ไผ่อุ่นในสายหมอก•ตอนที่ 24

ความคิดถึงผ่านจอโทรศัพท์

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
แสงไฟสีส้มอมเหลืองจากโคมไฟหัวเตียงสาดส่องลงมากระทบกับกรอบรูปไม้เก่าๆ บนโต๊ะทำงาน ปาลินนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงนอนนุ่ม กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำมันหอมระเหยกลิ่นยูคาลิปตัสที่เขาเพิ่งจุดระเหยไว้ช่วยให้บรรยากาศในห้องเงียบสงบขึ้น ทว่าความเงียบงันกลับขับเน้นเสียงหัวใจที่เต้นระรัวในอกให้เด่นชัดยิ่งขึ้น โทรศัพท์มือถือหน้าจอขนาดพอดีมือสั่นเบาๆ พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนสายเรียกเข้าจากโปรแกรมสนทนาที่คุ้นเคย ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอยังคงทำให้ริมฝีปากบางแย้มยิ้มออกมาได้โดยอัตโนมัติ... *'พี่คิมหันต์'* นิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น กดรับสายแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูทันทีโดยไม่ปล่อยให้เสียงสัญญาณดังเกินกว่าสองครั้ง "ถึงห้องพักแล้วเหรอคะ" เสียงทุ้มนุ่มที่ลอดผ่านลำโพงโทรศัพท์ออกมาทันทีมีความเหนื่อยล้าเจืออยู่เล็กน้อย แต่กลับอบอุ่นเสียจนคนฟังรู้สึกราวกับถูกโอบกอดไว้ด้วยอ้อมแขนที่คุ้นเคย แม้ตัวจะอยู่ห่างกันคนละภาคของประเทศก็ตาม "ถึงนานแล้วครับ... เอ๊ย ปาลินหมายถึง... ถึงสักพักใหญ่แล้วครับ" ปาลินเผลอหลุดแทนตัวเองด้วยสรรพนามเดิมที่ติดปากยามอยู่ใกล้กัน ก่อนจะรีบแก้คำพูดด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ แม้จะคุยกันผ่านจอแบบนี้มาหลายคืนแล้ว แต่ความประหม่าเวลาได้ยินเสียงอีกฝ่ายก็ไม่เคยลดลงเลยสักนิด เสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอของคนปลายสายดังขึ้นเบาๆ เป็นเชิงเอ็นดู "แทนตัวเองแบบเดิมก็น่ารักดีออกนะคะ ทำไมล่ะ... หรือว่าอยู่ไกลกันแค่นี้แล้วกลัวพี่จะลืมเสียงเราหรือไง" "เปล่าสักหน่อยครับ... ปาลินแค่... แค่ไม่ชินเวลาที่ห้องนี้ไม่มีเสียงเดินกุกกักของพี่คิมหันต์ต่างหาก" น้ำเสียงของคนตัวเล็กเบาลงในช่วงท้าย ดวงตากลมโตมองเหม็งไปยังมุมห้องที่เคยเป็นที่ตั้งขาตั้งกล้องวาดรูปของสถาปนิกหนุ่ม ความเงียบเหงาที่ลุงมิ่งเคยเตือนไว้ว่ามันจะน่ากลัวยามที่ดอกไผ่ในไร่ผลิดอก ปาลินเพิ่งจะเข้าใจความหมายอย่างลึกซึ้งก็ในคืนนี้นี่เอง ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอที่บ่งบอกว่าอีกฝ่ายกำลังตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ คิมหันต์ในยามนี้คงกำลังนั่งพักอยู่บนโซฟาในห้องพักตัวเมืองกรุงเทพฯ หลังจากที่ต้องเผชิญกับความวุ่นวายของการแก้ไขแบบแปลนตึกสูงระฟ้ามาทั้งวัน ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักสะท้อนผ่านน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำลงกว่าปกติ "เปิดกล้องสิคะ..." คำสั่งนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความเอาedแต่ใจเล็กๆ ดังขึ้น "พี่อยากเห็นหน้าคนดื้อแถวนี้หน่อย ว่าทานข้าวเย็นเรียบร้อยดีหรือเปล่า หรือแอบนั่งทำงานเพลินจนลืมกินข้าวอีกแล้ว" ปาลินเม้มริมฝีปากอย่างชั่งใจเล็กน้อย ก่อนจะกดปุ่มเปิดวิดีโอคอลตามคำขอ หน้าจอโทรศัพท์ปรากฏภาพใบหน้าคมคายที่คุ้นเคย ดวงตาคู่คมที่มักจะจริงจังเวลาทำงาน บัดนี้กลับฉายแววอ่อนโยนและประกายระยิบระยับยามที่มองทะลุผ่านหน้าจอมายังเขา เรือนผมหยักศกเล็กน้อยที่ไม่ได้เซ็ตเข้ารูปทำให้คิมหันต์ดูผ่อนคลายและเข้าถึงง่ายกว่ายามปกติ "ปาลินทานข้าวต้มฝีมือลุงมิ่งแล้วครับ... นี่ไง ชามเกลี้ยงเกลาเลย" นายเอกหนุ่มยกชามเปล่าที่วางอยู่ข้างเตียงขึ้นมาโชว์ผ่านกล้องด้วยความภูมิใจ เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากคนพี่ได้ทันที "เด็กดี..." คิมหันต์เอ่ยชมพร้อมกับเอื้อมมือไปปรับมุมกล้องของฝั่งตัวเองบ้าง ภาพที่ปรากฏคือห้องทำงานรกๆ ที่มีม้วนกระดาษแปลนสถาปัตย์วางระเกะระกะ ทว่าสายตาของสถาปนิกหนุ่มไม่ได้มองสิ่งอื่นใดนอกจากกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่มีใบหน้าหวานของคนรักปรากฏอยู่ "รู้ไหมคะ... พอไม่มีเราคอยเดินเอาชาอุ่นๆ มาวางให้บนโต๊ะตอนดึกๆ แบบนี้ งานมันดูไม่เดินหน้าเอาเสียเลย" "ก็พี่คิมหันต์โหมงานหนักเกินไปนี่นา... อยู่ที่นี่ ปาลินบังคับให้พักผ่อนได้ แต่พอพี่กลับไปกรุงเทพฯ ปาลินก็ทำได้แค่บ่นผ่านโทรศัพท์แบบนี้แหละครับ" ปาลินทำแก่งอนเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่พุ่งพล่านอยู่ในอก ระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรไม่ได้ทำให้ความรู้สึกห่างไกลกันเลย กลับกัน มันยิ่งทำให้พวกเขาต่างฝ่ายต่างตระหนักถึงความสำคัญของกันและกันมากขึ้น "งั้นรีบเคลียร์งานที่ไร่ให้เรียบร้อยนะคะ... แล้วขึ้นมาหาพี่ที่กรุงเทพฯ ดีไหม" น้ำเสียงของคิมหันต์เต็มไปด้วยความจริงจัง แฝงความเว้าวอนที่ทำเอาคนฟังหัวใจกระตุกวูบ "พูดอะไรแบบนั้นล่ะครับ... ไร่หมอกไม้ไผ่มีอะไรตั้งหลายอย่างที่ต้องดูแล ปาลินจะทิ้งลุงมิ่งไว้แล้วหนีเที่ยวได้ยังไง" ปาลินปฏิเสธเสียงเบา แต่ดวงตากลับหลบสายตาคมกริบที่มองตรงมาผ่านหน้าจอ "ไม่ได้ให้มาเที่ยวเสียหน่อย..." คิมหันต์เว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลจนเกือบกลายเป็นกระซิบ "พี่แค่อยากให้... ห้องนอนของพี่ที่นี่ มีเจ้าของตัวจริงมาอยู่ด้วยเสียที" ใบหน้าของปาลินร้อนผ่าวขึ้นมาในฉับพลัน ความเขินอบลามเลียไปถึงใบหูขาวสะอาด เขาซ่อนใบหน้าแดงก่ำไว้ด้วยการดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงคาง ดวงตากลมโตช้อนมองหน้าจอด้วยความค้อนนิดๆ "พูดจาอะไรก็ไม่รู้ครับ... ดึกมากแล้วนะ พี่คิมหันต์ควรไปอาบน้ำนอนได้แล้ว" "เขินแล้วชอบไล่ตลอดเลยนะคะคนนี้..." คิมหันต์ยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่นานๆ ครั้งจะปรากฏออกมาอย่างเต็มที่ทำให้ใบหน้าของสถาปนิกหนุ่มดูหล่อเหลาจนน่าใจหาย "ก็ได้ค่ะ พี่จะยอมนอนตามใจเรา แต่มีข้อแม้..." "ข้อแม้อะไรอีกครับ" "พรุ่งนี้เช้า... ต้องโทรปลุกพี่เป็นคนแรกเหมือนเดิม ห้ามตื่นสายเด็ดขาด เข้าใจไหมคะ" ปาลินพยักหน้ารับช้าๆ "รู้แล้วครับ... พี่คิมหันต์ก็เหมือนกันนะ อย่าหักโหมจนลืมทานข้าวเช้าล่ะ" บทสนทนาดำเนินต่อไปท่ามกลางความเงียบสงบยามวิกาล เสียงหัวเราะเบาๆ และรอยยิ้มที่ส่งผ่านคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ช่วยเติมเต็มช่องว่างของความเหงาให้มลายหายไปจนสิ้น ปาลินรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่ในอก ราวกับว่าคิมหันต์ไม่ได้อยู่ไกลกันคนละภาค แต่กำลังนั่งอยู่ข้างๆ บนเตียงนอนนุ่มหลังนี้ พวกเขายังคงพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งลมหายใจของคนปลายเริ่มสม่ำเสมอ และเปลือกตาของปาลินเองก็เริ่มหนักอึ้ง ทว่าในจังหวะที่ปาลินกำลังจะเอ่ยปากบอกราตรีสวัสดิ์เป็นครั้งสุดท้ายนั้นเอง... ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างกะทันหันในยามวิกาล ท่ามกลางความเงียบงันของบ้านพักกลางไร่ไผ่ เสียงนั้นดังชัดเจนและน่าสะพรึงกลัวจนทำให้ปาลินสะดุ้งสุดตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ หันขวับไปมองบานประตูไม้ปิดสนิทที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล ในขณะที่หน้าจอโทรศัพท์ซึ่งยังคงเปิดสายค้างไว้ ปรากฏภาพของคิมหันต์ที่ลืมตาโพลีขึ้นทันทีด้วยสัญชาตญาณอันตราย แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่หายวับไปกับตา กลายเป็นความตื่นตัวและถมึงทึงอย่างน่ากลัว "ปาลิน... ใครมาเคาะห้องดึกป่านนี้ ล็อคประตูหรือยังคะ!" เสียงทุ้มเข้มของคิมหันต์ตะโกนทะลุผ่านลำโพงโทรศัพท์ด้วยความร้อนรน ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับความอบอุ่นของพวกเขานะคะ
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไผ่อุ่นในสายหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%