนะคะ แต่... การที่คุณหักหน้าลดาและผู้ใหญ่แบบนี้ มันไม่ใจร้ายกับลดาเกินไปหน่อยหรือคะ”
คิมหันต์หันไปมองหญิงสาว แววตาอ่อนลงชั่วขณะด้วยความเห็นใจ แต่น้ำเสียงยังคงความเด็ดเดี่ยว
“ผมขอโทษคุณลดาด้วยครับ... คุณเป็นผู้หญิงที่ดีและเพียบพร้อมทุกอย่าง แต่หัวใจของผมมันถูกจองจำไว้ที่ไร่เล็กๆ ในหุบเขาตั้งแต่แรกพบแล้ว ผมไม่อาจมอบความรักให้คุณได้ และการฝืนแต่งงานกันไป มีแต่จะสร้างความเจ็บปวดให้เราทั้งคู่ในระยะยาว”
“พอได้แล้ว!” เสียงตวาดกร้าวของคุณหญิงกมลาดังลั่นห้อง เธอสูดหายใจแรงด้วยความโกรธจัด ใบหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย “ในเมื่อแกดื้อด้านนัก... ก็เชิญออกไปจากบ้านหลังนี้ซะ! ตัดขาดจากตระกูลเรา ไม่ต้องมาใช้เงิน ไม่ต้องมาใช้นามสกุลนี้อีก!”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องรับแขกชั่วขณะ ทุกสายตาจับจ้องมาที่คิมหันต์เพื่อดูท่าทีของเขา การตัดขาดจากตระกูลใหญ่หมายถึงการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งทรัพย์สิน หุ้นบริษัท และอำนาจที่เขามีในมือ
แต่คิมหันต์กลับไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มุมปากของเขากลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งอก ราวกับโซ่ตรวนที่ล่ามข้อเท้าเขาไว้ตลอดหลายปีได้ถูกกระชากขาดสะบั้นลงแล้ว
“ถ้าการเป็นลูกในตระกูลนี้ หมายถึงการต้องขายวิญญาณและความสุขของตัวเอง...” คิมหันต์ถอดแหวนประจำตระกูลที่นิ้วก้อยออก วางลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าอย่างไม่ลังเล “ผมก็ยินดีที่จะคืนมันให้ท่านครับ”
เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการทำความเคารพครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องรับแขกทันที ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความเกรี้ยวกราดของคุณหญิงกมลาที่ไล่หลังมา แต่เขาไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองอีก
ภายในรถยนต์ส่วนตัวที่แล่นทะยานฝ่าสายฝนยามดึก มุ่งหน้าออกจากกรุงเทพฯ สู่ภาคเหนือ คิมหันต์กดโทรศัพท์มือถือโทรหาปาลินอีกครั้ง หัวใจของเขาร้อนรนยิ่งกว่าเดิมเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่ปลายสายมีเสียงเคาะประตูดึกลึกลับ
*ตู๊ด... ตู๊ด...*
เสียงรอสายดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า นานเกินกว่าปกติจนมือหนาเริ่มชื้นเหงื่อ ความเงียบงันจากปลายสายทำให้ความกังวลกัดกินหัวใจของสถาปนิกหนุ่ม เขากัดฟันแน่น เหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วรถขึ้นไปอีก
และในวินาทีที่ปลายสายกดรับ เสียงหอบหายใจรดต้นไม้ยะเยือกพร้อมเสียงกระซิบเบาๆ ก็ลอยทะลุผ่านมา...
“คุณ... คิม... ช่วย... ด้วย...”
หมอกไม้ไผ่ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางอบอุ่นหัวใจไปกับตัวละครของเรานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ไผ่อุ่นในสายหมอก•ตอนที่ 25
ปัญหาที่ต้องสะสาง
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไผ่อุ่นในสายหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!